ก.แรงงาน เผย เตรียมตำแหน่งงานกว่า 30,000 อัตรา รองรับทั่วประเทศ

โฆษกแรงงาน เผย มีมาตรการรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ยัน ไม่ทำให้คนตกงาน เตรียม 30,000 ตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2561 นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้นำกลุ่มแรงงานแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ว่าทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากตกงาน เนื่องจากปรับตัวไม่ทันนั้น ในเรื่องดังกล่าวกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่านโยบายประเทศไทย 4.0 ไม่ส่งผลทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากต้องตกงานตามที่ปรากฎเป็นข่าวแต่อย่างใด

และปัจจุบันรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมมาตรการรองรับนโยบายดังกล่าวไว้แล้ว ส่วนกรณีที่นักวิชาการเกรงว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนจะทำให้มีผลกระทบต่อกลุ่มแรงงานนั้น ในเรื่องนี้กระทรวงแรงงานยืนยันว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มแรงงาน ขณะเดียวกันหากมีผลกระทบเกิดขึ้นจริงกระทรวงแรงงานก็มีแนวทางรองรับไว้อยู่แล้ว

นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันรัฐบาล ได้กำหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 เพื่อที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ในส่วนของภาคแรงงานก็จะปรับเปลี่ยนจากแรงงานที่มีทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง

ในการเตรียมความพร้อมของกำลังแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ กระทรวงแรงงานจะเปิดศูนย์บริหารจัดการแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ EEC และบรรเทาปัญหาแรงงานส่วนเกินในพื้นที่อื่นได้

ในด้านการส่งเสริมการมีงานทำ กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ที่นี่มีงานทำ Job Ready Center เพื่อบริหารจัดการแรงงานให้มีงานทำตามความรู้ ความสามารถ ทักษะของแรงงาน และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการโดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

ประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร เป็นต้น และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)

ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลได้ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังได้เตรียมตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศรองรับกว่า 30,000 อัตรา สำหรับผู้ที่ตกงานหรือเปลี่ยนงานใหม่ การส่งเสริมการรับงานไปทำที่บ้านการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังมีโครงการฝึกอบรมทักษะเพิ่มเติม (Re -skill) เพื่อให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานใหม่และเปลี่ยนทักษะแรงงานไปทำงานในประเภทกิจการอื่นที่ยังต้องการแรงงานจำนวนมากรวมทั้งการฝึกทักษะแรงงานให้มีทักษะหลายด้าน (Multi-Skill)

เพื่อให้สามารถทำงานได้หลายตำแหน่งการส่งเสริมให้นายจ้างพัฒนาทักษะฝีมือของลูกจ้างในสถานประกอบการเพื่อให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งภายในสถานประกอบการของตนเองได้ โดยนายจ้างจะได้สิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2557

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแนวทางประชารัฐ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ นายจ้าง สถานประกอบการ ตลาดแรงงาน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน สนับสนุนสถานประกอบการ รองรับการขยายตัวของสายงานที่มีความต้องการในอนาคต อาทิ งานด้านวิศวกรรม ไอที บัญชีและการเงิน การแพทย์ ธุรกิจอิสระ การออกแบบ และอาชีพทางเลือก เป็นต้น

ขอบคุณภาพ/ข้อมูล  กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กระทรวงแรงงาน

จับตาประเด็นสงครามการค้ากดดันหุ้นไทย

จับตาประเด็นสงครามการค้ากดดัน ‘หุ้นไทย’ คาดดัชนีอ่อนตัวทดสอบ 1,710 – 1,715 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์การลงทุนวันนี้

บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุบทวิเคราะห์วันนี้ (3 ก.ย.) ว่า แนวโน้มหุ้นไทยมีมุมมองเป็นลบ คาดดัชนีอ่อนตัวทดสอบ 1,710 – 1,715 จุด จากความกังวลสงครามการค้าหลังการเจรจาการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ระหว่างสหรัฐและแคนาดายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ (ทั้งนี้จะจัดการเจรจาอีกครั้งในวันพุธ 5 ก.ย.)

ประกอบกับสหรัฐเตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากได้ข้อสรุปการทำประชาพิจารณ์ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ Fund Flow ต่างชาติที่ยังคงเป็นฝั่งขายสุทธิต่อเนื่องจะเป็นแรงกดดันต่อภาวะการลงทุนในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับสูงเหนือ 69 US/Barrel น่าจะช่วยหนุนให้ดัชนีรีบาวด์ในจังหวะที่อ่อนตัวได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ Selective Buy

-กลุ่มพลังงาน (PTTEP, TOP, PTTGC ) ราคาน้ำมันยืนเหนือ 69 US/Barrel

-กลุ่มอาหาร (CPF, GFPT, TU) อิเล็คทรอนิกส์ (HANA, KCE, SVI) และ EPG คาดผลประกอบการ 3Q18 เติบโตจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง

-กลุ่มรับเหมา, นิคม (STEC, AMATA, BEM ) ได้ประโยชน์จากกรอบเวลาการเลือกตั้งที่ชัดเจน รวมถึงการประมูลโครงการใหญ่ภาครัฐที่เร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

เตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน 22 แห่ง สำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศ

กรมท่าอากาศยาน เสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน พิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน สังกัดกรมท่าอากาศยาน จำนวน 22 แห่ง เส้นทางระหว่างประเทศ

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า ได้เสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน พิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน สังกัดกรมท่าอากาศยาน จำนวน 22 แห่ง เส้นทางระหว่างประเทศ จากปัจจุบันเที่ยวละ 400 บาท เป็น 600 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริการในปัจจุบัน

โดยอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ จะใกล้เคียงกับค่าทำเนียมของบริษัทท่าอากาศยานไทย ซึ่งบริหารท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเที่ยวละ 700 บาท แต่จะคงค่าธรรมเนียมสนามบินเส้นทางภายในประเทศตามเดิมที่เที่ยว 50 บาท

ทั้งนี้ เชื่อว่าอัตราค่าธรรมเนียมใหม่จะไม่กระทบการแข่งขันด้านราคาของสายการบินต้นทุนต่ำ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ นอกจากนี้ กรมท่าอากาศยาน ยังมีแผนปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกด้วย