เปิดวิธีลงทะเบียน “ลดใช้เงินสด ได้รับเงินคืน” ช้อปตรุษจีน ได้คืน VAT 5%

เป็นอีกหนึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 ของรัฐบาล สำหรับ มาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลคาเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “Go Cashless Get Cash Back – ลดใช้เงินสด ได้รับเงินคืน”

เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า รายละเอียดเงื่อนไขของมาตรการฯ นี้เป็นอย่างไรบ้าง

กำหนดระยะเวลาของมาตรการฯ

ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วม ตั้งแต่วันที่ 7-31 มกราคม 2562 ชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการในระหว่างวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2562 และจะไดรับเงินคือภายในเดือนพฤศจิกายน 2562

ถ้าสนใจจะเข้าร่วมต้องเตรียมตัวอย่างไร?

  1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547)
  2. เป็นผู้ถือบัตรเดบิตของธนาคารที่เข้าร่วมมาตรการฯ หรือ มีระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่เข้าร่วมมาตรการฯ เช่น คิวอาร์โค้ด
  3. ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ ในช่วงตั้งแต่วันที่ 7 – 31 มกราคม 2562 ผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th และตามเงื่อนไขที่กำหนด
  4. สมัครใช้บริการพร้อมเพย์ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชนผูกกับบัญชีธนาคารใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบัญชีธนาคารเดียวกับที่นำมาลงทะเบียนเพื่อรับเงินชดเชย

ทำอย่างไรจึงจะได้รับเงินชดเชย

  1. ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ ตั้งแต่วันที่ 7 – 31 มกราคม 2562 โดยลงทะเบียน
    ผ่านทางเว็บไซต์ www.epayment.go.th ด้วยตนเอง
  2. ชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการกับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ระบบบันทึก
    การเก็บเงิน Point of Sale (POS) ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กุมภาพันธ์ 2562 โดยสามารถดูรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการฯ และสินค้าหรือบริการที่ได้รับสิทธิ์ ได้ทางเว็บไซต์ www.epayment.go.th
ตัวอย่างของจำนวนเงินที่จะได้รับชดเชย

ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้เงินชดเชย 5% ของราคาสินค้าและบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ชำระเงินซื้อสินค้ามูลค่า 5,350 บาท (สินค้ามูลค่า 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท) จะได้รับเงินชดเชยเท่ากับ 250 บาท โดยยอดเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท หรือเท่ากับการซื้อสินค้าและบริการประมาณ 21,400 บาท

ทั้งนี้ สินค้าและบริการดังกล่าวต้องเป็นสินค้าและบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องไม่เป็นสินค้าและบริการที่มีภาษีสรรพสามิต ได้แก่ 1. สุรา 2. ยาสูบ 3. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน 4. รถยนต์ และ 5. รถจักรยานยนต์ 

โดย 1 คน มี 1 สิทธิ์ ต่อ 1 เลขที่บัญชีที่ลงทะเบียนไว้ และผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้รับ Email แจ้งยอดจำนวนเงินที่จะได้การชดเชย ในวันที่ 15 มีนาคม 2562 ตาม Email Address ที่ได้ลงทะเบียนไว้

ที่มา: www.epayment.go.th

คนกรุงยังสวมหน้ากากอยู่ หลังค่าฝุ่น-ควัน PM2.5 ยังเกินมาตรฐาน

ประมวลภาพประชาชนคนกรุงเทพฯ ยังห่วงสุขภาพ สวมหน้ากากกันฝุ่นต่อเนื่อง หลังฝุ่นละออง PM2.5 มีปริมาณเกินมาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพอยู่

วันนี้ ( 21 ม. ค. 62) บรรยากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ประชาชนส่วนมากยังคงสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กระหว่างการเดินทางและอยู่กลางแจ้ง หลังจากพบว่าฝุ่นละออง PM2.5 ในวันนี้ ยังมีค่าเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอยู่

ส่วนแนวทางการแก้ไขลดปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลนั้น ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ออกไปก่อน และให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จำกัด แจ้งผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ ให้ดูแลสมรรถนะรถ ตรวจสภาพรถให้ตามมาตรฐาน และห้ามรถโดยสาร ที่มีควันดําเกินมาตรฐานวิ่งโดยเด็ดขาด

รวมถึงเรือโดยสารได้ให้กรมเจ้าท่า (จท.) ตรวจสอบการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เรือที่ให้บริการในคลองต่างๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งนายสมศักดิ์ ห่มม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) กล่าวว่า กรมเจ้าท่าได้กำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยแจ้งให้ผู้ประกอบการเรือ ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ หัวฉีด บำรุงรักษาเครื่องยนต์เรือ เพื่อลดการปล่อยควันดำ เป็นต้น

