อดีตรองเมืองพัทยาทิ้งทวน 3 เด้งบ้านสุขาวดี หวังทวงคืนที่สาธารณะ

อดีตรองเมืองพัทยาทิ้งทวน 3 เด้งบ้านสุขาวดี เตรียมขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อนำคดีขึ้นสู่ชั้นศาล หวังเอาพื้นที่สาธารณะคืนให้กับประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน

นายวิเชียร พงษ์พานิช อดีตรองนายกเมืองพัทยา ชี้แจงความคืบหน้าการรุกล้ำที่ดินสาธารณะของ “บ้านสุขาวดี” ในที่ประชุมสภาเมืองพัทยาก่อนลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่าสำหรับการดำเนินกับบ้านสุขาวดี นั้นมีการดำเนินการเอาผิดในหลายส่วน ไม่เพียงแค่กรณีของการรุกล้ำที่สาธารณะบริเวณชายหาดเท่านั้น แต่กลับมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณะทั้งการสร้างอาคารบนทางเท้าสาธารณะ

ซึ่งเมืองพัทยาได้มีการปิดหมายดำเนินการให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวไปแล้ว และที่ผ่านมาก็สามารถทวงคืนทางสาธารณะประโยชน์กลับคืนมาได้บางส่วน โดยเฉพาะกรณีถนนที่ต่อเชื่อมกับซอยบางละมุง 8 ขนาด 6/150 เมตร แต่จาการลงพื้นที่ไปตรวจสอบครั้ง ล่าสุดเมือวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา กลับพบว่าทางบ้านสุขาดีได้มีการนำรถบัสโดยขนาดใหญ่จำนวน 2 คัน พร้อมกับมีการทำรั้วเหล็กมาปิดกั้นจนประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในส่วนนี้เมืองพัทยาจะมีการแจ้งความดำเนินคดีเช่นกัน

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินการรุกล้ำที่สาธารณะ “บ้านสุขาวดี” มีด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย

1.การรุกล้ำพื้นที่ด้านหลังบนทางเท้าสาธารณะริมทะเล โดยมีการนำหญ้าเทียมมาปูบนเส้นทางเท้าพร้อมทั้งมีการนำเก้าอี้มาจัดวาง ซึ่งในส่วนนี้ทางเมืองพัทยาได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาไปแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม ขณะนี้เรื่องอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน

เรื่องที่ 2 เป็นส่วนที่เมืองพัทยาได้มีการสั่งให้รื้อถอนอา คารออกไปแล้วที่ต่อเชื่อมกับซอยบางละมุง 8 ความยาว 150 เมตร ซึ่งกรณีนี้ทางบ้านสุขาวดีให้ความร่วมมือด้วยดีและดำเนินการจนเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ล่าสุดกลับมาทำรั้วเหล็กกั้นทางสาธารณะไว้ จึงมอบหมายให้นิติกรเมืองพัทยาเสนอให้นายกเมืองพัทยาเพื่อแจ้งความดำเนินคดี

ส่วนที่ 3 ส่วนสุดท้ายคืออาคารที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะขนาด 11 ไร่ริมทะเล กรณีนี้เมืองพัทยาได้ร่วมกับสำนักงานที่ดินอำเภอบางละมุงลงตรวจสอบ กระทั่งมีการปิดหมายคำสั่งห้ามใช้อาคาร พร้อมให้เจ้าหน้าที่นำเทปไปล้อมรอบตัวอาคารทั้งหมด เนื่องจากตรวจพบว่าบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะประโยชน์

ดังนั้นการที่ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครอง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ต้องระวางโทษตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ จึงให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่สาธารณะ ตามด้วยการปิดหมาย ค.7

หรือหมายคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กรณีก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร กระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้

โดยทางเมืองพัทยาได้แจ้งให้ทางผู้รับผิดชอบทำการรื้อถอนอาคารโครงเหล็ก 1 ชั้น ขนาด 25×61 เมตร จำนวน 1 หลังที่ใช้เป็นเวที ห้องครัว และป้ายขนาด 7X9 เมตรจำนวน 2 ป้าย โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 รวมไปถึงการปิดหมาย ค.4 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้อาคารหลังดังกล่าว และหมาย ค.3 เพื่อระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ตามาตรา 10 วรรค 1 และ มาตรา 41 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.ควบ คุมอาคาร พ.ศ.2522

