พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกปีนี้ 57,129 ราย เสียชีวิตแล้ว 71 ราย

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ขอความร่วมมือเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ป้องกันโรคไข้เลือดออก เผย ปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 57,129 ราย เสียชีวิต 71 ราย

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2561 ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานราชการ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงคมนาคม และกรมประชาสัมพันธ์ ว่า ในที่ประชุมให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออก

เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในหลายจังหวัดอาจเกิดน้ำท่วมขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เสี่ยงต่อการระบาดของโรคไข้เลือดออกและมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2561 มีผู้เสียชีวิตจาก โรคไข้เลือดออกในอัตราที่สูงคือ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 – 18 กันยายน 2561 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 57,129 ราย เสียชีวิต 71 ราย จากการวิเคราะห์พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก

เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซื้อยากินเองก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ไม่ได้ติดตามการรักษาต่อเนื่อง และเข้ารับการรักษาเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว นอกจากนี้ พบผู้เสียชีวิตในรายที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์ควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างเข้มข้นและประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เน้นย้ำอาการที่ต้องสงสัยและแนวทางการดูแลรักษาโรคไข้เลือดออกให้คลินิก ร้านขายยา และโรงพยาบาลทุกระดับ

หากพบว่าผู้ป่วยมีไข้สูง สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกให้รีบไปพบแพทย์และไม่ซื้อยากินเอง และขอความร่วมมือประชาชนดูแลป้องกันตัวเอง ทายากันยุง นอนในมุ้งและทำลายแหล่งเพราะพันธุ์ยุงลาย

ประเทศไทย ไต่อันดับ 27 ของโลก มีความคุ้มค่าด้านระบบดูแลสุขภาพ

สาธารณสุข เผย ประเทศไทย ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าด้านระบบดูแลสุขภาพอันดับ 27 ของโลก และเป็นอันดับที่ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักข่าว บลูมเบิร์กได้จัดทำดัชนีประสิทธิภาพระบบสุขภาพ (health care efficiency index) เพื่อจัดอันดับประเทศที่มีความคุ้มค่าด้านระบบดูแลสุขภาพ

โดยคำนวณเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายกับอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนในประเทศล่าสุดปี พ.ศ.2561 พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลกจาก 56 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2560 ซึ่งอยู่ในอันดับ 41 หรืออันดับดีขึ้นมากถึง 14 อันดับ นับเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดในดัชนีนี้

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

โดยค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพต่อประชากร 1 คนนั้น ลดลงอยู่ที่ 219 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,086 บาท และอายุเฉลี่ยของประชากรไทยในปีนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 75.1 ปี นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุด้วยว่าเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากอีกด้วย ทั้งนี้ หากจัดอันดับภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ตามหลังฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และจีน

สำหรับประเทศที่มีดัชนีประสิทธิภาพระบบสุขภาพปัจจุบันที่ดีที่สุด 5 อันดับ คือ ฮ่องกง รองลงมาคือ สิงคโปร์ สเปน อิตาลี เกาหลีใต้ โดยฮ่องกงมีค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพต่อประชากร 1 คนที่ 2,222 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7.19 หมื่นบาท และมีอายุคาดเฉลี่ยที่ 84.3 ปี

ทุ่มงบ 2 พันล้าน สร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินขอนแก่นหลังใหม่

อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เผย เริ่มสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินขอนแก่นหลังใหม่ โดยใช้งบ 2 พันล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานขอนแก่น และตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างอาคาร โดยมี นายสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นางอัมพวัน วรรณโก นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม

ว่าที่ร้อยตรี อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอนแก่น คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารกรมท่าอากาศยาน ผู้บริหารบริษัท คริสเตียนี และนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร บริษัท เอพซิลอน จำกัด พร้อมเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานขอนแก่น และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2561 ณ ท่าอากาศยานขอนแก่น

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยในระยะ 8 ปี (ปี 2528-2565) เพื่อมุ่งหมายพิจารณาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง และเชื่อมโยงโครงข่ายกับประเทศเพื่อนบ้าน

ซึ่งจากการลงนามสัญญาการก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ระหว่างกรมท่าอากาศยาน กับ บริษัท คริสเตียนี และนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงคมนาคม จนถึงวันนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการดำเนินโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานขอนแก่น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานในภูมิภาค ให้สามารถใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานได้มากขึ้น

สามารถรองรับการเดินทางเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การบินของไทย เป็นศูนย์กลางการบินแห่งการท่องเที่ยวและการขนส่งลำดับต้นๆ ตลอดจนการค่า การลงทุน ที่จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาค นำมาซึ่งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบาย ของรัฐบาล

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า กรมท่าอากาศยานได้จัดทำแผนโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานขอนแก่น ตามมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ให้กรมท่าอากาศยานดำเนินการตามแผนบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ

ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง บนเนื้อที่ 1,130 ไร่ มูลค่าโครงการก่อสร้างในกรอบวงเงิน 2,004,900,000.- บาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์หลังใหม่ และปรับปรุงอาคารจอดรถยนต์หลังเดิม งานก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารหลังเดิม

จากเดิมมีเนื้อที่ขนาด 16,500 ตารางเมตร เป็น 44,500 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้ 1,000 คน ต่อชั่วโมง เป็น 2,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 5 ล้านคนต่อปี อาคารจอดรถยนต์เดิม 5 ชั้น ปรับปรุงเป็น 7 ชั้น เดิมรองรับการจอดรถยนต์ได้ 450 คัน เป็น 1,160 คัน โดยปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นมีภารกิจรองรับเที่ยวบินพาณิชย์ 4 สายการบิน

ประกอบด้วย สายการบินไทยสมายล์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ รวมถึงเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำครอบคลุมทุกเส้นทาง และเชื่อมต่อภูมิภาคของไทยทั้งหมด ทั้งจากสนามบินดอนเมือง สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ โดยมีเที่ยวบินให้บริการมากกว่า 18 เที่ยวบินต่อวัน รวมไปกลับแล้ว 36 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานเล็งเห็นว่า ท่าอากาศยานขอนแก่นมีบทบาทสำคัญในการคมนาคมในระดับภูมิภาคอีกแห่งหนึ่งของประเทศ กรมท่าอากาศยาน จึงพร้อมที่จะพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่นให้เกิดกิจกรรมด้านการบินเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคมนาคมขนส่งทางอากาศ

และพร้อมที่จะมุ่งมั่น พัฒนาการให้บริการด้านการขนส่งทางอากาศ ให้เป็นไปอย่างประสิทธิภาพ โดยสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ตามนโยบาย “DOA FOR ALL ท่าอากาศยาน ของประชาชน เพื่อประชาชน” อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าว


ที่มา กลุ่มสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม กรมท่าอากาศยาน