ประสบผลสำเร็จแล้ว! เครื่องตรวจวินิจฉัยภาวะ ออทิสติกเด็กไทย ชุดแรกของประเทศ

กรมสุขภาพจิต ประสบผลสำเร็จพัฒนาเครื่องตรวจวินิจฉัยภาวะ “ออทิสติก”เด็กไทย ชุดแรกของประเทศ ตรวจพบได้เร็วตั้งแต่อายุ 12 เดือน เตรียมโชว์ในเวทีวิชาการระดับโลก เผยขณะนี้มีเด็กป่วยใหม่เพิ่มวันละ 13 คนปีละเกือบครึ่งหมื่น

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาการเจ็บป่วยทางจิตในเด็กเล็กที่กรมสุขภาพจิตเร่งดำเนินการป้องกันแก้ไขขณะนี้คือออทิสติก ( Autism Spectrum Disorder) ซึ่งพบมากในอันดับต้นๆ ของเด็กไทย สาเหตุเกิดจากความผิดปกติการทำงานของสมองตั้งแต่กำเนิด เด็กกลุ่มนี้ลักษณะภายนอกจะไม่ผิดปกติร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงน่ารัก แต่เด็กจะมีพัฒนาการบกพร่อง 2 ด้านหลักคือ

ไม่สามารถใช้ภาษาสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับสังคมได้ และมีพฤติกรรมความสนใจที่มีลักษณะแคบจำกัดหรือเป็นแบบแผนพฤติกรรมซ้ำๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าเกิดมาจากการเลี้ยงดูหรือถ่ายทอดมาจากบุคลิกของพ่อแม่ ไม่ได้เป็นอะไร ทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง กลายเป็นผู้ที่มีความพิการตลอดชีวิต

สถานการณ์ของภาวะออทิสติกในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นมาก ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี2558 พบเด็กไทยอายุ 0-5 ปีมีอัตราป่วย 6 ต่อ1,000 คน เพิ่มขึ้น 6เท่าตัวในรอบ 11 ปี คาดว่าทั่วประเทศมีประชาชนไทยทุกวัยเป็นออทิสติกประมาณ 400,000 คน มีรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5,000 คน เฉลี่ยวันละ 13 คน เข้าถึงบริการรักษาฟื้นฟูแล้วร้อยละ 44

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่า เด็กที่เป็นออทิสติกนี้สามารถรักษาได้ แม้ไม่หายขาดแต่จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับเด็กปกติ เรียนหนังสือ และทำงานได้เช่นเดียวกันคนทั่วไป โดยผลการรักษาจะดีที่สุดเมื่ออายุต่ำกว่า 3 ขวบ แต่ที่ผ่านมาการรักษาส่วนใหญ่จะเริ่มหลังอายุ 3 ขวบไปแล้ว เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ในปัจจุบันเป็นของต่างประเทศ บางส่วนไม่เหมาะกับบริบทของเด็กไทย จึงได้เร่งพัฒนาระบบการดูแลรักษา

โดยในปีนี้ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ ได้วิจัยและพัฒนาเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยหาความผิดของเด็กที่เป็นออทิสติกได้ตั้งแต่อายุ 12-48 เดือน เป็นผลสำเร็จ เรียกว่า ทีดาส ( Thai Diagnostic Autism Scale :TDAS ) เป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยสำหรับเด็กไทยโดยเฉพาะ จากการทดลองใช้ทั้ง 4 ภาคพบว่า มีความแม่นยำสูงได้มาตรฐานเทียบเท่าเครื่องมือระดับนานาชาติ ได้ยื่นจดลิขสิทธิ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยภาวะออทิสติกเครื่องมือแรกของประเทศ

และเตรียมนำเสนอความสำเร็จนี้ในเวทีประชุมออทิสติกโลก ( International Conference on Autism) ซึ่งจัดที่ประเทศอังกฤษในวันที่ 27-28 กันยายน 2561 นี้ด้วย คาดว่าจะนำใช้ทั่วประเทศในปี 2562 นี้ มั่นใจว่าจะช่วยเด็กที่เป็นออทิสติกได้รับการรักษาเร็วขึ้นตั้งแต่ยังเล็ก จะคลายทุกข์ใจให้พ่อแม่ได้อย่างมาก

