ตร.เข้าตรวจสอบ จุดนักบินต่างชาติ ขับเครื่องบินตก ที่ จ.ชลบุรี

วันนี้ (31 ธ.ค. 61) เมื่อเวลา 09.00 . ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ ตำรวจสภ.ศรีราชา พร้อมคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร กระทรวงคมนาคม เข้าตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุเครื่องบินตก หลังจากเมื่อวาน นายไมค์ รอมเบิก อายุ 60 ปี สัญชาติเซาท์แอฟริกา นักบินรอบโลก และเป็นผู้พิการทางขา พร้อมเพื่อนชาวฝรั่งเศส และสวิซเซอร์แลนด์ ในกลุ่ม เเฮนดิ ไฟลท์ Around The World ซึ่งเป็นเครือข่ายการรวมตัวของนักบิน และผู้นิยมเครื่องร่อนที่มีความพิการทางร่างกายบินมาจากสนามบิน จ.เชียงราย เตรียมมาลงจอดที่สนามบินบางพระ เพื่อพักผ่อน ก่อนที่มีกำหนดว่าจะบินไปยัง จ.ภูเก็ต ในวันที่ 2 มกราคม 2562 และต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ แต่กลับเกิดเหตุก่อนั้น

ทั้งนี้ น.ส.วีณา นุสดิน ผู้อำนวยการคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร ระบุภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า จะนำทิศทางชิ้นส่วนของซากเครื่องบินที่ตก พร้อมกับคำให้การของเพื่อนนักบินผู้เสียชีวิต รวมทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์ ไปวิเคราะห์ประกอบกับทำเรื่องไปยังประเทศต้นทางที่เป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำดังกล่าว เพื่อดูองค์ประกอบภายในของตัวเครื่อง จากนั้นจะนำมาประมวลเพื่อหาสาเหตุการเกิดเหตุอีกครั้ง นอกจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้ทำเป็น ข้อเสนอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำ

ด้าน นายศักดิ์นรินทร์ อมราภรณ์ ธุรการของสนามบินบางพระ ยอมรับกับทีมข่าวว่า ต้นเป็นเจ้าของคลิปวีดีโอที่ปรากฏภาพก่อนเกิดเหตุ ซึ่งถ่ายไว้เพื่อเตรียมประชาสัมพันธ์ สนามบิน โดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ขณะเกิดเหตุตนเอะใจ เนื่องจากเครื่องบินที่เตรียมลงจอดแล้ว แต่กลับเบนหัวไปอีกทาง ก่อนพุ่งตกลงพื้น พร้อมกับไฟลุกไหม้

ขณะที่ พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า สอบปากคำเพื่อนต่างชาติที่บินมาด้วยอีก 3 คน เบื้องต้น พบว่าสภาพจิตใจยังไม่ค่อยดี ยังตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้นำผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรที่นิติเวช รพ.ตำรวจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เตรียมประสานผ่านสถานทูตฝรั่งเศส ติดต่อญาติเพื่อรับศพบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ย้อนวิกฤตช่วย 13 ชีวิต หมูป่าอะคาเดมี่ ติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ในรอบปีที่ผ่านมา หนึ่งในเรื่องราวที่น่าจดจำที่สุด คงหนีไม่พ้นกรณี น้องๆ เยาวชนทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่จังหวัดเชียงราย ดังนั้น ทีมข่าวของเรา จะขอพาย้อนไปประมวลเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น จนจบภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ

ย้อนกลับไปเมื่อ 23 มิถุนายน 2561 หลังเสร็จสิ้นภารกิจฝึกซ้อมฟุตบอล นายเอกพล จันทรวงค์ หรือ โค้ชเอก วัย 25 ปี ผู้ฝึกสอน พร้อมนักเตะเยาวชนวัยตั้งแต่ 11 – 16 ปี รวม 13 ชีวิต ของทีม “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” ได้พากันขี่จักรยานไปเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลวง ตามประสาวัยซนผจญภัย แต่ทริปพักผ่อน กลายมาเป็นเหตุวิกฤติ เมื่อเกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำในถ้ำเพิ่มขึ้นสูง ทั้งหมดจึงติดอยู่ภายในท่ามกลางความมืด

การหายตัวไปอย่างผิดปกติของโค้ชเอก และเด็กๆ ทำให้ผู้ปกครอง และหน่วยงานท้องถิ่น ต้องออกตามหากันอย่างตื่นตระหนก จนมาทราบว่าทั้งหมดหายเข้าไปในถ้ำหลวง ปฏิบัติการค้นหาจึงเริ่มต้น กระทั่งกลายเป็นเหตุใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งมีการแต่งตั้ง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการเชียงรายในขณะนั้น เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนฯ พร้อมด้วยสรรพกำลังจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ, เอกชน และความช่วยเหลือจากนานาชาติ ตลอดจนน้ำพระราชหฤทัยและพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

กลางดึกวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 ชาวไทยและชาวโลก ก็ได้รับข่าวดี ภายหลังนักสำรวจชาวอังกฤษ ดำน้ำไปพบ 13 ชีวิต อยู่บริเวณเนินนมสาว ขณะที่เด็กๆ ทุกคนมีกำลังใจดีเยี่ยม ก่อนที่จะมีการส่งหน่วยซีลและแพทย์เข้าฟื้นฟูร่างกาย พร้อมฝึกดำน้ำเป็นลำดับ เพื่อเตรียมตัวลุยอุปสรรคออกจากถ้ำ

แต่แล้ว ความสูญเสียที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ จ่าเอก สมาน กุนัน หรือ จ่าแซม นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ วัย 38 ปี ได้เสียชีวิตในวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 หมดสติหลังระหว่างดำน้ำลำเลียงขวดอากาศ สร้างความเสียใจแก่คนไทยทั้งประเทศเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แผนการพา 13 หมูป่า ออกจากถ้ำหลวง ยังคงเดินหน้า จนกระทั่ง 8 กรกฎาคม 2561 การลำเลียงก็เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญดำน้ำ และหน่วยซีลร่วมปฏิบัติการ รวมกว่า 90 ชีวิต โดยวันนั้น สามารถพาเด็กๆ ดำน้ำฝ่าอุปสรรคออกมาได้ 4 คน ต่อด้วย 9 กรกฎาคม 2561 อีก 4 คน และปิดท้าย 10 กรกฎาคม 2561 อีก 5 คน เสร็จสมบูรณ์ตามแผน ซึ่งทั้งหมดถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อตรวจร่างกาย และพักฟื้น ท่ามกลางความโล่งอกและดีใจของบรรดาผู้ปกครองน้องๆ ตลอดจนประชาชนชาวไทย และคนทั่วโลกที่คอยเอาใจช่วยด้วยใจลุ้นระทึก

ถือเป็นการปิดฉาก “Mission Possible” 18 วัน ของปฏิบัติการค้นหาและพาทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวง ซึ่งประสบความสำเร็จลงได้เพราะ “พลังสามัคคี”

เปิดมุมมองใหม่ 5 ตลาด New Frontiers เพื่อผู้ประกอบการไทย ปี 2562

ตลาดใหม่ หรือ New Frontiers คือ ตลาดที่ผู้ประกอบการไทยยังเข้าไปดำเนินธุรกิจหรือยังรู้จักไม่มากนัก เป็นหนึ่งในขุมทรัพย์แห่งโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย ทั้งในมิติการค้าและการลงทุน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ กลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ล้วนส่งผลให้ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม New Frontiers มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากอดีต

ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK ได้ทำการรวบรวมและประเมินทิศทางการตลาดของประเทศ New Frontiers ที่น่าสนใจ เพื่อปรับมุมมองและชี้โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะถัดไป เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่ 2562 นี้

1. จีน กับ Made in China 2025

ที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตจากจีนมักมีภาพลักษณ์ว่าเป็นสินค้าราคาถูก ผลิตเป็นจำนวนมาก และคุณภาพไม่สูง แต่หลังจากรัฐบาลจีนประกาศใช้ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2559-2564) ก็เปลี่ยนโฉมหน้าภาคการผลิตของจีนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ภายใต้แนวคิดการผลิตสินค้าคุณภาพสูง ใช้นวัตกรรม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาบุคลากร

โดยรัฐบาลจีนกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศ หุ่นยนต์ อากาศยาน ต่อเรือ ผลิตรถไฟ รถยนต์พลังงานใหม่ อุปกรณ์สร้างพลังงาน วัสดุศาสตร์ ยาและเวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีการเกษตร ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของสินค้าจีนในแนวทางดังกล่าวชัดเจนขึ้น โดยสินค้าไฮเทคของจีนเริ่มเป็นที่ยอมรับและทำตลาดในระดับสากลมากขึ้น เช่น ระบบการสื่อสาร (Huawei) ตลาดออนไลน์ (Alibaba) รถไฟความเร็วสูง (CRRC) เป็นต้น

2. อินเดีย กับการเติบโตก้าวกระโดดของเมืองรอง

อินเดียมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ประกอบด้วย 29 รัฐ และ 7 ดินแดนสหภาพ ตลอดจนจำนวนประชากรที่มากถึงกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้มีเมืองขนาดใหญ่หลายแห่ง ในจำนวนนี้เมืองที่ถูกเรียกว่า Tier 1 (มีจำนวนประชากรมากกว่า 4 ล้านคน) ได้แก่ กรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ เมืองกัลกัตต้า เมืองเจนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองอาห์เมดาบัด เมืองไฮเดอราบัด และเมืองปูเน่ ที่ผ่านมาเมือง Tier 1 ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของบริษัทต่างชาติที่สนใจจะเข้าไปทำธุรกิจในอินเดีย

