ในหลวงร.10 พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยนครพนม

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครพนม

วันนี้ (2 กันยายน 2561) เวลา 09.42 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี เดินทางไปประชุมและติดตามการแก้ไขปัญหาการเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครพนม ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เสร็จแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 300 ถุง ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

จากนั้น องคมนตรี และคณะ ได้เดินทางไปยังบ้านไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน เพื่อดูสภาพพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการเกิดอุทกภัยในตอนบ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 300 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจในการดำรงชีพแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยให้ได้รับทราบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารเลี้ยงแก่ราษฎรที่เดินทางมารับถุงพระราชทานด้วย ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ จังหวัดนครพนม ได้รับอิทธิพลจากรองลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และพายุโซร้อน เบบินคา (BEBINCA) พัดผ่าน ตั้งแต่วันที่ 17 – 25 สิงหาคม 2561 ทำให้เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวันในพื้นที่จังหวัดนครพนม ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่ง และน้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่ทางการเกษตรใน 12 อำเภอ ปัจจุบันยังเหลืออำเภอที่ประสบภัยน้ำท่วมอีก 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม อำเภอธาตุพนม อำเภอท่าอุเทน และอำเภอบ้านแพง รวม 36 ตำบล 395 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5,354 ครัวเรือน 9,434 คน ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำโขง และลำน้ำสาขาเริ่มลดลง

นิด้าโพล เผยคนค้านโทษใบขับขี่ มองไม่ช่วยลดอุบัติเหตุ จี้เพิ่มเมาแล้วขับ

นิด้าโพล เผย คนค้านเพิ่มโทษใบขับขี่มองไม่ช่วยลดอุบัติเหตุ ห่วงเปิดช่องทุจริต 66.43 % จี้เพิ่มโทษเมาแล้วขับ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และขับรถเร็วเกินกำหนด

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “การแก้กฎหมาย-เพิ่มโทษใบขับขี่” ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2561 จำนวน 1,251 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านการแก้กฎหมายเพิ่มโทษใบขับขี่ โดยทั้งกรณีไม่มีใบขับขี่ ใบขับขี่หมดอายุ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 71.54 และกรณีไม่พกใบขับขี่ ปรับสูงสุด 10,000 บาท ประชาชน ร้อยละ 67.47 ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

ซึ่งให้เหตุผลว่า บทลงโทษรุนแรงเกินไป โทษค่าปรับสูง ไม่เหมาะสมกับฐานความคิด และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ขณะคนที่เห็นด้วย มองว่า จะได้มีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน เกิดความเกรงกลัวและเคารพกฎจราจรมากขึ้น และสามารถลดอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ หากการแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษใบขับขี่ หมดอายุ จะทำให้เกิดช่องทางการทุจริต รับสินบน มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชน ร้อย 39.41 ระบุว่า เกิดช่องทางทุจริต รับสินบน มากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 38.69 และร้อยละ 8.79

ทั้งนี้ มีประชาชนร้อยละ 41.09 เป็นผู้ขับขี่อย่างเดียว ขณะที่ร้อยละ 36.85 เป็นผู้ขับขี่และบางครั้งก็เป็นผู้โดยสาร และร้อยละ 22.06 เป็นผู้โดยสาร ส่วนการเพิ่มโทษ ไม่มี ไม่พกใบขับขี่ หรือหมดอายุ จะช่วยให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวกฎหมายและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 16.47 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 50.76 ช่วยได้ระดับหนึ่ง และร้อยละ 31.89 ไม่สามารถช่วยได้เลย ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความผิดวินัยจราจรข้อหาใดควรไปเพิ่มโทษให้มากขึ้น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.43 ระบุว่า ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น รองลงมา ร้อยละ 11.11 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง และร้อยละ 10.23 ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าฯ จัดคาราวานเที่ยวชม 10 จุดสำคัญดอยสุเทพ

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดคาราวานความรู้เที่ยวชมดอยสุเทพ 10 จุดสำคัญ หวังช่วยขับเคลื่อนการทวงคืนผืนป่า-รื้อบ้านตุลาการรุกป่าดอยสุเทพ

