ศธ. ให้โรงเรียนพิจารณาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หลังเผชิญภาวะฝุ่นละอองเป็นพิษ

กระทรวงศึกษาธิการ ให้โรงเรียนพิจารณาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตามความเหมาะสม ของแต่ละพื้นที่ หลังกรุงเทพฯและปริมาณฑล เผชิญกับภาวะฝุ่นละอองเป็นพิษ

นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ กช. และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และอยู่ระหว่างดูรายละเอียด ศึกษาผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพนักเรียนอย่างไร พร้อมหามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้นักเรียนได้รับผลกระทบ

ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำลังหามาตรการป้องกันให้กับนักเรียนในสังกัดเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนอายุน้อย ที่อยู่ในระดับชั้นเตรียมอนุบาล ระดับชั้นอนุบาล ซึ่งหากโรงเรียนใด อยู่ในจุดเสี่ยง ก็ให้ปรับกิจกรรมตอนเช้าตามความเหมาะสม แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้มีมาตรการสั่งโรงเรียนงดกิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้า

ด้าน นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กำชับให้ผู้บริหารและสถานศึกษาในสังกัด ป้องกันสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง โดยให้พิจารณาว่าหากกิจกรรมใดที่ทำให้เด็กได้รับฝุ่น หรือโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมาก ก็ขอให้เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

ด้านนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หากผู้ประกันตนเกิดเจ็บป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน หลังจากนั้นญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามสิทธิทราบโดยด่วน เพื่อรับตัวไปรักษาต่อและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยจะนับตั้งแต่เวลาที่โรงพยาบาลได้รับแจ้งไปจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา

ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามสิทธิทราบ สปส.จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 3 วันแรก หรือ 72 ชั่วโมง ตามหลักเกณฑ์ และอัตราที่กำหนด ผู้ประกันตนที่สำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อนสามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ โดยนำหลักฐานมายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน คือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01),ใบรับรองแพทย์,ใบเสร็จรับเงิน และสำเนาสมุดบัญชี เงินฝากธนาคารหน้าแรกที่มีชื่อผู้ประกันตน – เลขที่บัญชี

เปิดประเด็นสำคัญการลงทุนหุ้นไทยวันนี้

หุ้นไทย คาดแกว่งตัว Sideways Up จากกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันดิบกลับมาบวกแรง เน้นสะสมหุ้นพื้นฐานกลับในช่วงตลาดพักตัว

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ระบุบทวิเคราะห์วันนี้ (16 ม.ค.) ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย คาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways Up ได้จากกลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะนำตลาด หลังราคาน้ำมันดิบกลับมาบวกแรงจากการที่จีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่

ขณะที่สภาอังกฤษโหวตคว่ำร่างข้อตกลง Brexit โดยคะแนน 432 ต่อ 202 เสียงทำให้ยังมีความไม่แน่นอนสำหรับการเมืองอังกฤษและการแยกตัวออกจาก EU ขณะที่วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อเนื่อง เรามองว่ากระแส
เงินทุนมีโอกาสไหลเข้า Emerging Market ในระยะนี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย ยังเน้นสะสมหุ้นพื้นฐานกลับในช่วงตลาดพักตัว พอร์ตหลักยังถือต่อ ขณะที่หุ้นเด่นเดือน ม.ค. ได้แก่ BBL, BEM, CK, CPALL, ERW

ประเด็นสำคัญวันนี้

(+) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น โดย NYMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. +1.60 ดอลลาร์ (+3.2%) มาอยู่ที่ 52.11 ดอลลาร์/บาร์เรล ตอบรับกับมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน และตลาดที่คาดหวังว่าสต็อคน้ำมันดิบของสหรัฐจะลดลง อีกทั้งยังมีประเด็นความกังวลด้านสงครามตะวันออกกลางที่อาจกลับมาอีกครั้ง เป็นบวกต่อ PTTEP PTT และ PRM

(+) กลุ่มมีเดีย ที่ประชุม กสทช.วาระพิเศษ เมื่อวาน (15 ม.ค.) เห็นชอบหลักการร่างหลักเกณฑ์เรียกคืนคลื่น 700 MHz เพื่อประมูล 5G และมาตรการเยียวยาทีวีดิจิทัลจากเงินประมูล โดยคาดจะนำร่างไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในปลายเดือนก.พ. หวังประมูลเดือนพ.ค.19

หากมีมาตรการเยียวยาออกมาจริง จะเป็นการช่วยเหลือครั้งที่ 3 และจะท้าให้มีการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มทีวีมากขึ้น โดยเฉพาะ BEC และ WORK ที่ราคาลงมาแรงมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่เรายังมองการประมูลมีโอกาสล่าช้า และความสนใจเข้าร่วมประมูลคลื่นของผู้ประกอบการมือถือไม่น่ามาก

เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้เงินไปกับการประมูลคลื่นหลายครั้ง เราให้น้ำหนักกับปัญหาหลักของธุรกิจทีวี คือ ด้านรายได้ที่ถูกกระทบจากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการมากราย และการถูกแย่งเม็ดเงินจากสื่อ Digital ใหม่ๆ TopPick ในกลุ่มยังคงเป็น RS (ราคาเป้าหมาย 18) VGI (ราคาเป้าหมาย 8.70) และ PLANB (ราคาเป้าหมาย 8.20)

(-) AOT ราคาหุ้นร่วง 2.6% วานนี้มาจากความกังวลใน 2 ประเด็น คือ (1) กรมธนารักษ์มีแผนจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพิ่มอีก 3-4% (2) ภาวะหมอกควันปกคลุมกรุงเทพฯ ที่อาจกระทบการท่องเที่ยว เรามองว่าทั้ง 2 ประเด็นเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น ซึ่งจะถูกหักล้างได้ทั้งหมดจากงบ 1Q19 (ต.ค.-ธ.ค. 18) ที่คาดว่าจะออกมาดี

เพราะจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารยังเติบโต และมีการทำโปรโมชั่นกระตุ้นช่วง Off Peak ขณะที่ภาพระยะยาวจะได้แรงหนุนจากการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่จะทำให้รายได้เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2021 ตามพื้นที่และค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นการพักตัวของราคาหุ้นจึงถือเป็นโอกาสซื้อลงทุน ราคาเป้าหมาย 73 บาท

จีน-แคนาดาเปิดศึกวิวาทะรอบใหม่

จีนและแคนาดาเปิดศึกวิวาทะรอบใหม่ หลังความขัดแย้งปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งจากกรณีศาลจีนสั่งประหารผู้ต้องหาชาวแคนาดา

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ออกมาวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรง หลังศาลชั้นกลางของจีนพิพากษาประหารชีวิตนายโรเบิร์ต ลอยด์ เชลเลนเบิร์ก ชาวแคนาดา ฐานลักลอบขนยาเสพติด และปฏิเสธเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูตของนายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตชาวแคนาดา

นายทรูโด กล่าวว่า ในฐานะรัฐบาล เราจะทำให้นโยบายเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้สามารถไกล่เกลี่ยกรณีที่พลเมืองแคนาดาเผชิญโทษประหารในประเทศต่างๆ และเราจะทำเช่นนั้นในกรณีล่าสุดนี้

แต่นี่เป็นเรื่องที่ทุกประเทศควรกังวลอย่างมาก กรณีที่จีนเลือกใช้ระบบยุติธรรมตามอำเภอใจ และเลือกที่จะไม่เคารพแนวปฏิบัติเรื่องเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต

ขณะที่จีนออกมาตอบโต้เมื่อวานนี้ โดยนางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า ความเห็นดังกล่าวขาดความตระหนักพื้นฐานเกี่ยวกับระบบกฎหมาย และเป็นเรื่องน่าผิดหวัง

พร้อมกับเตือนให้แคนาดาเคารพหลักนิติธรรม รวมทั้งเคารพอำนาจอธิปไตยทางกฎหมายของจีน แก้ไขความผิดพลาด และยุติการแสดงความเห็นอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นางหัว กล่าวด้วยว่า จีนคาดหวังให้แคนาดาตระหนักถึงความผิดพลาดร้ายแรงที่ก่อขึ้น รวมทั้งแก้ไขให้เร็วที่สุด และขอเตือนให้แคนาดารีบปล่อยตัวนางเมิ่ง วานโจว ผู้บริหารบริษัทหัวเว่ย ซึ่งถูกจับกุมอย่างไร้เหตุผล

การตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนระหว่างจีนและแคนาดา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างกัน นับตั้งแต่ทางการแคนาดาจับกุมผู้บริหารบริษัทหัวเว่ย ตามคำขอของทางการสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม หลังจากนั้นจีนก็จับกุมชาวแคนาดา 2 คน คือ นายคอฟริก และนายไมเคิล สเปวอร์ นักธุรกิจชาวแคนาดา