พ.ต.ท.สันธนะ แฉ บิ๊กตำรวจลวงโลก

พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล 2 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ของกลุ่มบุคคลหนึ่ง ที่ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง

โดย พ.ต.ท.สันธนะ ระบุว่า สืบเนื่องจากกรณที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มีการแถลงข่าวจับกุม เครือข่ายเล่นการพนันสนามม้า ราชกรีฑาสโมสร (ปทุมวัน) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย. 61 ซึ่งมีการระบุถึงการกวาดล้างการพนันแทงม้าในพื้นที่ดังกล่าว แต่ปรากฎว่าในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกันกลับพบว่า มีการเปิดให้เล่นพนันแข่งม้า อย่างโจ่งแจ้ง มีนายเป้ง สามย่านเป็นเจ้ามือรับแทงพนัน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตนเองเคยทำหนังสือร้องเรียนไปยัง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายเป้ง แต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือตอบกลับแจ้งว่า จากการตรวจสอบไม่พบพฤติกรรมตามที่ตนร้องเรียน วันนี้จึงนำคลิปภาพเหตุการณ์จริง จำนวน 5 คลิป ออกมาเผยแพร่ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริง

สำหรับคลิปวิดีโอที่มีการนำมาเปิดเผย จะเป็นภาพถ่ายสถานที่ที่มีการระบุชื่อชัดเจน คือ The Royal Bangkok Sports Club ซึ่งมีนายเป้ง อยู่ในภาพขณะรับแทงพนันแข่งม้าชัดเจน

โดยช่วงบ่ายวันนี้ ตนเองจะเดินทางไปที่สน.ปทุมวัน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ 1.นายเป้ง สามย่าน พร้อมเสมียนเดินโพยและเครือข่าย ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับแทงพนัน

2.นายสุเทพ สืบสันติวงศ์ กรรมการอำนวยการทั่วไป ประธานคณะกรรมการอำนวยการแข่งม้า สมาคมราชกรีฑาสโมสร ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันโต๊ะเถื่อน เนื่องจากเป็นเจ้าของสถานที่

3.นักพนันที่อยู่ในห้องดังกล่าวคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 100 คน

และ 4.พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. ในฐานะ รองประธานศูนย์ป้องกันปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันแข่งม้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปพม.ตร.) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจับกุมในวันดังกล่าว

ส่วนตำรวจชั้นนายพลอีก 2 คน ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ จะรับฟังเหตุผลเพราะอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สันธนะ ระบุยอมรับว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับกับประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวเพียงเล็กน้อย แต่หลักฐานที่นำมาเปิดเผยค่อนข้างชัดเจนและเชื่อว่าสังคมจะใช้วิจารณญาณพิจารณาและตอบคำถามได้

วุ่นทั้งอำเภอ! ปืนใหญ่โบราณหายไปจากหน้าโรงพัก ผกก.แจงเก็บรักษาอย่างดี

วุ่นทั้งอำเภอ! ปืนใหญ่โบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หายไปจากหน้าโรงพักตำรวจ 2 กระบอก ด้านผู้กำกับ ชี้แจงไม่ได้หายเก็บรักษาอย่างดี

จากกรณีที่ปืนใหญ่โบราณสมัยโลกสงครามครั้งที่ 2 ที่วางอยู่บริเวณหน้าเสาธง สถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล หายไป จนมีผู้หวังดีโพสต์ตามหา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมของโบราณที่อยู่คู่ชาวอำเภอทุ่งหว้า มานานหลายปี และอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า และมีบ้านพักนายตำรวจอยู่รายล้อมกลับหายไปได้อย่างไร วอนช่วยกันตามหาเอานำกลับมาคืนชาวทุ่งหว้าด้วย

ล่าสุด (25 ก.ย. 61) นายพีระเดช สิทธิโกศล กรรมการอาวุโสกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งหว้า พร้อม นายสุทรรศน์ จุนณศักดิ์ศรี ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทุ่งหว้า ได้นำรายชื่อชาวบ้านในพื้นที่อำเภอทุ่งหว้าเกือบ 500 คน ที่ลงชื่อร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุ่งหว้า และทางจังหวัดสตูล วอนช่วยกันตามหาปืนใหญ่โบราณ 2 กระบอกซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นปืนโบราณอายุเป็น 100 ปี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งนี้ นายพีระเดช  กล่าวว่า ปืนใหญ่โบราณอยู่คู่พื้นที่อำเภอทุ่งหว้ามานานหลายปีตั้งแต่โรงพักหลังเก่า จนสร้างโรงพักขึ้นมาใหม่อีกครั้งเป็นสถานีโรงพักไม้สีเขียว กระทั้งทำการรื้อโรงพักไม้สีเขียวอีกครั้ง เพราะทางโรงพักได้สร้างสถานีตำรวจแบบใหม่แต่ไม่ใช้จุดเดิมที่ใช้ทำงานอยู่ จึงได้ทำการรื้อถอนแต่ผ่านมาไม่กี่วัน พบว่าปืนใหญ่โบราณที่อยู่เคียงคู่โรงพักมานานหลายรุ่นตำรวจ อยู่ดีๆ ก็หายไปทั้ง 2 กระบอก เมื่อสอบถามใครก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น เกรงว่าปืนใหญ่อาจจะถูกลักขโมยไปหรือใครนำไปเก็บไว้ที่ไหนจึงอยากแจ้งให้ชาวบ้านทราบด้วย

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ. สมศักดิ์  สังข์น้อย ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า ได้กล่าวกับทางผู้สื่อข่าวว่า ตนเองขอชี้แจงว่าปืนใหญ่ไม่ได้หายไปไหน ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดี แม้ว่าสถานีตำรวจหลังใหม่จะสร้างเสร็จแล้วแต่ก็ไม่ได้นำย้ายมาเพราะยังหาจุดที่ตั้งไม่ได้ หากชาวบ้านต้องการเอาปืนใหญ่กลับมาตั้งไว้ในพื้นที่อำเภอทุ่งหว้า ก็ควรทำเรื่องหรือเขาไปพบพูดคุยกับทางผู้ใหญ่ในการขอปืนใหญ่โบราณกลับมาตั้งไว้ที่เดิม

สำหรับปืนใหญ่โบราณเป็นปืนที่ใช้ในการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวน 2 กระบอกที่มีขนาดกลางและยาวหากยกแบกหามต้องใช้คนถึง 6 คน และปืนใหญ่โบราณนี้ตั้งอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า (หลังเก่า) มานานหลายปี จนมีคุณค่าทางใจแก่ประชาชนชาวบ้านในระแวกและอำเภอทุ่งหว้า เพราะถือว่าอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูลถือได้ว่าเป็นเมืองเก่าเช่นกันทั้งตัวอาคารบ้านเรือน จึงไม่แปลกที่ประชาชนต่างผูกพันกับของเก่าโบราณที่มีประวัติมาช้านาน