ซึ่งปัจจุบันเมืองพัทยาได้มอบหมายให้นิติกรทำการรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนิน การแต่งความดำเนินคดีตามลำดับ แต่ปรากฏว่าล่าสุดพบว่าทางบ้านสุขาวดีไม่ได้มีการรื้อถอนตามหมายและวัสดุที่ใช้ปิดล้อมรอบอาคารไว้ก็ถูกเอาออกทั้งหมด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็ถือเป็นความผิดอีกคดีหนึ่ง

นายวิเชียร กล่าวต่อไปว่าในส่วนของพื้นที่ดิน 11 ไร่นั้นตามระวางของกรมที่ดินระบุว่าเป็นทะเล ซึ่งกรณีนี้หลังจากได้หารือกับนายอำเภอบางละมุงก็ถือว่าเป็นที่สาธารณะ จึงเสนอแนวทางในการเอาคืนพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ โดยจะใช้วิธีการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อนำคดีขึ้นสู่ชั้นศาล แต่หากเมืองพัทยาไปยื่นหนังสือขอออกหนังสือ นสล. เชื่อว่าจะต้องมีการคัดค้านอย่างแน่นอน ซึ่งหากมีการคัดค้านตามกระบวน การของกฎกระทรวงก็คือการนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยจากการพูดคุยกับทนายความของฝั่งบ้านสุขาวดีไปแล้วว่าไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตามทางเมืองพัทยาจะมีการเสนอขอจากศาลเพื่อให้มีการตรวจสอบชั้นที่ดินอีกที โดยเชิญกรมทรัพยากรธรณี นำชั้นดินไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นที่ดินที่เกิดขึ้นจากอะไร อาทิ การถมหรือที่งอก แต่หากจะมีการต่อสู้ว่าเป็นเรื่องที่ดินงอกทางเมืองพัทยาก็จะสู้ในเรื่องการถมทะเล

ซึ่งที่ผ่านมากฤษฎีกาเคยตีความชัดเจนเรื่องที่ดินหน้าศาลาว่าการจังหวัดชลบุรี ที่ระบุว่าการถมทะเลนั้นจะมีสภาพในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และต้องอยู่ในอำนาจการดูแลก็เป็นของอำเภอ โดยการดำเนินการทั้ง 3 ส่วนของบ้านสุขาวดีนั้นทางเมืองพัทยาจะต่อสู้เอาคืนพื้นที่สาธารณะกลับคืนมาให้ได้อย่างแน่นอน

นายวิเชียร ชี้แจงต่อไปอีกว่า การดำเนินการต่อจากนี้จะมีการแจ้งความในส่วนที่มีการสร้างรั้วกั้นปิดประตูบนทางสาธารณะ ซึ่งการลงพื้นที่ล่าสุดไม่มีผู้บริหารบ้านสุขาวดีออกมาแต่อย่างใด เมืองพัทยาได้ให้พนักงานสอบสอนออกใบสั่งรถบัสทั้ง 2 คันที่จอดขวางทางสาธารณะ ทั้งนี้ตัวเองมีความตั้งใจที่จะเอาคืนพื้นที่สาธารณะกลับคืนมาให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันต่อไป การดำเนินการเอาคืนที่สาธารณะนั้นไม่ใช่การรังแกคนจน แต่การดำเนินการนั้นดำเนินการเสมอภาคกันในทุกสวน ไม่เลือกปฏิบัติคนจนหรือคนรวย ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

สื่อนอกเผย ‘ฟ่าน ปิงปิง’ อาจถูกรัฐจีนคุมตัว

สื่อนอกเผย มีความเป็นไปได้ที่ “ฟ่าน ปิงปิง” ดาราสาวชื่อดังของจีน อาจถูกคุมตัวโดยหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจีน

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น เผยแพร่บทความของ “นายไมเคิล คาสเตอร์” นักวิจัยและบรรณาธิการหนังสือ “การหายตัวของชาวจีน เรื่องราวภายในของระบบจีนที่ทำให้ผู้คนหายตัว” ที่ระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่า ฟ่าน ปิงปิง ดาราสาวชื่อดังของจีน อาจเป็นเหยื่อรายล่าสุดของระบบกฎหมายจีนที่เอื้อให้เกิดการหายตัวไป

