นายกฯ พอใจ สินค้าโอทอปทำรายได้ตามเป้า

นายกฯ พอใจ สินค้าโอทอปทำรายได้ตามเป้า เร่งสร้างโอทอปเทรดเดอร์กระจายสินค้าชุมชน อุดช่องว่างการค้า

วันนี้ (23 ก.ย.61) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจภาพรวมตัวเลขรายได้ จากการจำหน่าย สินค้าโอทอปทั่วประเทศ ปี 2561 ที่มีมูลค่าสูงถึง 190,000 ล้านบาท และคาดว่าในปีหน้าจะทะลุ 200,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยรัฐบาลมีแผนจะเร่งสร้างโอทอปเทรดเดอร์ (ผู้ขาย/กระจายสินค้า) ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่กระจายสินค้าโอทอปและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น

สำหรับแนวทางเสริมศักยภาพของโอทอป ประกอบด้วย 1) เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการให้มากขึ้น 2) พัฒนาเทรดเดอร์ในพื้นที่คอยรวบรวมและกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังจุดขาย หรือจากจุดค้าส่งไปยังจุดค้าปลีก 3) ขยายฐานเครือข่ายผู้สนับสนุนการพัฒนาสินค้าโอทอป

4) จัดกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตสินค้าโอทอปมูลค่าสูง 5) เพิ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์โอทอป 6) ขยายช่องทางการตลาด และ 7) ใช้สินค้าโอทอปเป็นสิ่งดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอทอปเทรดเดอร์ โดยอาจพัฒนากลุ่มเยาวชนหรือผู้ว่างงานในชุมชนเป็นผู้รวบรวมและกระจายสินค้า ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้อย่างรอบด้าน เช่น การขนส่งและกระจายสินค้า การรักษาคุณภาพของสินค้าขณะขนส่ง เป็นต้น เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ ๆ ในห่วงโซ่ทางการค้าได้อีกด้วย

นายกฯ กล่าวต่อว่า การจะสร้างศูนย์โอทอป ร้านค้าชุมชน หรือตลาดประชารัฐ ให้มีความเข้มแข็ง จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยให้สมาชิกได้เสนอแนะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ชุมชนมีอะไรเป็นจุดแข็งหรือเป็นเอกลักษณ์ จะมุ่งเน้นการพัฒนาหรือเพิ่มมูลค่าของสินค้าชุมชนได้อย่างไร และจะระดมทรัพยากรหรือหาทุนจากที่ใด เป็นต้น ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงก็จะทำให้ชุมชนก้าวไปข้างหน้าได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

คืบหน้าคดีดาราฮ่องกงโวยทรัพย์สินหายนับล้าน หลังทะเลาะสาวประเภทสอง

ความคืบหน้าคดีดาราตัวประกอบชาวฮ่องกงโวยทรัพย์สินหายไปนับล้าน หลังทะเลาะสาวประเภทสอง ล่าสุด ผกก.โรงพักพัทยา เผย พบพยานปากเอกมั่นใจได้ตัวคนฉก

กรณีนายวินเซ้นท์ เชน (Mr.VIincent Chen) อายุ 32 ปี หรือ Channy ดารานักแสดงตัวประกอบชาวฮ่องกง ร้องผู้สื่อข่าวเมืองพัทยาว่า มีเรื่องทะเลาะกับสาวประเภทสองชาวไทย ที่ถนนวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ ภายหลังพบว่าทรัพย์สินในกระเป๋าถือที่วางไว้ตรงฟุตบาทหายไป ซึ่งมีเงินสดประมาณ 120,000 บาท เงินสกุลต่างประเทศอีก 5,000 ดอลลาร์ฮ่องกง นาฬิกายี่ห้อโรเล็ก มูลค่า 520,000 บาท

สร้อยข้อมือราคา 400,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รวมแล้วมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ต่อมาจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา แต่ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ จึงเข้าร้องทุกข์กับผู้สื่อข่าวให้ช่วยนำเสนอข่าว เพราะทางตำรวจไม่ดูแลคดีเท่าที่ควร

โดยความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 23 ก.ย.61 พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ได้เชิญตัว นายวินเซ้นท์ มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยนายวินเซ้นท์ ให้การว่า กรณีที่ให้ข่าวว่าตำรวจไม่ดูแลนั้น ในวันเกิดเหตุทั้งตนเองและตำรวจพูดจาสื่อสารส่งภาษากันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เลยทำให้ตนเข้าใจผิด

และต้องขอโทษทางตำรวจด้วย ในส่วนของทรัพย์สินที่หายไปไม่ได้ติดใจเท่าไหร่ แต่ต้องการได้โทรศัพท์มือถือและหนังสือเดินทางคืน เนื่องจากต้องใช้เดินทางกลับประเทศในวันพรุ่งนี้ เพื่อไปร่วมเทศกาลไหว้พระจันทร์กับครอบครัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากกับตัวเอง

นายวินเซ้นท์ ให้การอีกว่า ในอดีตเคยเป็นดาราตัวประกอบภาพยนตร์ เคยแสดงร่วมกับนักแสดงชื่อดังของฮ่องกงมาแล้วหลายเรื่อง  ซึ่งปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งในฮ่องกง และเป็นศิลปินตระเวนแสดงคอนเสิร์ตตามร้านอาหาร

ส่วนสาเหตุที่เดินทางมาเมืองพัทยา เพราะต้องการมาท่องเที่ยวพักผ่อน รวมถึงมองหาทำเลเพื่อทำธุรกิจในเมืองไทย แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะทำอะไร อย่างไรก็ตามในวันเกิดเหตุยอมรับว่าดื่มเบียร์เข้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเมาจนขาดสติ

ด้าน พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา เผยว่า หลังเกิดเหตุได้นำตัวสาวประเภทสองจำนวน 4 คนที่ก่อเหตุมาสอบสวน และตรวจค้นห้องพักของแต่ละคนแล้ว แต่ไม่พบพิรุธหรือหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าทั้ง 4 คนเป็นผู้ขโมยทรัพย์สินของผู้เสียหาย เบื้องต้นได้ทำการเปรียบเทียบปรับในข้อหาทะเลาะวิวาทแล้วปล่อยตัวไป

ในส่วนของผู้เสียหายซึ่งวันเกิดเหตุได้ดื่มเบียร์แล้วขับขี่รถจักรยานยนต์นั้น ตรงนี้ตำรวจไม่ได้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ  เพราะเป็นผู้เสียหายเกรงจะเสียความรู้สึก แต่ก็ได้ทำการเปรียบเทียบปรับข้อหาทะเลาะวิวาทไปตามกฎหมาย ขณะที่เรื่องของทรัพย์สินที่ผู้เสียหายให้การว่ามูลค่านับล้านบาทนั้น

ล่าสุดเจ้าตัวยังยืนยันตัวเลขเดิม แต่จากการสอบปากคำ 2 ครั้งยังให้การไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ตำรวจรู้แล้วว่าใครเป็นคนเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป และได้ส่งชุดสืบสวนออกติดตามตัวแล้ว คาดว่าน่าจะได้ตัวภายในวันหรือสองวันนี้

เผย 3 อันดับ วิธีหาเสียงครองใจประชาชน

สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจเรื่อง “คนไทยคิดอย่างไรกับการหาเสียงเลือกตั้งส.ส.” โดยเผย 3 อันดับ วิธีหาเสียงครองใจประชาชน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ หลังจากที่ คสช. ประกาศคลายล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ ยกเว้นการหาเสียงที่กำหนดห้ามใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโซเชียลมีเดีย กลายเป็นประเด็นร้อนที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากการเลือกตั้งอาจมีขึ้นเร็วในเดือนก.พ. ปีหน้า ทำให้พรรคการเมืองจะต้องเร่งหาเสียงแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก

ผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงแบบใด? จึงจะถูกใจประชาชน

อันดับ 1 เน้นสิ่งที่ทำได้จริง พูดแล้วทำจริง ทำตามที่พูด ไม่สร้างภาพ 41.93%

อันดับ 2 มีนโยบายที่ทำเพื่อประชาชน ไม่เป็นประชานิยม มีแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรม 32.29%

อันดับ 3 ลงพื้นที่ จัดเวทีปราศรัย หาเสียงผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ ไลฟ์สด 23.27%

อันดับ 4 เคารพกฎกติกา ไม่ใส่ร้าย โจมตีกัน พูดมีสาระ สุภาพ น่าฟัง 21.80%

อันดับ 5 ดีเบตแบบในต่างประเทศ แสดงวิสัยทัศน์ออกทีวี 15.51%

ผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงแบบใด? ที่ประชาชนไม่ชอบ

อันดับ 1 คุยโม้โอ้อวด อวดอ้าง ขายฝัน ทำไม่ได้ตามที่พูดไว้ 35.92%

อันดับ 2 ซื้อเสียง ติดสินบน กระทำผิดกฎกติกาที่กำหนด 34.24%

อันดับ 3 หาเสียงด้วยวิธีการรบกวนผู้อื่น เช่น รถแห่เสียงดัง ติดป้ายสมัครบังทาง รบกวนเวลาส่วนตัว 25.84%

อันดับ 4 ใส่ร้ายผู้สมัครฝั่งตรงข้าม โจมตี สาดโคลนกันไปมา 18.28%

อันดับ 5 ไม่ลงพื้นที่เอง ใช้หัวคะแนนลงพื้นที่ ไม่เข้าหาประชาชน 14.92%

วิธีการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. แบบใด? ที่ถูกใจประชาชนมากที่สุด

อันดับ 1 ตั้งเวทีปราศรัย 29.32%

อันดับ 2 ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย 26.00%

อันดับ 3 เคาะประตูบ้าน 25.13%

อันดับ 4 มีขบวนรถหาเสียง 9.08%

อันดับ 5 ผ่านเว็บไซต์ของพรรคการเมือง 6.98%

อันดับ 6 ติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ 6.81%

อันดับ 7 ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ (SMS) 0.52%