อย่างไรก็ตาม หลังการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกของนายกรัฐมนตรี Modi ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Make in India, Smart City, GST Reform รวมถึงการสนับสนุนให้แต่ละรัฐแข่งขันกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้เมืองรองต่างๆ เติบโตและยกระดับขึ้นมาโดดเด่นไม่แพ้เมืองในกลุ่ม Tier 1 และหลายเมืองมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงแบบก้าวกระโดด เช่น เมืองสุรัต เมืองวิสาขปัทนัม เมืองกูรกอน เมืองไจย์ปูร์ เมืองลักนาว เมืองกันปูร์ เมืองนักปูร์ เป็นต้น ปัจจุบันบริษัทต่างชาติหลายแห่งเข้าไปตั้งฐานการผลิตและสำนักงานในเมืองเหล่านี้แล้ว

3. ตะวันออกกลาง กับ Non-oil Economy

ความผันผวนและการลดลงอย่างฮวบฮาบของราคาน้ำมันในช่วงปี 2557-2559 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่หลายประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันสูงถึงเกือบ 50% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลายประเทศในตะวันออกกลางประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่ลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน แล้วหันมาสร้างรายได้จากสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ แทน เช่น ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง/ปลาย การท่องเที่ยว กีฬา การเงิน และสายการบิน โดยประเทศที่ประกาศใช้นโยบาย Non-oil Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งเป้าให้รายได้จาก Non-oil แตะระดับ 80% ของ GDP ภายในปี 2564 กาตาร์ กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ 2 (ปี2561-2565) ให้ Non-oil เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นต้น

4. แอฟริกา กับ Green Business

แม้ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงมีรายได้ไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่หลายประเทศในแอฟริกากลับให้ความสำคัญและเข้มงวดกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบการดำเนินธุรกิจที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการห้ามผลิต นำเข้า และใช้ถุงพลาสติก เช่น เคนยา กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนเป็นปรับ 2,000,000 KES หรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี และรวันดา ปรับ 100,000-500,000 RWF หรือจำคุก 6-12 เดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ มอริเชียส ยังริเริ่มใช้นโยบาย Feebate Tax ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยรัฐจะเรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าที่กำหนด และจ่ายเงินคืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ทั้งนี้ คาดว่านโยบายหรือมาตรการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศของแอฟริกาในระยะถัดไป

5. แอฟริกา กับสังคมไร้เงินสด

นวัตกรรมทางการเงินหรือ FinTech ได้เปลี่ยนโฉมหน้าและรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการเงินพัฒนาไปอย่างมาก จนประชาชนส่วนใหญ่หันมาใช้ระบบออนไลน์ในการทำธุรกรรมทางการเงินในสัดส่วนสูงมากจนเรียกได้ว่าเข้าใกล้สังคมไร้เงินสด เช่น สวีเดน สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส สหรัฐฯ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลายท่านอาจไม่ทราบว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาที่ระบบการเงินยังพัฒนาไม่ดีนัก และขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ประชากรกลับใช้ Mobile Money, Mobile Payment และธุรกรรมออนไลน์ในสัดส่วนสูง เช่น เคนยา 75% ของประชากรรวม บอตสวานา 68% รวันดา 68% แทนซาเนีย 65% เป็นต้น (ข้อมูลผลสำรวจโดย FinScope) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรงกันข้ามกับภาพรวมของผู้มีบัญชีธนาคารในแอฟริกาที่มีเพียง 30% ของประชากรรวม สะท้อนให้เห็นว่าข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบธนาคารกลับเป็นแรงกระตุ้นให้ระบบธุรกรรมการเงินออนไลน์เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

ทิศทางการตลาดที่กล่าวถึงข้างต้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการดำเนินธุรกิจในตลาด New Frontiers ไปอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจหรือสนใจรุกตลาด New Frontiers อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ผู้ประกอบการที่อยู่ในวงจร Supply Chain กับสินค้าจีนอาจต้องเริ่มวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสินค้าไฮเทคหรือนวัตกรรมของจีน ผู้ประกอบการที่สนใจจะรุกตลาดอินเดียอาจเริ่มหันมามองเมืองรองที่การแข่งขันยังไม่สูงนักแต่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นต้น

ผู้ประกอบการจึงควรปรับเลนส์ในการมองทิศทางการตลาดประเทศ New Frontiers เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต