ผู้ว่ายะลาชี้ ไม่มีการประกาศรับสมัคร อส. หลังชาวบ้าน ถูกหลอกเงินเพื่อฝากเข้าเป็นสมาชิก

นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ในฐานะผู้บังคับการกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ออกประกาศเรื่องชี้แจงกรณีการเสนอข่าวกลุ่มบุคคลถูกมิจฉาชีพหลอกลวง เรียกรับเงินแลกกับการฝากเข้าเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนของสื่อสารมวลชน ลงวันที่ 4 กันยายน 2561 

โดยเนื้อหาในประกาศ ระบุว่า ตามที่ ได้มีการเสนอข่าวของสื่อมวลชน กรณีมีกลุ่มชาวบ้านในอำเภอรามันถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นปลัดอำเภอเมืองยะลา ร่วมกับพลเรือนหลอกเรียกรับเงินคนละตั้งแต่ 70,000 บาท ถึง 100,000 บาท แลกกับการฝากเข้าเป็นสมาชิก กองอาสารักษาดินแดนนั้น กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 เวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 21 คน ได้ไปรายงานตัวเพื่อทำการฝึกสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนหน้าศูนย์ฝึกอบรมกองกำลังประจำถิ่นท่าสาป

โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวอ้างว่าได้รับการติดต่อจากบุคคลที่มีชื่อว่า นายสุชาติ ไม่ทราบนามสกุล อ้างว่าเป็นปลัดอำเภอเมืองยะลา โดยผ่านการประสานงานของสิบเอกรายหนึ่ง ตำแหน่งเสมียนหน่วยสัสดี อำเภอรามัน ช่วยราชการที่ทำการสัสดีจังหวัดยะลา และผู้หญิงใช้ชื่อว่ากะด๊ะ ชาวอำเภอรามันให้มาทำการฝึกโดยมีค่าใช้จ่าย คนละ 40,000 บาท ถึง 80,000 บาท 

ซึ่งศูนย์ฝึกอบรมกองกำลังประจำถิ่นท่าสาป ได้แจ้งกลุ่มบุคคลดังกล่าวว่าไม่มีการฝึก และได้ประสานมายังจังหวัดยะลาก็ไม่มีโครงการฝึกแต่อย่างใด 2.ตามข้อ 1 กองบังคับการกองการอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ขอชี้แจงว่าในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ไม่มีการประกาศรับสมัครและการสอบบุคคลเพื่อบรรจุเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนแต่อย่างใด การดำเนินการของนายสุชาติ เจ้าหน้าที่ทหารยศสิบเอกรายหนึ่ง และผู้หญิงใช้ชื่อว่ากะด๊ะ ดังกล่าว จึงเป็นการแอบอ้างมีพฤติกรรมหลอกลวงเรียกเอาทรัพย์จากผู้อื่น ทำให้ทางราชการและประชาชนได้รับเสียหาย 3.กรณีบุคคลใช้ชื่อว่านายสุชาติ โดยแอบอ้างเป็นปลัดอำเภอเมืองยะลา ได้ตรวจสอบแล้วอำเภอเมืองยะลาและอำเภออื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา ไม่มีปลัดอำเภอชื่อนายสุชาติแต่อย่างใด 4.กรณีสิบเอกรายหนึ่ง ตำแหน่งเสมียนนายสัสดีอำเภอรามัน ช่วยราชการที่ทำการสัสดีจังหวัดยะลา และผู้หญิงใช้ชื่อว่ากะด๊ะ จังหวัดยะลา ได้มอบหมายให้อำเภอเมืองยะลาแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย และประสานแจ้งผู้เสียหายให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ผู้กระทำการหลอกลวงเรียกเอาทรัพย์แล้ว 5.จังหวัดยะลา มิได้นิ่งนอนใจ และมีความกังวลใจกรณีประชาชนหลายรายถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์ และทราบว่าบางรายมีฐานะยากจนต้องกู้เงินมา เพื่อกรณีดังกล่าวด้วยจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการหลอกลวงสมัครเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนแล้ว

อนึ่ง กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ขอเรียนว่าการรับสมัครสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับที่ 1 ของกองอาสารักษาดินแดน เรื่องกำหนดวิธีรับสมัครสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2497 กล่าวคือ จะต้องมีการดำเนินการรับสมัคร และทดสอบสมรรถภาพร่างกายของคณะกรรมการ รับสมัครระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ขอให้ประชาชนทั่วไปอย่าได้หลงเชื่อว่าจะมีการฝากเข้าบรรจุเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนได้ ทั้งนี้ หากมีการรับสมัครสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมื่อใด จะได้ประกาศให้รับทราบตามระเบียบข้อปฏิบัติต่อไป

