28 ปี สืบ นาคะเสถียร การจากไปที่ไม่สูญเปล่า

วันนี้เมื่อ 28 ปีที่แล้ว ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ณ บ้านพักหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี  ส่งผลให้ สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งต้องจบชีวิตลง จากการที่เขาต้องการแลกชีวิตตัวเอง เพื่อปลุกจิตสำนึกคนในสังคมให้ตื่นขึ้น และรับทราบความเป็นไปของสถานการณ์ป่าไม้ และสัตว์ป่าของเมืองไทย หลังจากขณะนั้นชีวิตสัตว์ป่าและป่าไม้ในประเทศถูกย่ำยีเหมือนกับของเล่น ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นสิ่งมีค่าควรจะคงอยู่กับโลกใบนี้มากกว่าทุกสิ่ง

สืบ นาคะเสถียร

สืบ นาคะเสถียร เดิมมีชื่อว่า สืบยศ เด็กหนุ่มจากจังหวัดปราจีนบุรี เดินทางมุ่งมาเพื่อมาเรียนในคณะวนศาสตร์ เมื่อปี 2511 แม้ว่าในครั้งแรก สืบ ไม่ได้อยากเรียนป่าไม้แต่อย่างใด เมือสอบติด จึงตัดสินใจเข้ามาเรียน ตามที่แม่บอกเนื่องจากไม่อยากให้รอสอบในปีถัดไป จากวันแรกจนสำเร็จปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ในปี พ.ค. 2517 และเริ่มทำงานด้านอนุรักษ์ด้วยตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งเป็นกองงานเล็กๆ ในกรมป่าไม้ ในขณะนั้น เนื่องจากต้องการงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปี 2529 จากการที่เขาไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้าง

ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) บริเวณแก่งเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะปัญหาการสร้างเขื่อนจนเกิดน้ำท่วม ช่วยเหลือสัตว์ได้ 1,364 ตัว ส่วนที่เหลือถึงแก่ความตาย สืบจึงเข้าใจว่า งานวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยพิทักษ์ป่าซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติได้ จนเป็นที่มาของพยายามเสนอให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าวจะได้รับการพิทักษ์รักษาถาวร ในปี 2531

สืบ นาคะเสถียร, รำลึกสืบ นาคะเสถียร, มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

ปลายปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุนศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ และได้เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งด้วย และปี พ.ศ. 2533 สืบ จึงตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร และได้ดำเนินกิจกรรมหลายประการเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอพยพสัตว์ป่าที่ยังตกค้างอยู่ในแก่งเชี่ยวหลาน

……………..

“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้..”

……………..

แต่ความพยายามของสืบในการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ให้ความสนใจ แถมชาวบ้านท้องถิ่นก็สนใจปากท้องมากกว่า จึงรับจ้างผู้มีอิทธิพลเข้ารุกรานป่าเสมอมา ทำให้เขาพยายามจัดตั้งการประชุมหลายสิบครั้งในการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่คำขอของเขากลับถูกหมางเมิน ไม่ได้ตอบรับจากผู้เกี่ยวข้อง จนเป็นที่มาส่วนหนึ่งของการปลิดชีพจบชีวิตของตัวเองในวันที่ 1 กันยายน ปีเดียวกัน

แรงบันดาลใจสู่คนรุ่นใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเสียชีวิตของสืบ นาคะเสถียร ได้สร้างแรงกระเพื่อม ปลุกกระแสอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น จุดไฟให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งนั่นเป็นแรงขับเคลื่อนให้ หนุ่มสาวหลายคนเลือกเรียนในคณะวนศาสตร์ด้วยอุดมการณ์ ซึ่งหาไปถามน้องๆ นิสิตคณะวนศาสตร์หลายๆ คน จะพบว่า จำนวนไม่น้อย บอกว่า มี สืบ นาคะเสถียร เป็นแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนคณะนี้

“ในการผลิตบัณฑิตของคณะวนศาสตร์ ไม่ว่ารัฐจะเปลี่ยนระบบการรับสมัครไปกี่ แต่จำนวนคนเรียนในสายป่าไม้ ไม่ได้ลดลงเลย” ดร.ชาคริต ณ ตะกั่วทุ่ง รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมป่าไม้กล่าวกับทีมงาน