ทางด้านแพทย์หญิงกาญจนา คูณรังษีสมบูรณ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เด็กที่เป็นออทิสติกที่พบ โดยทั่วไปร้อยละ 50 จะไม่สามารถพูดสื่อสารได้ อีกประมาณร้อยละ 50 จะมีระดับไอคิวต่ำด้วย ในช่วงขวบปีแรกเด็กมักจะไม่สบตา หน้าตาเฉยเมย เรียกชื่อก็ไม่หันมอง ไม่ยิ้มตอบ ไม่หัวเราะ ไม่ชอบให้อุ้ม ไม่แสดงท่าทีเรียกร้องความสนใจใดๆ ไม่มีภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสาร

เช่นการชี้นิ้วบอกความต้องการ ค่อนข้างเงียบ ไม่ส่งเสียง ซึ่งเป็นอาการที่ตรงกันข้ามกับเด็กปกติ ประชาชนทั่วไปมักจะพูดว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย เพราะไม่ค่อยงอแง อาการผิดปกติจะเริ่มเห็นชัดขึ้นในขวบปีที่ 2 เด็กจะพูดเป็นคำๆไม่ได้ และพูดภาษาต่างดาวที่ไม่มีความหมายหรือที่เรียกว่าภาษาจากอน ( Jagon) ที่ตัวเองเข้าใจคนเดียว

เครื่องมือทีดาส สำหรับตรวจวินิจฉัยเด็กที่เป็นออทิสติกของไทยชุดนี้ จะใช้ในระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อตรวจวินิจฉัยขั้นยืนยันในกลุ่มเด็กอายุ 12 -48 เดือน ที่ตรวจพบว่ามีพัฒนาการล่าช้าผิดปกติ โดยบุคลากรสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กได้แก่จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กุมารแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา และนักแก้ไขการพูดสามารถใช้ได้ด้วย ซึ่งหลักการวินิจฉัยเด็กที่เป็นออทิสติกจะต้องใช้เครื่องมือประเมินเพื่อสังเกตอาการและพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกประกอบการพิจารณาของแพทย์ด้วย ช่วยให้วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ รวดเร็วก่อนอายุ 3 ขวบและได้รับการรักษาฟื้นฟูต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ประสาทในสมองกำลังพัฒนาการทำงาน สมองก็จะได้รับการกระตุ้นและกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ความบกพร่องทางพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กจะน้อยลงรวมทั้งมีผลต่อไอคิวด้วย จะฉุดไอคิวขึ้นมาทัดเทียมกับเด็กที่มีพัฒนาการปกติ หากเด็กได้รับการฝึกให้สื่อสารใช้ภาษาได้เร็ว จะลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ดีด้วย

ทางด้านแพทย์หญิงดวงกมล ตั้งวิริยะไพบูลย์ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญประจำสถาบันพัฒนาการเด็กฯกล่าวว่า โครงการวิจัยฯนี้ดำเนินการระหว่างพ.ศ.2559-2561ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ชุดเครื่องมือตรวจวินิจฉัย จะมีชุดอุปกรณ์ของเล่นกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็กซึ่งได้จากการวิจัยทั้งหมด 12 รายการ ได้แก่รถยนต์ ลูกบอล หุ่นรูปสัตว์ บล็อกไม้ โทรศัพท์ของเล่น ตุ๊กตาเด็ก ของเล่นเสริมทักษะพัฒนาการ 5 ด้านคือการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหยิบจับ พัฒนาการภาษา การมอง การใช้มือและการได้ยิน พัดลมตั้งโต้ะจิ๋ว กล่องใส ชุดเป่าฟองสบู่ ชุดเครื่องครัวและอาหารจำลอง และผ้าสี่เหลี่ยม รวม 47 ชิ้น ใช้ต้นทุนผลิต 10,500 บาท

