พล.อ.ประวิตร เตือนสติฝ่ายความมั่นคง ปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่ผูกใจแค้น

พล.อ.ประวิตร เตือนสติฝ่ายความมั่นคง ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ผูกใจแค้น และขอช่วยกันดูแลให้การปฏิบัติของทุกศาสนกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างปกติ

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวย้ำถึง นโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า

รัฐบาล ยังคงยึดหลักสันติวิธี ผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งการเดินหน้าใช้แนวทางการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการควบคู่กับ การมุ่งเน้นสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม การอำนวยความเป็นธรรมภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับ การพัฒนาการศึกษา การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเข้มงวด

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่หลงไปกับการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยให้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีสติและไม่ประมาท ไม่ผูกใจแค้น อาฆาต พยาบาท ในการติดตามและดำเนินการตามกฏหมายกับผู้กระทำผิด ทั้งนี้ขอให้ช่วยกันดูแลและปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์และสนับสนุนให้ทุกศาสนสถาน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ

เพื่อให้ประชาชนในทุกศาสนา ยึดมั่นในหลักคำสอน “ เมตตา ให้อภัย” และการไม่ใช่ความรุนแรงต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือให้กลุ่มที่เห็นต่างและยังใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน สามารถหลุดพ้นจากวงจรมาใช้ชีวิตอย่างปกติของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข

‘สุเทพ’ เจอถาม ‘ไหนบอกไม่เล่นการเมือง’ เจ้าตัวแจงทำเพื่อประชาชน

‘สุเทพ’ เดินคารวะแผ่นดินพะเยา เจอคนถามเรื่องไม่เล่นการเมือง เจ้าตัวแจงชัดเจนทุกอย่างทำเพื่อประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.พะเยา ว่า การเดินคารวะแผ่นดินตามโครงการปฏิบัติการคารวะแผ่นดิน คารวะประชาชน ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) วันที่ 69 ที่ จ.พะเยา และ จ.เชียงราย นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรค

พร้อมด้วย นายประสาร มฤคพิทักษ์ นางสาวชนิดาภา แก้วภราดัย สมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัคร จ.พะเยา ของพรรคที่ประกอบด้วย นางภาสินี รวมสุข ว่าที่ผู้สมัครเขต 1 นายอร่าม จันทร์จม ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 นายธนาพัฒน์ เผ่าแก้ว ว่าที่ผู้สมัครเขต 3 โดยทั้งหมดได้ออกเดินพบปะประชาชน เริ่มที่ตลาดแม่ต๋ำ อ.เมือง จ.พะยา มีประชาชนให้การต้อนรับมากมายและจากนั้นนายสุเทพและคณะได้ออกจาก จ.พะเยา ไปยัง จ.เชียงราย

โดยก่อนออกจาก จ.พะเยา นายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ ว่า จากการที่ได้เดินในพื้นที่จ.พะเยาที่ผ่านมา มีพี่น้องประชาชนให้การต้องรับดีกว่าที่คิด อย่างวันนี้ตอนเช้ามีคนมาให้ขนมให้ดอกไม้ และมีเข้ามาขอถ่ายรูปพูดคุยให้กำลังใจ ขณะที่มี 2 คน ที่เข้ามาถามว่า “ไหนว่าไม่เล่นการเมืองแล้ว” ซึ่งตนได้เรียนว่า คำว่าเล่นการเมืองหมายความว่าสมัคร ส.ส. ไปแสวงหาตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองจะเป็นในพรรคการเมือง หรือในรัฐบาลทั้งหมดตนไม่ทำ

ไม่ลงสมัครส.ส.ทั้งบัญชีรายชื่อหรือแบบเขตเลือกตั้ง ตนไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล แต่ช่วยประชาชนให้เขาตั้งพรรคการเมืองของประชาชนให้ได้ เพื่อเป็นเครื่องมือทำงานช่วยชาติช่วยบ้านเมืองต่อไป ซึ่งจากการอธิบายมีคนหนึ่งที่ยอมรับเหตุผล และอีกคนไม่ค่อยยอม มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่คนเราย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่าง

เมื่อถามว่าการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งมีผลกระทบต่อพรรคอย่างไรหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า จริงๆ เราเตรียมตัวพร้อมที่จะสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่เราเข้าใจดีทางสำนักพระราชวังประกาศกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในฐานะคนไทยก็ถือเรื่องเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นหากกิจกรรมจะต้องไปกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของงานพระราชพิธีก็สมควรจะปรับ

จากนั้นนายสุเทพ และคณะได้เดินทางออกจากจ.พะเยา ไปยัง จ.เชียงราย โดยจุดแรกที่เริ่มคารวะแผ่นดินและคารวะประชาชนคือบริเวณตลาดนัดป่าแดด บ้านวัดวังศิลา ต.สันมะค่า อ.ป่าแดด โดยมีประชาชนให้การต้อนรับกว่า 300 คน

นักวิชาการถกประเด็น ‘เลือกตั้ง 62’ ลุ้นเกิดหลุมดำทางการเมือง ยกบทเรียน ‘ฟิจิโมเดล’ เทียบไทย

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนา’เลือกตั้ง62 ?’ ศาสตร์และศิลป์ของการเลือกตั้งและอภินิหารทางการเมือง 

วันที่ 21 ม.ค. 2562 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ ‘เลือกตั้ง62 ?’ ศาสตร์และศิลป์ของการเลือกตั้งและอภินิการทางการเมือง โดยภายในงานมีวิทยากรได้แก่ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณะบดีฝ่ายวิจัย และบริหารวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณะบดีฝ่ายวิจัย และบริหารวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ หนึ่งในวิทยากรที่เข้าร่วมการเสวนาครั้งนี้ กล่าวถึงประเด็นเรื่องการรัฐประหาร และการกำหนดวันเลือกตั้ง การเลื่อนเลือกตั้ง การสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร พร้อมทั้งยกตัวอย่างในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต รวมถึงกล่าวว่า การรัฐประหารในไทย ล้มเหลวจากการสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ไม่เคยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายหลังจากทำรัฐประหารเลยนับแต่อดีต

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.ประจักษ์ ยกตัวอย่างความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง ที่เคยเกิดขึ้นด้วยดังนี้

1.ความรุนแรงจากประเด็นการเลือกตั้ง ในกองทัพและประชาชน หัวคะแนนลอบสังหารกันเอง การใช้เจ้าหน้าที่รัฐทั้งในและนอกเครื่องแบบข่มขู่ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งเริ่มปรากฏกรณีนี้แล้วในช่วงใกล้เลือกตั้งของประเทศไทยครั้งล่าสุด

2.บัตรเลือกตั้งที่ทำให้เกิดความสับสน 

3.การแบ่งเขตเลือกตั้งให้เกิดความได้เปรียบ เอื้อให้ผู้สมัครบางพรรค ซึ่งในสังคมไทยมีประวัติในเรื่องนี้ที่ดี และไม่เคยเกิดขึ้น 

4.การโกงเลือกตั้ง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนจากกรณีของ จอมพล ป.โกงผลคะแนนเลือกตั้ง ด้วยการจัดฉากให้เกิดไฟดับขณะนับคะแนน และกลับชนะการเลือกตั้งได้ รวมถึงให้คนเดียวใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ้ำ ๆ การใช้บัตรเลือกตั้งที่กาไว้แล้วยัดใส่หีบ ซึ่งในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะโดนคานด้วยการสังเกตการณ์จากประชาชนและองค์กรต่าง ๆ 

5.การใช้กลไกรัฐแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่น่ากลัวที่สุด และอาจจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเรื่อง ‘หลุมดำทางการเมือง’ ที่ ผศ.ดร.ประจักษ์ ให้ความเห็นว่า หากมีการเลื่อนเลือกตั้งจนหลุดช่วงเวลาวันที่ 9 พ.ค. 2562 (ตามกรอบ 150 วัน ภายหลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560) ไปนั้น ได้ว่าถือเป็นการเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ทั้งหมด และหากรัฐบาลถึงขั้นใช้มาตรา 44 แก้รัฐธรรมนูญ จะถือเป็นอภินิหารทางกฎหมายขั้นสุดยอด และหมายความว่ามาตรา 44 จะสามารถทำอะไรก็ได้ และอาจจะเข้าสู่ภาวะไม่มีกฏเกณฑ์ใด ๆมาควบคุมได้อีก แล้วถ้ามองย้อนกลับไปตัวอย่างที่มีให้เห็น ก่อนหน้านี้ ที่แม้แต่กฎเกณฑ์ของ คสช. ตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกการยึดอำนาจโดยทหารของประเทศฟิจิ หรือ ‘ฟิจิโมเดล’ ที่ประเทศฟิจิมีเคยการยึดอำนาจและปกครองโดยรัฐบาลทหารเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ซึ่งเป็นเวลานานพอที่จะทำให้ประเทศฟิจิเข้าสู่วัฒนธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร ก่อนที่ในปี 2557 จะมีการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งนำมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ สำหรับในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล คสช. มานาน 5 ปี ดร.สติธร ธนานิธิโชติหนึ่งในนักวิชาการที่ได้มาร่วมเสวนาในงานให้ความเห็นว่า ไทยเดินทางมาครึ่งทางของบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศฟิจิแล้ว

อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 6 (Bangkok International Student Conference 2019) เป็นงานที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมือง และการระหว่างประเทศ ภาคภาษาอังกฤษ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการวิจัย และอภิปรายเชิงวิชาการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และระบอบประชาธิปไตย