สาวตัดพ้อ! พ่อเจ็บหนัก แต่รพ.กลับล่าช้าในการรักษา ถามหาแต่บัตรปชช.

ลูกสาวโพสต์ถามโรงพยาบาล 1 ชีวิต กับเลข 13 หลัก อะไรสำคัญกว่า หลังพ่อโดนแก๊งเงินกู้บุกทำร้ายอาการสาหัส แต่ทางโรงพยาบาลกลับล่าช้าในการรักษา เพราะมัวแต่ถามหาเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในกลุ่ม พัทยาทอล์ค เป็นข้อความตัดพ้อถามโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยมีเนื้อหาว่า พ่อถูกทำร้ายหนัก ทางกู้ภัยช่วยเหลือนำไปส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งให้ แต่ทางโรงพยาบาลกลับถามหาแต่เลข 13 หลัก ถามหาบัตรประชาชน ทั้งๆ ที่คนเจ็บเข้าขั้นโคม่า สุดท้ายรอนานกว่า 2 ชั่วโมง ต้องย้ายไปโรงพยาบาลอื่น และถึงตอนนี้ก็ยังข้องใจ ว่า 1 ชีวิตกับเลข 13 ตัว อะไรมันสำคัญมากกว่า

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าของโพสต์ คือ นางสาวนอินทิรา โห้เพ็ชร อายุ 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา มีคนร้ายเข้าไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายพ่อของตน จนหมดสติจมกองเลือดอยู่ภายในบ้าน จนกระทั่งได้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

แต่ว่าทางโรงพยาบาลกลับไม่ยอมให้เข้ารับการรักษา ให้นำเลขบัตรประชาชน 13 หลักมาให้ก่อน กว่าจะได้รับการรักษาเวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อผลการตรวจออกปรากฏว่า พ่อมีอาการเลือดคลั่งในสมอง กระดูกหน้าแตก ต้องส่งไปรักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลชลบุรี อย่างเร่งด่วน

ด้าน การดำเนินคดี ทางครอบครัวได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.หนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งตนเองได้นำหลักฐานเปิดเผยถึงสาเหตุการถูกทำร้ายร่างกาย ไปมอบให้กับทางตำรวจแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยกับสื่อมวลชน และขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจนทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว คาดว่าน่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในไม่ช้า

ศรีสุวรรณจี้นายกฯ สอบ รฟฟท. ปัญหาความปลอดภัย แอร์พอร์ตลิงค์

ศรีสุวรรณยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี  ตรวจสอบปัญหาด้านความปลอดภัยของรถไฟฟ้า Airport Link

วันนี้ ( 27 ก.ย.61) ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทําเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหน.คสช. เพื่อสั่งการให้มีการตรวจสอบปัญหาด้านความปลอดภัยของรถไฟฟ้า Airport Link และตั้ง กก.สอบเอาผิดผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ติดตามการดำเนินงานและการบริหารจัดการของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการให้บริการรถไฟฟ้าเส้นทาง Airport Link สายสนามบินสุวรรณภูมิ-พญาไท พบว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาบริหารขาดทุนมาทุกปีและมีปัญหามาโดยตลอด เช่น ระบบไฟฟ้าของการเดินรถขัดข้อง ทำให้ขบวนรถหยุดให้บริการกะทันหันขบวนรถค้างอยู่ในระบบราง, บันไดเลื่อนค้างไม่ทำงาน, ขบวนรถเสียมีให้บริการเหลือเพียง 4-6 คัน จาก 9 คัน

เพราะที่เหลืออยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง การยุบเลิกระบบรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ SA Express เหลือเพียงระบบ City Line ทำให้มีผู้โดยสารหนาแน่นและรอขบวนใหม่นานมากในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็นมักจะดีเลย์มากกว่า 10-15 นาที โดยไม่ยอมจัดซื้อจัดหาขบวนรถมาใช้เพิ่มเติม แม้ประชาชนมาใช้บริการจำนวนมากเพิ่มขึ้นเพียงใดก็ตาม โดยอ้างว่าต้องรอโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบินก่อน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรืออาจะแท้งไปเสียก่อนก็ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายหลายประการ

การปรับปรุงบำรุงรักษา Airport Link โดยเฉพาะการบริหารจัดการตรวจสอบซ่อมบำรุง “ ระบบราง ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านความปลอดภัยในการรองรับขบวนรถต่าง ๆ ที่วิ่งให้บริการตลอดทั้งวันนั้น ย่อมต้องมีความเสื่อมตามระยะเวลา ซึ่งหากไม่มีการซ่อมบำรุงใหญ่จะส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยในการใช้งานระบบขนส่งของรถไฟฟ้าทางรางในหลายกรณี ซึ่งอาจทำให้ขบวนรถไฟฟ้าตกราง หรือตกลงมาจากโครงสร้างรางลงสู่พื้นดินที่มีความสูง 22 เมตรได้

การไม่ตรวจสภาพรางว่ามีการชำรุดเสียหาย บกพร่อง อันเกิดจากการใช้งานและอาจจะทำให้เกิดรอยร้าวทั้งภายในและภายนอกราง สภาพการสึกหรอและการบิดเบี้ยวของราง จึงจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญซึ่งอาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ เนื่องจากตั้งแต่เปิดใช้งานรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ยังไม่มีการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่หรือ Overhaul ในส่วนของระบบราง

อย่างไรก็ตามยังมีกรณีปัญหาที่อาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อการใช้บริการรถไฟฟ้าของ รฟฟท. อาทิเช่น ไม่มีอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุงขบวนรถให้พร้อมใช้งานทุกขบวนให้เป็นไปตามหลักการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานสากล ไม่มีการสร้างด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยในชานชลาต่างๆ เช่น ประตูกั้นผู้โดยสารตกลงไปบริเวณรางรถไฟ ไม่มีการประกันภัยกรณีเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยแก่ผู้โดยสาร ไม่มีการวางแผนเพื่ออพยพผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติร้างแรง ภัยธรรมชาติ ไฟไหม้หรือวินาศกรรม รวมทั้งการแต่งตั้งผู้บริหารฝ่ายซ่อมบำรุง ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถด้วย เป็นต้น

ธปท. สั่งปรับกรุงไทย-ไทยพาณิชย์ กรณีบังคับลูกค้าทำประกันภัย

ธปท. สั่งปรับกรุงไทย-ไทยพาณิชย์ กรณีบังคับลูกค้าทำประกันภัย กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง

นายรณดล นุ่มนนท์ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในเรื่องการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับบริการทางการเงินที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการ

ธปท. จึงได้กำชับให้สถาบันการเงินยกระดับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว และจะสุ่มตรวจสอบธุรกรรมและระบบการบริหารจัดการของสถาบันการเงินในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเปิดเผยข้อมูลคุณภาพการให้บริการของสถาบันการเงิน (จำนวนเรื่องร้องเรียนการกล่าวโทษ และการเปรียบเทียบปรับ) ผ่านเว็บไซต์ ธปท. และเว็บไซต์สถาบันการเงิน เพื่อความโปร่งใสและการพัฒนาคุณภาพการให้บริการในระยะต่อไปนั้น

จากการที่ประชาชนมีข้อร้องเรียนและการสุ่มตรวจสอบของ ธปท. พบว่า สาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีการบังคับให้ลูกค้าทำประกันอัคคีภัยสำหรับหลักประกันของสินเชื่อที่อยู่อาศัย กับบริษัทประกันภัยบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง โดยลูกค้าไม่มีสิทธิที่จะเลือกทำประกันภัยกับบริษัทอื่นตามความสมัครใจ

การบังคับลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 17/2551 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 ต้องระวางโทษตามมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงมีคำสั่งเปรียบเทียบปรับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 3,540,000 บาท และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 3,210,000 บาท ทั้งนี้ หลังจากที่ ธปท. ได้แจ้งผลการสุ่มตรวจสอบดังกล่าว ทั้งสองธนาคารได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการขายและการให้บริการแล้ว