วิเชียร ชิณวงษ์ คือรุ่นน้องคณะวนศาตร์ ที่ถึงแม้จะห่างกันถึง 30 รุ่น (สืบ นาคะเสถียร วนศาสตร์รุ่นที่ 35 ส่วนวิเชียรนั้นวนศาสตร์รุ่นที่ 65)  ก็ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่สร้างแรงกระเพื่อนใหักับกระแสอนุรักษ์เช่นเดียวกับรุ่นพี่

มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร และการพลิกฟื้นผืนป่าไทย

การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร  วันนั้นไม่ได้สูญเปล่าไปอย่างไร้ค่า เพราะเสียงปืนดังไปถึงหัวใจของผู้คนจากหลากอาชีพ ที่มีใจรักษ์ธรรมชาติ ได้รวมตัวกันจัดตั้งก่อให้เกิดมูลนิธิ สืบ นาคะเสียร ขึ้นมาสานต่อเจตนารมณ์ของนักอนุรักษ์ผู้เสียสละรายนี้ให้คงอยู่  ส่งผลให้การอนุรักษ์ป่าไม้ และขัดค้านเขื่อนเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่า และป่าไม่ให้ถูกทำลายก็ยังคงดำเนินอยู่จนถึงในปัจจุบัน

สืบ นาคะเสถียร, รำลึกสืบ นาคะเสถียร, มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

แต่กระนั้นการทำงานรักษาผืนป่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากทำให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ สนับสนุนให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดหันมาปลูกพืชผสมสร้างรายได้มากกว่าการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และจากแนวทางดังกล่าวบวกกับเทคโนโลยีที่ส่งข้อมูลความรู้เรื่องอนุรักษ์ถึงประชาชนง่ายขึ้น ทำให้ผืนป่าของไทยกลับมาเริ่มเขียวขจีอีกครั้ง โดยหากเราดูพื้นที่ป่าในประเทศไทยหลังจากการเสียชีวิตของ สืบ มาถึงปี  2560 ก็จะเห็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจากการทวงผืนป่ากลับคืนมาได้ถึง 102,156,351 ไร่ คิดเป็น 31.58 % ของพื้นที่ป่าทั้งหมดของประเทศ

อีกทั้งในปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้   มาตรา 7  ว่าด้วยการห้ามครอบครองไม้ต้องห้าม คือ ไม้สัก, ไม้ยาง, ไม้ชิงชัน, ไม้เก็ดแดง, ไม้อีเม่ง, ไม้พะยูงแกลบ, ไม้กระพี้, ไม้แดงจีน, ไม้ขะยูง, ไม้ซิก, ไม้กระซิก, ไม้กระซิบ, ไม้พะยูง, ไม้หมากพลูตั๊กแตน, ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย  ให้เป็นไม้ที่สามารถครอบครองได้

เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงจากการประกอบอาชีพทำไม้ปลูกป่าเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และในอนาคตใครที่มีที่ดิน สามารถปลูกไม้มีค่าในที่ดินของตนเองได้ และถ้าไม้โตแล้วอยากจะตัดไปขาย ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่แล้ว หรืออยากจะเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็สามารถทำได้เช่นกัน ทำให้ป่าในเมืองไทยมีทิศทางเติบโตและดูสดใสขึ้น ถึงแม้ว่าขบวนการลักลอบตัดไม้ยังมีอยู่บ้างประปรายก็ตาม  

……………..

“… ผมเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสในสังคม ถูกเอารัดเอาเปรียบ ประเทศไทยจะดีขึ้น หากคนที่มีโอกาสยอมสละโอกาสบ้าง เราช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก …”

……………..

การสนับสนุนจากภาครัฐ สวัสดิการ เจ้าหน้าที่

อีกเรื่องหนึ่งนอกจากการอนุรักษ์ป่า และชีวิตของบรรดาสัตว์ ที่คาดว่าจะเป็นชนวนเหตุให้ สืบ นาคะเสถียร ปลิดชีพตัวเองลงเมื่อ 28 ปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไร้ซึ่งสวัสดิการ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยในเรื่องการอนุรักษ์และพิทักษ์ป่า

