เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ เพื่อดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ของไทยในภาคใต้ของญี่ปุ่น

ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เรื่องการเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะเพื่อดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ของไทยในภาคใต้ของญี่ปุ่น รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่นในมิติต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวัฒนธรรม

โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ มีเขตอาณาครอบคลุม 13 จังหวัดในเกาะคิวชู ภูมิภาคจูโกะกุ และจังหวัดโอกินะวะ ได้แก่ ฟูกูโอกะ นางาซากิ โออิตะ มิยาซากิ ซากะ คุมาโมโตะ คาโกชิมา โอกินาวา ยามากูจิ ฮิโรชิมะ ชิมาเนะ โอคายามะ และทตโทริ

ทั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ จะเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นไป โดยจะใช้สถานที่ทำการชั่วคราว ซึ่งตั้งอยู่ที่

ชั้น 3, อาคาร JRJP Hakata เลขที่ 8-1, Hakataeki Chuogai, Hakata-ku,
Fukuoka City, Fukuoka 812-0012
โทร. +81 (0) 92-686-8775 โทรสาร +81 (0) 92-686-8761
อีเมล : thaicg.fukuoka@mfa.go.th และ ฝ่ายกงสุล : consul.fukuoka@mfa.go.th

ในช่วงแรก สถานกงสุลใหญ่ฯ จะให้บริการเฉพาะบางด้าน เนื่องจากยังคงใช้สถานที่ทำการชั่วคราว ได้แก่ (1) การดูแลและคุ้มครองประชาชนชาวไทย และ (2) การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวไทยใน 13 จังหวัดที่อยู่ในความดูแลของสถานกงสุลใหญ่ฯ

ในการนี้ หากประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวไทยประสบข้อขัดข้อง เช่น หนังสือเดินทางสูญหาย หรือได้รับความเดือดร้อนอื่นใด สามารถติดต่อสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ระหว่างวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00-11.30 และ 13.30-15.00 น.

สำหรับการให้บริการงานทะเบียนราษฎร์สำหรับประชาชนไทย เช่น การจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนอื่นๆ การทำหนังสือเดินทาง การรับรองเอกสาร และการตรวจลงตราแก่ชาวญี่ปุ่นนั้น สถานกงสุลใหญ่ฯ กำลังเตรียมติดตั้งระบบ โดยจะแจ้งรายละเอียดการเริ่มปฏิบัติงานให้ทราบต่อไป

ในระหว่างนี้ ประชาชนชาวไทยและชาวญี่ปุ่นสามารถรับบริการงานทะเบียนราษฎร์และการตรวจลงตราได้จากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากาได้

แม่เข้าร้องทุกข์! หลังลูกสาวถูกเพื่อนชาย ปีนห้องน้ำโรงเรียนขอร่วมเพศ

แม่นักเรียนหญิง ม.2 เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อมูลนิธิปวีณา หลังลูกสาวถูกกลุ่มนักเรียนชาย 2 คน ปีนเข้าไปในห้องน้ำผู้หญิงของโรงเรียนและมีการขอร่วมเพศ

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 25 กันยายน 2561 มูลนิธิ ปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ถ.รังสิต-นครนายก (คลอง 7), ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี น.ส.เอ (นามสมมุติ) มารดาของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้เข้าขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ ปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี

หลังลูกสาวถูกกลุ่มนักเรียนชาย 2 คนปีนเข้าไปในห้องน้ำผู้หญิงของโรงเรียน และมีการขอร่วมเพศกับลูกสาว มีถุงยางอนามัยพร้อมใช้ และยังมีนักเรียนชายอีกจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นเดียวกันถ่ายคลิปวิดีโอไว้ โดยโชคดีที่มีกลุ่มนักเรียนหญิงอีกกลุ่มเข้ามาเคาะประตูห้องน้ำ จึงเข้ามาช่วยลูกสาวตนเองไว้ได้ทัน

หลังเกิดเหตุโรงเรียนได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไล่นักเรียนชายออกไปแล้ว และให้ลูกสาวของตนเรียนต่อได้ถึงสิ้นเทอมนี้ จากนั้นให้ออกจากโรงเรียนเช่นกัน ตนเองจึงมาร้องขอความเป็นธรรม และให้กระทรวงศึกษาได้ทราบข้อมูลรายละเอียด

น.ส.เอ (นามสมมุติ) มารดาของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดมากว่า 1 สัปดาห์แล้ว ตนเองยังไม่ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ได้นำเรื่องมาปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา หงสกลุ

เพราะฝ่ายตนเองเป็นผู้เสียหาย แต่หลังเกิดเรื่องนั้นทางโรงเรียนและอาจารย์ประจำชั้นได้ให้ลูกสาวตนเองเรียนต่อจนถึงสิ้นเทอมนี้ และให้ออกจากโรงเรียน ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยทางโรงเรียนให้เหตุผลว่าทางลูกสาวตนเองไปอยู่ในที่สุ่มเสี่ยง

นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการและแนะแนว ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางมาร่วมประชุมเพื่อหามาตรการและแก้ไขปัญหาความไม่ปลอดภัยห้องน้ำโรงเรียน

พร้อมกล่าวว่า หลังจากนี้จะลงพื้นที่ร่วมกับเขตการศึกษาเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายรักษาผลประโยชน์ของผู้เสียหาย รวมทั้งจะได้เรียกตัวผู้ปกครองมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมคาดว่าจะใช้เวลา 7 วัน ในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นและวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้น

นายกฯ ยืนยันการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ภาคใต้

นายกฯ ยืนยันการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ภาคใต้ รองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

วันนี้ (25 กันยายน 2561) เวลา 14.30 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขอให้รัฐบาลยกเลิกกฏการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า

ในพื้นที่ใดก็ตามไม่ว่าในประเทศไทยและในโลก ล้วนแล้วแต่มีการใช้กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อรองรับการทำงานให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้เมื่อมีเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่ไม่มีความปลอดภัยเกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของประชาชนในภาพรวม หากเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ส่วนกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน และนิสิต นักศึกษาที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ประชาชนส่วนหนึ่งยังต้องการความสงบเรียบร้อย และการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เช่นเดิม

ซึ่งการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหลายช่องทางมากเกินไปจะทำให้การแก้ไขปัญหาภาคใต้เป็นไปได้ยาก โดยรัฐบาลไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันออกมาชี้แจงทำความเข้าใจด้วย และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงการใช้ความรุนแรงต่อกันขึ้น