พบศพหนุ่มผูกคอตายใต้สะพานข้าม คลองสะพานใหม่ จนท.เร่งติดตามญาติ

ร.ต.ท. วรณัฐ วงศ์คำ รองสว.(สอบสวน) สน.บางเขน ได้รับแจ้งเหตุพบชายหนุ่มผูกคอเสียชีวิตใต้สะพานข้ามคลองสะพานใหม่ จึงเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบเป็นเพศชาย ทราบชื่อคือ นายธนกร พงศ์อายุกูล อายุประมาณ 25 ปี สวมใส่เสื้อสีขาว กางเกงขายาว ในที่เกิดเหตุพบกระเป๋าตังค์และซองบุหรี่ ผู้เสียชีวิตได้ใช้สายไฟหรือสายเบเบิ้ลผูกคอตนเอง ใต้สะพาน

สอบถามชาวบ้านระแวกดังกล่าว บอกว่าไม่คุ้นหน้าผู้เสียชีวิต เบื้องต้นแพทย์นิติเวช เข้าชันสูตรศพในที่เกิดเหตุแล้ว โดยร้อยเวรได้มอบหมายให้ อาสาสมัครกู้ภัยปอเต๊กตึ๊ง นำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลภูมิพล เพื่อชันสูตรศพอย่างละเอียด พร้อมกับเร่งประสานติดตามญาติให้ทราบเรื่องต่อไป

ที่มา Policenews

‘วีระ สมความคิด’ แจ้งความ บก.ปอท.ดำเนินคดี รองนายกฯ-สื่อดัง

วีระ สมความคิด เลขาฯ คปต. แจ้งความ บก.ปอท.ดำเนินคดี วิษณุ รองนายกฯ และ สื่อดังแห่งหนึ่ง ลงข่าวอันเป็นเท็จ กรณีให้สัมภาษณ์ว่ามีการยึดทรัพย์ที่ดินของ ‘กำนันเป๊าะ รอขายแล้ว’ ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีการยึดเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  นายวีระ สมความคิด อายุ 61 ปี ที่อยู่ 75 ซอยนวธานี 1 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กทม. เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.) เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ศตวรรฒ แวงแสน รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. แจ้งว่าเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2561 เวลาประมาณ 15.00 น. ตนได้พบว่าสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ได้มีการนำเสนอและพาดหัวข่าวว่า “วีระ หน้าแตก ! วิษณุ ระบุยึดที่ดิน กำนันเป๊าะ รอขายแล้ว ตั้ง ‘สนธยา’ ไม่ขัดคุณสมบัติ”

ซึ่งข้อความดังกล่าวตนเห็นว่าการที่สำนักข่าวแห่งนี้ นำถ้อยคำของนายวิษณุ เครืองาม มาลงเว็บไซด์ดังกล่าวทำให้ประชาชนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจว่ามีการยึดทรัพย์ของกำนันเป๊าะแล้ว
ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จึงต้องมาแจ้งความ บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีกับนายวิษณุ เครืองาม และสำนักข่าวแห่งนี้ ร่วมกันนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด

นายวีระ กล่าวต่อว่า คุณวิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ตนเชื่อว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับการที่ไปยืนยันว่า คุณสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยาได้ไปนำยึดทรัพย์ของกำนันเป๊าะเพื่อชดใช้ให้แก่เมืองพัทยาตามคำพิพากษาของศาลฎีกาจำนวนกว่า 100 ล้านบาท

“คุณวิษณุไปบอกว่าเขามีการยึดทรัพย์มาบางส่วนแล้ว มีการขายบางส่วน บางส่วนกำลังรอการขายอยู่ ซึ่งจากข้อมูลที่เราทราบมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร้องเรียนเรามานั้นพบว่ายังไม่มีการยึดทรัพย์เลย”

ตนได้ทวงถามคุณวิษณุในเรื่องนี้มาตลอดทุกเดือนหลังจากที่คุณวิษณุไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 แต่คุณวิษณุก็เงียบอย่างเดียว แม้จะมีสื่อมวลชนอื่นๆ ช่วยกันสอบถามทวงถามในเรื่องเดียวกันนี้ก็ไม่เคยตอบ ไม่เคยเอาหลักฐานมาแสดงว่ามีการยึดทรัพย์จริงหรือไม่ ไม่มีการเปิดเผยต่อสังคมเลย

วันนี้ตนเห็นว่าเวลาผ่านมาแล้วหลายเดือน คุณวิษณุ ก็ยังไม่ดำเนินการอะไรให้เกิดความชัดเจน ที่อ้างว่ามีการยึดทรัพย์จริงก็ต้องเอาหลักฐานมาเปิดเผยได้

