กรมศิลปากร รับมอบโบราณวัตถุ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากสหรัฐฯ

วันนี้ (17 ม.ค. 62) ที่ ห้องดอกไม้สด สำนักหอสมุดแห่งชาติ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีส่งมอบและรับมอบโบราณวัตถุจาก สหรัฐอเมริกา จำนวน 46 รายการ โดยมี นางรุยาภรณ์ สุคนธทรัพย์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ส่งมอบ และนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้รับมอบโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ จำนวน 46 รายการ ที่ได้รับคืนครั้งนี้ เกิดจากการดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสองหน่วยงานหลักของไทย ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร และกระทรวงการต่างประเทศ

โดยกรมสารนิเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก โดยเฉพาะสัมพันธภาพที่ดียิ่งตลอดมาของราชอาณาจักรไทย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ ๒ ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย หลังจากมีการส่งมอบโบราณวัตถุครั้งแรก จำนวน 12 ราายการ จากสหรัฐอเมริกากลับคืนสู่มาตุภูมิไปเมื่อเดือนตุลาคม 2561

ทั้งนี้ โบราณวัตถุ จำนวน 46 รายการ มาถึงกระทรวงการต่างประเทศเมื่อเดือนธันวาคม 2561โดยเป็นโบราณวัตถุจากชาวอเมริกัน 19 รายการ และชาวไทยในสหรัฐอเมริกา 27 รายการ ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุวัฒนธรรมบ้านเชียง เช่น ภาชนะดินเผา ทั้งภาชนะลายเชือกทาบประดับด้วยเส้นนูน สมัยต้น อายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว และภาชนะลายเขียนสีแดง สมัยปลาย อายุประมาณ 1,800 – 2,300 ปีมาแล้ว เครื่องใช้ดินเผาประเภทช้อน ลูกกลิ้งสำหรับทำให้เกิดลาย และเบ้าหลอมโลหะ

รวมทั้งเครื่องประดับสำริดประเภทกำไล สมัยปลาย อายุประมาณ1,800 – 2,300 ส่วนโบราณวัตถุที่เหลือเป็นภาชนะดินเผาทั้งแบบมีลายและไม่มีลาย ซึ่งพบได้ทั่วไปตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่น่าสนใจ คือ หินดุทำด้วยดินเผา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา หลังจากนี้กรมศิลปากรจะดำเนินการจัดทำทะเบียนบัญชีเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน โบราณวัตถุที่เสียหายหรือเสื่อมสภาพ จะได้รับการซ่อมสงวนรักษาตามหลักการอนุรักษ์และเก็บรักษาไว้ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และจะนำออกมาจัดแสดงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

อย. ประสานผู้ผลิต เร่งจัดหาหน้ากากอนามัย N95 หลังขาดตลาด

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวการเตือนภัยประชาชนจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน และหน่วยงานต่างๆ มีการแนะนำให้ใช้หน้ากากชนิด N95 ซึ่งเป็นหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ส่งผลให้หน้ากากชนิด N95 อยู่ในภาวะขาดตลาด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สำหรับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์และหน้ากากอนามัย N95 สามารถป้องกันการกระเด็นของของเหลว เช่น เสมหะ หรือน้ำมูก และสามารถลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรคเวลาไอหรือจาม ในขณะเป็นหวัดหรือใช้ตามโรงพยาบาลทั่วไปได้ สำหรับหน้ากากอนามัย แบบ N95 ในประเทศไทย มีผู้ผลิต 1 ราย และมีผู้นำเข้าอีก 1 ราย ซึ่ง อย. ได้ดำเนินการประสานกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าหน้ากากอนามัยให้เร่งผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยมาจำหน่ายอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของผู้บริโภค

เลขาธิการฯ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ตรวจสอบสภาพอากาศ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือการออกนอกบ้าน หากกรณีจำเป็นต้องไปที่กลางแจ้ง และไม่สามารถหาหน้ากากอนามัย N95 ได้ ก็สามารถใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาได้

ที่มา policenews

แม่ช็อค! กล้องวงจรปิด ถ่ายติดวิญญาณลูกชายเดินป้วนเปี้ยนในบ้าน

หญิงชาวอเมริกัน พบร่างเลือนรางลักษณะคล้ายลูกชายของตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้ว จากกล้องวงจรปิดภายในบ้าน

เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศรายงานเรื่องราวของนางเจนิเฟอร์ ฮอด์จ ที่อาศัยอยู่ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่วันหนึ่งพบความปกติจากภายที่ถ่ายด้วยกล้องวงจรปิด ปรากฏเป็นร่างคล้ายเงาลางๆ ซึ่งนางฮอด์จระบุว่า ร่างเลือนรางดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับบุตรชายคนโตของเธอที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน

รายงานระบุว่า ฮอด์จ และนางสาวลอเรน ฮอด์จ บุตรสาวคนเล็กวัย 21 ปี เล่าว่าระหว่างที่พวกเขากำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันในห้องนั่งเล่น ทันใดนั้นระบบกล้องวงจรปิดตัวที่อยู่ในครัวส่งสัญญาณเตือนเข้ามายังสมาร์ตโฟนของลอเรน ว่ามีความเคลื่อนไหวไม่ชอบมาพากล ลอเรนจึงหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดู พร้อมกับแสดงอาการตกใจอย่างหนัก เพราะกล้องจับภาพเงาเลือนรางปริศนาอยู่ภายในครัว

ทั้งนี้นางเจนิเฟอร์ ฮอด์จ ระบุว่าเงาปริศนาจากภาพที่ถ่ายด้วยกล้องวงจรปิด มีลักษณะเหมือนกับนายร็อบบี้ ฮอด์จ บุตรชายคนโตของนางฮอด์จที่เสียชีวิตไปแล้ว จากการใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าเกินขนาด และมีเว็บไซต์บางเว็บระบุว่าร็อบบี้ติดยาเสพติดและเสพเฮโรอีนเกินขนาดจนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2559 ขณะที่มีอายุได้เพียง 23 ปี

หลังจากเห็นภาพ นางฮอด์จและลูกสาวรีบวิ่งเข้าไปในห้องครัว เพื่อตรวจตราให้แน่ใจ แต่กลับไม่พบใคร รวมถึงไม่มีร่องรอยว่ามีการงัดแงะเข้ามาในบ้าน จากนั้นนางฮอด์จตัดสินใจอัพโหลดภาพดังกล่าวขึ้นเฟซบุ๊ก จนเป็นเรื่องราวโด่งดังไปทั่วโลก

ที่มา www.mirror.co.uk