ทั้งนี้นอกจากหน่วยงานขนส่งมวลชนที่ร่วมด้วยช่วยกันลดปริมาณการเกิดฝุ่นละอองแล้ว ที่ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่ก็มีประกาศเข้มงวด ห้ามมีการจุดธูปบูชาขอพรท้าวมหาพรหมด้วยเช่นกัน โดยคำสั่งดังกล่าวมีมาตั้งแต่ เมื่อช่วงเดือน มีนาคม ปี 2561 หลังจากมีคำสั่งจากกระทรวงสาธารณสุข

ด้าน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ออกประกาศถึงมาตรการลดปริมาณฝุ่นละออกเช่นกันว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ใคร่ขอความร่วมมือจากผู้มีจิตศรัทธาในองค์หลวงปู่ไต้ฮง งดจุดธูปเทียนบูชา เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ขอบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮงและสิ่งศักดิ์ จงดลบันดาลให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธาและตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากหลวงปู่ไต้ฮงจงสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของท่านด้วยเทอญ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ

‘ปลอดประสพ’ แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. ในงานเสวนา

เสวนากรณีที่ดิน ส.ป.ก. ‘ปลอดประสพ’ แนะนิยามคำว่า ‘เกษตรกรรม’ ให้กว้างขวางแต่ชัดเจน เพื่อเป็นทางการแก้ไขปัญหา

เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (21 ม.ค.62) ที่ บริเวณชั้น 1 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง ส.ป.ก. โดยมีการพูดถึงนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมของพรรคเพื่อไทย พร้อมระบุถึงปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก. และการกำหนดนโยบาย รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี กล่าวว่าปัญหาหลักๆ คือ ต้องรักษาพื้นที่ ส.ป.ก. และต้องใช้กับการเกษตรเท่านั้น จากปัญหาปัจจุบัน พื้นที่ ส.ป.ก. บางแห่งมีการพัฒนาไปเป็นเมืองไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นพื้นที่เกษตรกรได้

ซึ่งต้องแก้ไขให้ผู้ที่ได้รับ ส.ป.ก. แต่ไม่อยากเป็นเกษตรกรต่อ และได้แอบนำไปขายสามารถโอนสิทธิได้โดยเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ รวมถึงต้องแก้ไขปัญหากรณีผู้ที่รับมรดกแต่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ เนื่องด้วยตัวบุคคลที่ได้รับมอบนั้นไม่ได้เป็นเกษตรกร และอีกปัญหาสำคัญคือมีการแอบอ้างจำน่ายที่ดิน ส.ป.ก. อย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก

ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดนโยบายไว้ว่า พื้นที่ ส.ป.ก. จะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ โดยแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า ‘เกษตรกรรม’ ให้กว้างขวางแต่ชัดเจน อาทิเช่น ‘ป่าเศรษฐกิจ’ ‘ป่าท่องเที่ยว’ ‘อุตสาหกรรมเกษตร’ หรือ ‘แปรรูปการเกษตร’ โดยที่ดิน ส.ป.ก. ต้องสามารถถ่ายโอนได้ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน ซึ่งการถ่ายโอนนั้นต้องกระทำผ่านธนาคารที่ดิน ส.ป.ก. เท่านั้น

นอกจากนี้การถ่ายโอนที่ดินทุกครั้งจะเกิดรายได้ขึ้น เนื่องจากผู้ที่ครอบครองอยู่เดิมได้มีการพัฒนาที่ดินไปจากเดิม จึงสมควรที่จะได้รับประโยชน์ รวมถึงหากพื้นที่ที่ ส.ป.ก. ได้รับจากกรมป่าใม้และได้ประกาศเขตคลุมไว้ และภายหลังมีการพัฒนาเป็นเมือง

กระทั่ง ส.ป.ก. ไม่สามารถจัดการได้ หรือไม่เหมาะสมที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ใช้มติ ครม. ในการกำหนดนโยบายกันพื้นที่ออกจากเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนำเข้าสู่ระบบป่าจำแนกเพื่อจำแนกเป็นป่าถาวร ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ราชการ

ส่วนแนวทางการปฏิบัตินั้น ต้องมีการสำรวจสภาพการใช้ที่ดินในรายละเอียด เพื่อทราบจำนวนของผู้ที่ไม่ประสงค์จะเป็นเกษตรกรอีกต่อไป และมีพื้นที่เท่าไรบ้าง พร้อมหาข้อมูลผู้ที่ได้รับมรดกและไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการเพื่อใช้ในการเกษตรต่อ มีจำนวนเท่าไร อีกทั้งควรปรับปรุงกฎหมาย ส.ป.ก. โดยขยายหรือให้รายละเอียด เพื่อให้การปฏิบัติสามารถนำไปสู่นโยบายได้ชัดเจน

อีกทั้งพื้นที่ที่ ครม. มีมติให้กันออก ให้มีการแก้ไขแนวเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินโดย ครม. ต้องมีมติมอบให้หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบดูแลต่อไป