จะเห็นได้จากก่อนการเสียชีวิต สืบ เคยวิ่งเต้นหาแหล่งเงินทุนเพื่อมาเป็นสวัสดิการและประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับล่างในห้วยขาแข้ง และเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ บางครั้งสืบต้องกลับไปขอยืมเงินจากทางบ้าน เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจ้างที่ตกเบิกไปก่อน เงินเก็บที่มีก็ต้องนำมาใช้ซ่อมรถเพื่อให้มีใช้งานได้ รวมถึงได้เตรียมจัดการทรัพย์สินที่หยิบยืมและทรัพย์สินส่วนตัว และอุทิศเครื่องมือเครื่องใช้ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่าให้แก่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ

“พิทักษ์ไพร แล้วใครพิทักษ์เขา” เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้น หากใครที่ทราบถึงเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ลูกจ้างชั่วคราว ที่ทำหน้าที่ปกป้องผืนป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ซึ่งภาระหน้าที่ สวนทางกับรายได้ที่เกิดขึ้น  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-ปลากระป๋อง เป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ดำรงชีวิตในผืนป่า เพราะราคาไม่แพง เก็บรักษาได้นาน

ยังไม่นับความเสี่ยงที่ยังคงเกิดขึ้นในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับเหล่ามอดไม้ที่เข้ามาลักลอบตัดไม้ ผู้มีอันจะกินที่เข้ามาล่าสัตว์ หรือแม้แต่ปืนผูกของนักล่าชาวบ้าน ฯลฯ ความเสี่ยงเหล่านี้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหวัง สูญเสียชีวิต พวกเขาเหล่านี้ ไม่ได้มีสิทธิได้รับเงินเดือนเพิ่ม บำนาญ หรือยศ เพิ่มแต่อย่างใด มีเพียงเงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ เงินบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ หัวหน้าส่วนต่างๆ เพียงเท่านั้น ทั้งที่งานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เอง ก็มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว

สืบ นาคะเสถียร, รำลึกสืบ นาคะเสถียร, มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

เวลาผันผ่านการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้ในปัจจุบันได้มีพัฒนาและเปลี่ยนรูปแบบรวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่เพียงพอ แต่ก็ถือว่าดีขึ้น ทั้งมีการจัดซื้อปืนลูกซอง – รถยนต์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เอื้อการทำงานและมีบทบาทสำคัญเข้ามาให้การทำงานสะดวกมากขึ้น

โดยเฉพาะการลาดตระเวณเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol ซึ่งคือระบบการเดินลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ เพิ่มศักยภาพในการป้องกัน ปราบปราม และการจัดการพื้นที่ โดยการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อวางแผนลาดตระเวณ การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ประมวลผลในมาตราฐานเดียวกันทุกที่ ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อการบริการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงเรื่องสวัสดิการ ที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับการดูแลเพิ่มมากขึ้น แม้ยังไม่ได้มากตามความเสี่ยงที่มี  ทั้งเรื่องของประกันชีวิต และมีกองทุนช่วยเหลือต่างๆ ในเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง แต่กระนั้นถือว่าอยู่ในสายตาและได้รับความช่วยเหลือมากแต่ก่อน  มีทั้งภาคเอกชน สาธารณชน ร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากันอย่างท้วมท้น ตั้งแต่เรื่องการสนับสนุนอุปกรณ์การทำงาน ปัจจัยต่างๆ ไปจนถึงการผลักดันเชิงนโนบาย ที่วันนี้นำไปสู่การก่อตั้ง มูลนิธิเพื่อผู้พิทักษ์ป่า โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตัดไม้ – ล่าสัตว์ เปลี่ยนแปลงแต่ไม่หมดไป

หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ถึงวันนี้ ยังคงมีการลักลอบตัดไม้มีค่าอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายจากเดิมไปสู่ “พะยูง” ไม้มีค่าในวันนี้ ซึ่งหากใครได้ติดตามข่าวจะพบการลักลอบตัดไม้พะยูงจำนวนมาก ตั้งแต่ขบวนการเล็กๆ ไม่กี่คน ไปจนถึงระดับใหญ่ที่มีกองทัพหมด เข้าไปขนไม้ ออกมากันเป็นขบวนการ

ภาพในวันนั้นที่เราเคยเห็นชาวบ้านตัวเล็กๆ ลักลอบตัดไม้เริ่มจางไป แต่เราจะเห็นภาพของขบวนการที่ใหญ่ขึ้นเข้ามาจำนวนมากขึ้น มีการอำพรางในหลายรูปแบบเช่น การนำรถตู้ – รถเก๋ง ดัดแปลงมาลักลอบขนไม้พะยูง เป็นต้น

ปัญหาการล่าสัตว์ป่า ดูจะเป็นปัญหาที่เราพบได้ตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงผู้มีอันจะกินในเมืองหลวง พบเห็นได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ในโซเซียลมีเดีย ที่หากเราค้นหากลุ่มต่างๆ ก็จะพบว่า มีการนำสัตว์ป่าที่ล่ามาขายกันเป็นระยะๆ ไม่นับที่มีการโพสต์-โชว์ อาหารป่าที่เชื่อว่าเป็น “ยาโป๊ว” ช่วยบำรุงกำลังต่างๆ เป็นต้น

……………..

“จะไม่มีใครต้องตายในเขตห้วยขาแข้ง ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”

……………..

เสียงปืนวันนั้นไม่ใช่แค่ปลิดชีพ สืบ นาคะเสถียร  หากแต่มันส่งเสียงสะท้อนดังก้องถึงคนในสังคมและทุกหน่วยงานมาอีกนับสิบปี ให้เห็นความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และดูแลชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ที่สละชีวิตเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องพื้นป่า

1 กันยายน 2533 เป็นวันจบชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร แต่ถือเป็นการเริ่มต้น ของสัญลักษณ์ความมุ่งมั่นจริงจังใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้วันนี้ ยังมีความหวังในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กลับมาสมบูรณ์ และคืนสมดุลกับโลก เพื่อส่งต่อไปยังอนาคต จนต่างเรียกขานว่าวัน ‘สืบ นาคะเสถียร’

“เสียงปืนที่ดั่งลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่กอดไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา

โทษใดให้ประหาร ศาลไหนพิพากษา
หากลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม

ชีวิตใครก็รัก ท่านประจักษ์บ้างหรือไม่ โ
ปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน”

สืบ นาคะเสถียร 1 พ.ค. 2518


ขอบคุณภาพ-เนื้อหา บางส่วนจาก seub.or.th, “เพื่อนป่าไม้ พิทักษ์ป่าไทย”

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศประจำวันที่ 1 กันยายน 2561

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศประจำวันที่ 1 กันยายน 2561

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคเหนือยังคงมีปริมาณฝนมากกว่าภาคอื่นๆ ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคเหนือ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคเหนือยังคงมีปริมาณฝนมากกว่าภาคอื่นๆ

สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จับแล้ว!! ‘ไอ้โก้’ มือฆ่า ‘เชอรี่ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์’ หลังหลบหนีอยู่กัมพูชา

ทางการกัมพูชาสามารถควบคุมตัว โก้ ผู้ต้องหาฆาตกรรม เชอรี่ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ไฮโซนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวานนี้ (31 ส.ค.61) เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายอัศยา ชัยภา หรือโก้ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับฆาตกรรม น.ส.ธิติมา หรือเชอรี่ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ อายุ 39 ปี ไฮโซนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขนส่งรายใหญ่เสียชีวิต ภายใน คอนโดฯแห่งหนึ่ง ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 19 ได้แล้ว โดยควบคุมตัวได้ พร้อมกับ นายอนุวัฒน์ ชัยภา น้องชาย ขณะหลบหนีอยู่ในประเทศกัมพูชา

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ยืนยันว่า ทางการกัมพูชาสามารถควบคุมตัวนายอัศยา ชัยภา หรือ โก้ ผู้ต้องหาฆาตกรรมนางสาวธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ ไฮโซเชอร์รี่ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแฟนสาว ได้แล้ว โดยควบคุมตัวได้พร้อมกับนายอนุวัฒน์ ชัยภา น้องชาย ที่ถูกออกหมายจับฐานให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดหลบหนี ที่บริเวณหมู่บ้านชาวประมง ในพื้นที่กำปงสะปือ เมืองกำปงโสม ประเทศกัมพูชา

สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนั้น เกิดขึ้นหลังได้สั่งการให้ชุดจับกุมประสานความร่วมมือกับทางการกัมพูชา ทันทีที่ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีออกไปประเทศกัมพูชา ผ่านทางชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ก่อนทำการสืบสวนร่วมกัน กระทั่งทราบแหล่งกบดานของผู้ต้องหา และทางการกัมพูชาจึงได้เข้าควบคุม ขณะนี้อยู่ระหว่างนำตัวทั้ง 2 คน มาส่งมอบให้กับตำรวจ บริเวณชายแดนอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

ขอบคุณ INN