“ดังนั้นตนเห็นว่าสิ่งที่คุณวิษณุนำเสนอต่อสังคมด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 28 ก.ย. 2561 นั่นเป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จและสื่อมวลชนแนวหน้าฯ เอาไปเผยแพร่ เป็นการสร้างความเสียหายต่อรัฐ ทำให้มีคนได้รับประโยชน์โดยมิชอบ คนที่กำลังจะถูกบังคับคดีก็เลยสบายไป ทำให้คนทั้งประเทศไปเข้าใจว่าเรื่องนี้มีการยึดทรัพย์แล้ว ทั้งที่ยังไม่มีการยึดทรัพย์อะไรเลย”

เรื่องนี้ทางพนักงานสอบสวน บก.ปอท.จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา ก่อนเสนออัยการดำเนินการต่อไปว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าไม่สั่งฟ้องตนก็จะมีมาตราการที่จะดำเนินการต่อไป เพื่อทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

คุม ‘ไอปุ๊’ เขยโหดยิง 5 ศพ ทำแผน อ้างแค้นไม่คืนเงิน เจอแจ้ง 5 ข้อหา

เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ คุมตัวนายธีรพล ปิ่นอมร หรือปุ๊ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงครอบครัวของภรรยาเสียชีวิตรวม 5 ศพ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้พื้นที่ด้านหลังของกองบังคับการเป็นสถานที่การทำแผนแทน เพราะกังวลว่าหากไปทำแผนยังจุดเกิดเหตุจริง นายปุ๊ อาจจะถูกจากชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์

ทั้งนี้ ตลอดการทำแผน นายปุ๊ ได้สารภาพทุกข้อกล่าวหา นำชี้จุดต่างๆ และอธิบายการก่อเหตุทุกประการ ซึ่งการจำลองเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่นายปุ๊ มีปากเสียงกับภรรยา และพ่อตาที่โรงจอดรถ เรื่องทรัพย์สินที่ทุ่มเทให้ โดยมีการขอให้พ่อตาโอนรถคืนให้ แต่ภรรยาและพ่อตาบอกว่าให้ไปฟ้องร้องเอา พร้อมทั้งท้าทายให้ยิงตนเองเลย นายปุ๊ จึงได้ชักอาวุธปืนยิงพ่อตา ก่อนจะยิงภรรยา และไล่ยิงน้องเมีย กับคู่เขยได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่ อีกจุดหนึ่ง เป็นการจำลองเป็นบ้านพักของแม่ยาย ซึ่งนายปุ๊ขับรถออกจากบ้านหลังแรกไปบ้านหลังที่ 2 เมื่อไปถึงได้เข้าไปยิงแม่ยาย และพี่สาวฝาแฝดของแม่ยายที่กำลังนั่งทานข้าวด้วยกัน ก่อนจะออกมาพบพี่สาวอีกคนหนึ่งของแม่ยายที่อยู่หน้าบ้าน หลังก่อเหตุได้หลบหนีไปที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนจะทิ้งรถไว้โรงแรมแห่งหนึ่ง และยืมรถจักรยานยนต์แม่บ้านขับออกไปทิ้งไว้หน้าโรงลิเก และโบกรถกระบะที่ขับผ่านขอติดรถเข้ากรุงเทพฯ โดยให้ค่าน้ำมัน 1,000 บาท แต่ระหว่างทางนายปุ๊ได้ขอลงที่จังหวัดพิจิตร ก่อนหลบหนีไปยังจังหวัดระนองและถูกจับกุม

ในการจำลองเหตุการณ์มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมสังเกตการณ์ด้วยหลังการจำลองเหตุการณ์ ตำรวจได้แจ้ง 5 ข้อหากับ นายปุ๊ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง , พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและยิงปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ทำการฝากขังต่อศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ทันที

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ระบุว่า หลังเกิดเหตุตำรวจหลายหน่วยงานสนธิกำลัง ร่วมกันติดตามจับกุมตัวนายปุ๊ได้ พร้อมกับอ้างว่า ที่ก่อเหตุเกิดจากความแค้นและบันดาลโทสะ เพราะที่ผ่านมามีการทะเลาะกันมาโดยตลอดรวมถึงเรื่องทรัพย์สินที่ผู้ต้องหาขอคืนจากครอบครัวผู้ตาย ส่วนกระแสข่าวเรื่องเงิน 30 ล้านบาท ของผู้ต้องหา นั้น จะทำการสืบสวนขยายผลต่อไปว่า มีจริงหรือไม่ และได้เงินมาจากไหน เพราะจากการตรวจสอบประวัติ พบว่า ผู้ต้องหาถูกฟ้องร้องคดีฉ้อโกงเงิน ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ด้วย

ที่มา Policenews