ซึ่งเรียกว่า “หลิวจื้อ” ภายใต้หน่วยงานที่มีอำนาจอย่างมากที่ชื่อว่า “คณะกรรมาธิการตรวจสอบแห่งชาติ” หรือ NSC ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ความโด่งดังของ “ฟ่าน ปิงปิง” ทำให้การหายตัวไปของเธอ ได้รับความสนใจทั่วโลก แต่ความจริงแล้วยังมีชาวจีนที่หายตัวไประหว่างการสอบสวนอีกหลายคนในช่วงนี้

บทความของนายคาสเตอร์ ระบุว่า การหายตัวไปของฟ่าน แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครปลอดภัยจากการบังคับใช้กฎหมายของจีน กระทั่งเซเลบริตี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านี้ต่างเป็นที่รู้กันว่ามีบรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในจีนที่หายตัวไปและถูกทำร้าย

“ฟ่าน” เผชิญข้อกล่าวหาเรื่องโกงภาษีเป็นเงินมหาศาลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ก่อนที่สำนักงานกิจการภาษีแห่งชาติจีนจะเริ่มต้นการสืบสวน จากนั้นเธอก็ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลย จนขณะนี้ยังไม่มีการอธิบายอย่างเป็นทางการถึงสาเหตุที่เธอหายตัวไป ขณะที่ทางการจีนก็ยังไม่ประกาศตั้งข้อหากับเธอ

นอกจาก “ฟ่าน” ยังมีกรณีของนายเฉิน เจียเหริ่น ผู้สื่อข่าวที่หายตัวไปหลังถูกกล่าวหาว่ารับสินบน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเขาได้เผยแพร่บทความ 2 ชิ้นในบล็อกส่วนตัว เกี่ยวกับการรับสินบนของเจ้าหน้าที่พรรคมณฑลหูหนาน ไม่กี่วันถัดจากนั้นเขาก็ถูกคุมตัว ในอีก 1 เดือนต่อมา สื่อทางการจีนเผยแพร่คำรับสารภาพของ “เฉิน” พร้อมกับโจมตีว่าเขาเป็น “ผู้ก่อกวนบนอินเทอร์เน็ต” ขณะที่ไม่มีใครติดต่อ “เฉิน” ได้

ส่วนอีกกรณีคือ นายเฉิน หยง อดีตคนขับรถของนายหลิน เกียง เจ้าหน้าที่พรรคมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งกำลังถูกสอบสวนกรณีทุจริต นายเฉินหายตัวไปช่วงต้นเดือนเมษายน จากนั้น 1 เดือนต่อมา ครอบครัวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ระหว่างการสอบปากคำ

อิสราเอลเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน-เยรูซาเลม

ทางการอิสราเอลเปิดใช้งานรถไฟความเร็วสูง สายเชื่อมกับสนามบินเทลอาวีฟ กับนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกคัดค้านจากชาวปาเลสไตน์

ทางการอิสราเอล เปิดใช้งานรถไฟความเร็วสูง ที่เชื่อมระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติ “เบน-กูรีอูน” ประจำกรุงเทลอาวีฟ กับนครเยรูซาเลม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่า 6. 5 หมื่นล้านบาท ที่สร้างความไม่พอใจแก่ชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากเส้นทางบางส่วนของรถไฟผ่านเขตเวสต์แบงก์ที่พวกเขาอาศัยอยู่

รถไฟสายนี้จะช่วยลดเวลาในการเดินทางจากสนามบิน “เบน-กูรีอูน” ไปยังนครเยรูซาเลม ให้เหลือเพียงแค่ 20 นาที จากเดิมถ้าหากเดินทางโดยใช้รถยนต์จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 40 นาที

รถไฟความเร็วสูงขบวนนี้มีความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเส้นทางตัดผ่านอุโมงค์และสะพานหลายแห่งที่ใช้ข้ามเขาที่กั้นระหว่างสนามบินและนครเยรูซาเลม ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 40 กิโลเมตร

เส้นทางรถไฟทอดยาวผ่านดินแดนที่อิสราเอลยึดครองได้จากสงครามตะวันออกกลางเมื่อปี 2510 ใกล้กับหมู่บ้าน “เบต ซูริค” ย่านที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ หนึ่งในผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวเผยว่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ บนดินแดนของตัวเอง แต่ว่าไม่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้งานมัน เพราะการยึดครองของอิสราเอล

ทั้งนี้ ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่อิสราเอล โดยจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศผ่านสนามบิน “เบน-กูรีอูน” แต่ต้องข้ามไปยังประเทศจอร์แดน เพื่อใช้บริการสนามบินในกรุงอัมมาน แทน