ชาวบ้านหาจิ้งกุ่งขายสร้างรายได้ในช่วงหน้าฝน รสชาติอร่อยแถมโปรตีนสูง

ชาวบ้านขุดจิ้งกุ่งขายทำเงินวันละหลายร้อย อีกหนึ่งอาชีพชาวบ้านในฤดูฝน                

วันที่ 4 ก.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้ช่วงเวลาในฤดูฝน นำจอบเสียมพากันออกไปขุดหาตัว จิ้งกุ่ง หรือ จิ้งหรีดยักษ์ ตามสวนหลังบ้านและพื้นที่ป่าสาธารณะ ซึ่งสามารถนำไปทอดและตำน้ำพริกรับประทานได้ ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งนำไปขายสร้างรายได้ตามฤดูกาล ชาวบ้านที่มีประสบการณ์ ขุดจิ้งกุ่งได้มากถึงวันละ 200 – 300 ตัว โดยสามารถนำไปขายให้กับพ่อค้าตามตลาดได้ราคาตัวละ 2 บาท ซึ่งชาวบ้านทำเงินจากการขายจิ้งกุ่งได้วันละหลายร้อยบาท

   

ทั้งนี้ชาวบ้าน เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่ จี้กุ่งจะอาศัยอยู่ในรูใต้พื้นดินที่มีความชื้น ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ที่ไหนมีรูจิ้งกุ่งจะมีกองมูลดินเป็นจุดสังเกต ช่วงกลางคืนก็จะออกมาส่งเสียง ร้องหาคู่ผสมพันธุ์  กลางวันก็จะใช้มูลดินปิดรู ป้องกันศัตรู ชาวบ้านก็ใช้อุปกรณ์ ทั้งจอบหรือเสียมขุดลงไปในใต้ดิน  บางตัวอยู่ตื้น บางตัวก็ขุดดินอยู่ลึก ต้องใช้เวลาในการขุด แต่ชาวบ้านที่มีประสบการณ์ใช้เวลาหลุมละไม่ถึง 5 นาที ก็เจอตัว จับนำใส่ในถังหรืออุปกรณ์ที่เตรียมมา

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวัน ชาวบ้านจับจิ้งกุ่งได้มากถึง 200 – 300 ตัว ขึ้นอยู่กับความขยัน จากนั้นจะนำไปขายให้กับชาวบ้านตามหมู่บ้านและพ่อค้าแม่ค้าที่มาสั่งไว้ สร้างรายได้ตามฤดูกาล โดยจี้กุ่งถือเป็นอีกหนึ่งในเมนูยอดฮิตของชาวภาคเหนือ  นิยมนำไปทำเมนูทั้ง คั่วเกลือ ตำน้ำพริก โดยมีรสชาติอร่อยเค็มมันและมีโปรตีนสูง

ระทึก!!รถโดยสารพะเยา-เชียงคำ เสียหลักพุ่งขึ้นกลางถนน เดชะบุญไม่ข้ามเลนประสานงารถชาวบ้าน

ใสุดระทึก รถโดยสารพะเยา-เชียงคำ เสียหลักพุ่งขึ้นกลางถนน เดชะบุญไม่ข้ามเลนประสานงารถชาวบ้าน

วันที่  4 ก.ย. 2561 เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา รับแจ้งเหตุรถโดยสารประจำทางได้เกิดเสียหลักพุ่งขึ้นไปบนเกาะกลางถนนบริเวณหน้าสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพะเยา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถประจำทางสีส้มสายพะเยา – เชียงคำ หมายเลขทะเบียน 10-0329 พะเยา  พุ่งชนต้นไม้จอดนิ่งอยู่บนเกาะกลางถนน บริเวณหน้าสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพะเยา  ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา   โดยคนขับรถโดยสารคนคันดังกล่าวบอกว่าได้ขับรถมาเพื่อที่จะเข้าไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพะเยา แต่รถเกิดเบรคไม่อยู่ก่อนจะเสียหลักพุ่งขึ้นไปยังบนเกาะกลางถนนดังกล่าว  ส่วนตนเองซึ่งขับรถมาเพียงลำพัง ไม่มีผู้โดยสาร ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจ  คาดว่าระบบเบรกน่าจะมีปัญหาเบรคไม่อยู่   จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นไปบนเกาะกลางถนน   ดังกล่าว โชคดีที่รถไม่ได้พุ่งข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของถนนไม่เช่นนั้นก็อาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บได้  ทั้งนี้จะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป