กรมฝนหลวง ชี้แจงเหตุฝนไม่ตก เพราะการยกตัวของเมฆวันนี้ไม่ดี พรุ่งนี้เตรียมลุยใหม่

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รายงานปฏิบัติการทำฝนหลวงวันที่ 2 หลังนำเครื่องขึ้นบินเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา โดยทำให้เกิดกลุ่มเมฆฝนบริเวณพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และบริเวณเขตสายไหม เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ เนื่องจากค่าการยกตัวของเมฆในวันนี้ไม่ค่อยดี เนื่องจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมา จึงทำให้ไม่เกิดฝนบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะติดตามสภาพอากาศวันพรุ่งนี้อีกครั้ง ถ้ามีความพร้อมจะนำเครื่องขึ้นปฏิบัติการทันที

ที่มา จส.100

ตำรวจแจ้ง 3 ข้อหา หนุ่มยิงแฟนสาวหม้ายลูก 2 ดับ

ตำรวจแจ้ง 3 ข้อหา แฟนหนุ่มยิงแฟนสาวหม้ายลูกสองเสียชีวิต ด้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงยังทำใจไม่ได้และไม่ขออโหสิกรรมให้

ความคืบหน้าเหตุการณ์ น.ส.เตชิตา กฤตวัยพัก อายุ 24 ปี หรือมาย หรือชื่อเดิมคือ น.ส.ปิ่นมนัส หม้ายสาวลูกสอง ซึ่งประกอบกิจการแผงขายผลไม้ใน อ.หาดใหญ่กับครอบครัว ถูกนายธนพัฒน์ ไชยถาวร อายุ 26 ปี หรือปอน แฟนหนุ่มยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียนสุวรรณวงศ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวานนี้ ขณะขับรถเบนซ์ไปส่งลูกชายวัย 5 ขวบ และ 7 ขวบ ที่โรงเรียน จากเหตุหึงหวงที่ถูกบอกเลิกหลังคบหากันมาเกือบ 4 ปี

ล่าสุด ขณะนี้ นายธนพัฒน์ ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.หาดใหญ่ เนื่องจากสอบสวนไม่เสร็จ ทางพนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้และอาจจะนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม และได้ถูกแจ้งดำเนินคดีใน 3 ข้อหาคือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาและให้ความร่วมมือในการสอบสวนเป็นอย่างดี โดยทางพนักงานสอบสวนจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจ.สงขลาผลัดแรกในวันพรุ่งนี้ และคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ เผยว่า ในระหว่างที่ นายธนพัฒน์ ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขังยังคงมีอาการเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนศพของ น.ส.เตชิตา ญาติได้นำไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแก้วสว่าง ใน ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ท่ามกลางความโศกเศร้าของพ่อแม่และพี่ชาย ซึ่งไม่มีใครรับได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรูปหน้าศพของ น.ส.เตชิตา ยังคงใช้ชื่อเดิมและนามสกุลเดิมคือ น.ส.ปิ่นมนัส วัยพัก ส่วนชื่อใหม่ น.ส.เตชิตา นั้นเพิ่งเปลี่ยนมาได้ราว 1 อาทิตย์

นางอฑิพา กฤตวัยพัก อายุ 50 ปี ผู้เป็นแม่ เผยว่า ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียลูกสาวไปอย่างกะทันหัน เพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว ทั้งรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ งานบ้านทุกอย่างและกิจการแผงขายผลไม้ที่เป็นคนดูแลเองทั้งหมด รวมทั้งยังมีลูกชายอีก 2 คน ซึ่งยังอยู่อนุบาล 3 กับชั้น ป.2  ซึ่งทางครอบครัวรู้เรื่องราวปัญหาระหว่างลูกสาวกับนายธนพัฒน์มาตลอดและที่ผ่านมาได้เข้าไปช่วยเคลียร์จนคิดว่าสามารถตกลงกันได้แล้วและเลิกรากันไป ตัวนายธนพัฒน์เองก็เคยบอกว่า จะขอจบด้วยดี
แต่ปรากฏว่านายธนพัฒน์ ยังไม่ยอมเลิกราตามง้อและขอคืนดีมาตลอด ลูกสาวพยายามตีตัวออกห่างและครอบครัวก็ช่วยดูแลเพราะกลัวว่าจะได้รับอันตรายไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว แต่สุดท้ายนายธนพัฒน์ก็ไปดักรอขณะไปส่งลูกที่โรงเรียนและยิงเสียชีวิต

ซึ่งญาติทุกคนไม่มีใครรับได้และไม่ขออโหสิกรรมให้กับนายธนพัฒน์ และให้รับโทษสูงสุดทางกฏหมายประหารชีวิตและชดใช้กรรมที่ก่อไว้ ขณะนี้ลูกชายคนเล็กของลูกสาวอายุ 5 ขวบยังช็อคกับเหตุการณ์ต้องอยู่ที่บ้านและนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจากับใคร  สำหรับพิธีฌาปกิจศพของ น.ส.เตชิตา จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้

ย้อนรอย 600 ปี ‘วิกฤตหมอกมรณะ’ ที่อังกฤษคร่าชีวิต 12,000 ศพ

หมอกมรณะปี 1952

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในขณะนี้หลายจังหวัดทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตฝุ่นละอองในอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างร้ายแรง นอกเหนือจากประเทศไทยแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตดังกล่าวเช่นกัน

“The Great Smog of London“
“The Great Smog of London“

ใช่ว่าในอดีต จะไม่มีบทเรียนเกี่ยวกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ที่มาจากมลภาวะทางอากาศ เพราะเมื่อย้อนกลับไปในปี 1952 เกิดเหตุ ‘หมอกมรณะ’ ปกคลุมทั่วพื้นที่กลางกรุงลอนดอน ของอังกฤษและคร่าชีวิตประชาชนไปมากถึง 12,000 คน

หมอกสีดำอมเหลืองปกคลุมทั่วกรุงลอนดอน…

เหตุการณ์หมอกมรณะ ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร เหตุการณ์หนึ่งในกรุงลอนดอนเมื่อ 610 ปีที่แล้ว ถูกตั้งชื่อว่า “The Great Smog of London“ หรือ “หมอกซุปถั่ว” (Pea-Soupers) เหตุการณ์นี้ถูกเรียกชื่อว่าเนื่องจากหมอกเหล่านี้มีลักษณะเป็นสีดำอมเหลือง คล้ายกับสีของซุปถั่วนั่นเอง

ไล่เรียงเหตุการณ์

  • 4 ธันวาคม 1952

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มรณะใจกลางลอนดอน  เริ่มต้นจากวันที่ 4 ธันวาคม เกิดปรากฏการณ์ “แอนติไซโคลน” (Anticyclone) ในวันนั้นเอง บรรยากาศในพื้นที่เกิดเหตุ ไร้ลม และยังมีกลุ่มควันที่ถูกปล่อยออกมาจากปล่องไฟต่าง ๆ จำนวนมาก จนนำมาสู่สถานการณ์หมอกพิษที่ปกคลุมไปทั่วลอนดอน ในตอนแรกประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ชะล่าใจถึงความผิดปกติดังกล่าว และต่างพากันคิดว่า หมอกดังกล่าว เป็นหมอกควันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งตามปกติทั่วไปในกรุงลอนดอน

  • 5 ธันวาคม 1952

หมอกเริ่มปกคลุมไปทั่วทุกที่ ประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะการสัญจรไปในที่แจ้ง เนื่องจากลอนดอนมีทัศนวิสัยเลวร้ายกลายเป็นศูนย์ ผู้คนเริ่มมองไม่เห็นแม้แต่เท้าของตัวเอง หรือแม้แต่การให้สัญญาณด้วยไฟด้านหน้ารถคันอื่น ๆ กิจกรรมที่ต้องอยู่ในที่โล่งแจ้งถูกระงับ หมอกควันเริ่มเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนมากขึ้น ๆ

  • 8 ธันวาคม 1952

อากาศเป็นพิษจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อย ๆ แม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาคาร ก็ไม่ปลอดภัยจากมลภาวะเหล่านี้ ประชาชนเริ่มมีอาการหายใจสั้น และทางเดินหายใจเริ่มมีปัญหา และไม่นานก็มีประชาชนเริ่มเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 4,000 คนจากโรคหนองในปอด และอีก 100,000 คนป่วยหนักจากโรคทางระบบทางเดินหายใจ

  • 10 ธันวาคม 1952

ทุกอย่างก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติหลังหมอกเริ่มจางลงและลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

หมอกมรณะมาได้อย่างไร ?

ตามปกติทั่วไปแล้ว ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ประเทศอังกฤษจะมีอากาศหนาวเย็นจนผู้คนตามบ้านเรือนและโรงงานถ่านหินต้องมีการเผาถ่านหินมากกว่าปกติเพื่อเพิ่มความอบอุ่น นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่ง ที่สร้างฝุ่งละอองในอากาศ รวมถึงยังมีมลพิษจากควันของบุหรี่และไอเสียจากรถยนต์ดีเซลที่วิ่งตามท้องถนนอีกด้วย

ทว่าเมื่อช่วงปี 1950  โรงงานถ่านหินในลอนดอนและบริเวณใกล้ ๆ อย่างที่ ฟูแลม, แบตเทอร์ซี, กรีนิช และแบงค์ไซด์ มีการปล่อยมลพิษทางอากาศมากกว่า 1,000 ตันต่อวัน ซึ่งมาพร้อมกับก๊าซอันตรายต่อร่างกายอย่าง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และกรดไฮโดรคลอริก

ผลกระทบด้านสุขภาพ

ผู้เสียชีวิตจากหมอกมรณะครั้งนั้นส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจอยู่เป็นทุนเดิม นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบในระยะยาว ไปจนถึงปี 1953 ที่มีผู้เสียชีวิตรวมในขณะนั้นถึง 6,000 คน และมีอาการป่วยถึง 25,000 คน

แม้ว่าหมอกมรณะ จะปกคลุมในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ แต่อัตราการตายยังคงเพิ่มขึ้นเป็นเวลานานหลายเดือนหลังจากนั้น การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การขาดออกซิเจน การอุดตันทางเดินหายใจโดยหนองที่เกิดจากการติดเชื้อในปอด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฝุ่งละอองในอากาศ มีการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เหตุหมอกมรณะเมื่อปี 1952 มีจำนวนมากถึง 12,000 คน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่วิกฤตมลพิษถ่านหินในช่วงศตวรรษที่ 13 ‘The Great Smog of London’ ถือเป็นเหตุการณ์ด้านมลภาวะที่เลวร้ายที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง ที่มีประชาชนชาวอังกฤษสังเวยชีวิตไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์

จากยอดผู้เสียชีวิตที่มีจำนวนมากจากเหตุการณ์หมอกมรณะ ก่อให้เกิดแรงผลักดันสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสมัยใหม่และเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในอังกฤษ เนื่องจากประชาชนตระหนักได้ว่า ปัญหาหมอกควันเป็นอันตรายถึงชีวิต

รัฐบาลอังกฤษมีการรับมือ และพยายามจะแก้ไขสถานการณ์หมอกมรณะ ด้วยการกฎหมายจัดการมลพิษทางอากาศฉบับแรกในปี 1956 หรือที่เรียกว่า Clean Air Act 1956

พร้อมกันนี้ มีการกำหนดระเบียบใหม่มาใช้เพื่อจัดการกับการใช้เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม รวมถึงมีการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมตามมาหลายฉบับ มีการเสนอสิ่งจูงใจทางการเงินแก่ผู้คน ให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานอื่น เพื่อทดแทนพลังงานถ่านหิน ที่สร้างมลภาวะทางอากาศอย่างมาก

ปัญหาหมอกควันในอังกฤษเมื่อปี 2007

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบทเรียนเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ แต่ประชาชนตาดำ ๆ ในประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนบางส่วนยังขาดความรู้ หรือการรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ถูกต้อง จึงเป็นการยากที่จะคาดเดาว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้างมลพิษทางอากาศที่ถูกต้อง จะเกิดความสูญเสียอีกมากมายเท่าใดในอนาคต.