วันนี้ ( 2 ก.ย.61) เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดกิจกรรมคาราวานความรู้ เที่ยวชมดอยสุเทพในแง่มุมที่หลายคนไม่เคยรู้ กับ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ นักคิด นักเขียน นักวิชาการอิสระ และ อาจารย์พิเศษ ที่ Media Arts and Design มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มีแกนนำเครือข่ายฯ เยาวชนและประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

สำหรับราคาวานความรู้เที่ยวชมดอยสุเทพ พาชม 10 จุดสำคัญตลอดเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ จุดที่ 1 คือ ลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มีการอธิบายถึงเบื้องหลังของการสร้างอนุสาวรีย์ ความเป็นมาระหว่างหลวงศรีประกาศกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี , จุดที่ 2 น้ำตกห้วยแก้ว พบกับลายเซ็นพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่จารึกไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2477 ในโอกาสนำรัฐธรรมนูญมามอบให้กับคน จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดลำพูน , จุดที่ 3 หมุดหมายจารึกของครูบาศรีวิชัยในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งมีการระบุค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน ปัจจุบันเป็นหมุดซีเมนต์ในพงรกพงหญ้าที่คนทั่วไปไม่ค่อยสังเกต จุดที่ 4 แวะ “ผาเงิบ” มีรอยมือรอยเท้าครูบาเจ้าศรีวิชัย

จุดที่ 5 แวะวัดผาลาดสกทาคามี บันไดขั้นที่ 2 ของการบรรลุธรรมสักหน่อยค่ะ ศิลปกรรมแบบสกุลช่างมอญม่านเงี้ยว โดยหลวงโยนการพิจิตร ,จุดที่ 6 พระธาตุดอยสุเทพ อรัญวาสีของวัดสวนดอก สถานที่ที่คนต่างถิ่นบอกว่า หากไปเยือนเชียงใหม่แล้วไม่ไปกราบพระธาตุดอยสุเทพ เสมือนว่าคุณยังไปไม่ถึงเชียงใหม่

จุดที่ 7 ถ้ำฤๅษี อยู่ตรงข้ามโรงเรียนศรีสังวาลย์ ที่สถิตพำนักของฤษีวาสุเทพ , จุดที่ 8 พาชม “สันกู่” ซากโบราณสถานศิลาแลงสมัยหริภุญไชยโผล่มาปรากฏบนดอยสูง ในถิ่นขุนหลวงวิลังคะ , จุดที่ 9 บ้านม้งดอยปุย และจุดที่ 10 พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า กิจกรรมคาราวานความรู้เที่ยวชมดอยสุเทพ เป็นการตามรอยครูบาศรีวิชัย และเที่ยวชมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆบนดอยสุเทพ เพื่อจะบอกว่าดอยสุเทพเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบริเวณนี้คือสิ่งที่ชาวเชียงใหม่รักและหวงแหน รวมทั้งต้องการปกป้องไม่ให้ใครมาทำร้าย

ด้าน ดร.เพ็ญสุภา กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ชาวเชียงใหม่รู้ว่าดอยสุเทพมีหลากหลายมิติ มีความสำคัญ และมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เฉพาะเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยสุเทพเท่านั้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนรณรงค์การทวงคืนป่าแหว่งให้ชาวเชียงใหม่ ทั้งมิติทางวิชาการ มิติท่องเที่ยว เสริมกับมิติทางนิเวศวิทยา -สิ่งแวดล้อม และความรู้สึกที่ชาวเชียงใหม่รักและหวงแหนดอยสุเทพ จึงอยากให้โฟกัสเรื่องราวประวัติศาสตร์ของดอยสุเทพด้วย

ไม่อยากให้มองดอยสุเทพแยกส่วน หากมองภาพรวมทั้งหมด ความสำคัญมีตั้งแต่ยุคตำนาน การสร้างเมืองของฤษีวาสุเทพ ถัดมามีเรื่องราวของขุนหลวงวิลังขะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษชาวลัว และยุคพญากือนา ทั้งหมดคือความเป็นดอยสุเทพ จึงอยากให้มีสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นเท่านั้น ที่ผ่านมาชาวเชียงใหม่เคยต่อสู้ไม่ให้มีการสร้างหอชมวิวบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพราะภูมิประเทศไม่สามารถรับน้ำหนักได้แล้ว และความสมบูรณ์ทั้งหมดของป่า จึงไม่อยากให้ดอยสุเทพถูกทำลาย