การใช้จะต้องใช้ 2 ส่วนประกอบกันคือ1.การสัมภาษณ์ผู้ปกครองครอบคลุมทั้งด้านความบกพร่องในการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กในหลายๆสถานการณ์ และด้านพฤติกรรมความสนใจของเด็ก และ2.การสังเกตพฤติกรรม โดยบุคลากรจะสังเกตเด็กขณะเล่นชุดเครื่องมือใน 6 กิจกรรมทดสอบ ได้แก่ 1. กิจกรรมการเล่นอิสระ 2. กิจกรรมการเรียกชื่อ 3.กิจกรรมเก็บของเล่นใส่กล่อง 4.กิจกรรมเป่าฟองสบู่ 5. กิจกรรมทำอาหาร 6.กิจกรรมจ้ะเอ๋ และปูไต่ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

ประกาศ ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ 2 นายทหาร ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ประกาศราชกิจจานุเบกษา ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นาวาเอก อัชฌบูรณ์ เซ็นพานิช และ เรือโทธีรทัศน์ อินทรทัศน์ เหตุมีพฤติการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า

มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดนายทหาร สัญญาบัตร สังกัดกองทัพเรือ รวม 2 ราย ออกจากยศทหาร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติ ยศทหาร พุทธศักราช 2479

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 ข้อ 2

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ดังนี้

1.นาวาเอก อัชฌบูรณ์ เซ็นพานิช ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 เนื่องจากกระทำความผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญราชการชายแดน และเหรียญจักรมาลา

2.เรือโทธีรทัศน์ อินทรทัศน์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา
ทั้งนี้ นาวาเอก อัชฌบูรณ์ เซ็นพานิช และเรือโทธีรทัศน์ อินทรทัศน์ เป็นผู้ถูกถอนชื่อ ออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2561

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“หอศิลป์ฯ” รัดเข็มขัด ต่อลมหายใจได้ถึงกลางปีหน้า

ชาวหอศิลป์ฯ และศิลปิน พร้อมใจแต่งกายชุดดำ ประท้วงกรณี กทม.ตัดงบประมาณ พร้อมงัดมาตรการรัดเข็มขัด ต่อลมหายใจถึงกลางปีหน้า

เจ้าหน้าที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตลอดจนศิลปิน และภาคประชาชน ร่วมแต่งกายชุดดำ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พร้อมป้ายข้อความ ระบุแฮชแท็ก #SaveYourBACC เพื่อแสดงจุดยืนให้ทุกภาคส่วน ตระหนักถึงการร่วมกันรักษาหอศิลป์ฯ หลังเกิดวิกฤติถูกตัดงบประมาณดำเนินกิจกรรม

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ ชี้แจงว่า ในการดำเนินงาน จะมีงบประมาณ 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นเงินอุดหนุนร้อยละ 55 หรือประมาณ 40 ล้านบาท จาก กทม. ซึ่งจำนวนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายด้านกิจกรรม 10 ล้านบาท ส่วนอีก 30 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ อาทิ สาธารณูปโภค สำหรับงบฯ ส่วนที่ 2 อีกร้อยละ 45 ทางมูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ จะเป็นผู้จัดหารายได้เพิ่มเติม ผ่านการจัดนิทรรศการต่างๆ

แต่ปีงบประมาณ 2561 สภา กทม.เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณ 40 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม.ไม่ได้เบิกจ่ายงบฯ ก้อนนี้ ทำให้หอศิลป์ฯ ประสบปัญหาค่าใช้จ่าย ทั้งที่ในปี 2560 มีผู้ใช้บริการกว่า 1.7ล้านคน ส่วนในปีงบประมาณ 2562 ผู้บริหาร กทม.ก็ไม่ได้เสนองบฯ บริหารจัดการหอศิลป์ฯ ต่อสภา กทม. จึงทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ หอศิลป์ฯ จะไม่มีงบฯดำเนินพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด จึงกำหนดมาตรการรัดเข็มขัด หรือตัดงบประมาณเหลือ 53 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถใช้จ่ายได้ถึงกลางปีหน้าเท่านั้น แต่ยืนยันว่า จะทำทุกทางให้หอศิลป์ฯ เป็นพื้นที่เรียนรู้ และเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

ขณะที่ล่าสุด จากการไม่เบิกจ่ายงบฯดังกล่าว ส่งผลกระทบต่องานแสดงศิลปะระดับชาติ และนานาชาติ ทั้งเทศกาลศิลปะนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และเทศกาลละครกรุงเทพฯ ซึ่งทางหอศิลป์ จะมีการปรับแผนต่อไป