ระทึก! สาวซิ่งรถแวนชนหกล้อแขวงการทาง เจ็บสาหัส

ระทึก! สาวซิ่งรถแวนชนหกล้อแขวงการทาง บริเวณถนนพหลโยธินขาเข้าช่องทางด่วน กม.38+200 บาดเจ็บเจ็บสาหัส

วันที่ 29 ม.ค. 62 เมื่อเวลา 16.00 น. พ.ต.ต.บุญสิงห์ สุทธิ สารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุบริเวณถนนพหลโยธินขาเข้าช่องทางด่วน กม.38+200 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถกู้ชีพเทศบาลเมืองคลองหลวง อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รถกู้ชีพโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ อาสาหงสกุล

ที่เกิดเหตุพบรถหกล้อยี่ห้ออีซูซุสีเหลืองหมายเลขทะเบียน98-9775 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของแขวงการทางปทุมธานี ถูกชนตกอยู่ร่องกลางถนนเลนทางด่วน ห่างกันเล็กน้อยพบรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุรุ่นมิวเซเว่นสีขาว หมายเลขทะเบียน กจ 3355 ปทุมธานี สภาพด้านหน้ารถพังยับเยินเสียหายทั้งคัน ส่วนคนขับเป็นหญิง 1 รายบาดเจ็บสาหัส ไม่มีเอกสารทางราชการติดตัวรถกู้ชีพโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ นำส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังมีรถถูกชนเสียหายอีก 2 คัน 1.รถกระบะยี่ห้ออีซูซุสีบรอนด์หมายเลขทะเบียน 6กข 8405 กรุงเทพมหานคร 2.รถกระบะยี่ห้ออีซูซุสีดำหมายเลขทะเบียน ฎย 2301 กรุงเทพมหานคร ทั้ง 2คันสภาพด้านหน้าพังยับเยิน

นายจรัส สังวาลทรัพย์ อายุ 53 ปีพนักงานขับรถแขวงการทางปทุมธานี เปิดเผยว่า ตนเองขับรถแขวงการทางปทุมธานีมาจอดอยู่ทางด้านช่องเลนด้านขวาสุดเพื่อรับคนงานกลับบ้านและเปิดไปสัญญาณเตือนเอาไว้ ขณะนั้นได้มีรถของคนเจ็บพุ่งเข้ามาชนรถที่ตนนั่งอยู่จนตกลงไปข้างถนนหน้าอกกระแทกพวงมาลัยได้รับบาดเจ็บส่วนรถยนต์ที่เหลือตนเองไม่ทราบว่ามาชนกันได้อย่างไร

ทางด้านพ.ต.ต.บุญสิงห์ สุทธิ สารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วจึงได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานได้นำรถที่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมดออกจากพื้นการจราจรเพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุดและได้นำคนขับรถทั้งหมดไปสอบสวนอีกครั้งที่สภ.คลองหลวง

รวบ ‘ป้าคำ มหาภัย’ แก๊งมอมยารูดทรัพย์ต่างชาติเที่ยวเมืองพัทยา

รวบ ‘ป้าคำ มหาภัย’ แก๊งมอมยารูดทรัพย์ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

วันนี้(29 ม.ค. 62) เมื่อเวลา 17.30 น. พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก. สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ ผกก.ตม.จว.ชลบุรี และ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา นำกำลังชุดสืบสวน ได้ร่วมกันจับกุมตัว นางคำ ปาคำ อายุ 48 ปี ที่อยู่ 134 หมู่ 1 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาคดีมอมยารูดทรัพย์นักท่องเที่ยว พร้อมของกลาง นาฬิกาหรู ยี่ห้อดังกว่า 10 เรือน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยมี นายแดเนียล เจมส์ บูธ อายุ 27 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ เป็นผู้เสียหาย

สืบเนื่องจาก เช้าของวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ ผู้เสียหาย กำลังเดินเข้าห้องพักแห่งหนึ่ง ย่านซอยบัวขาว พัทยากลาง ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากไปดื่มสุรากินที่ห้องพักขเพื่อน ระหว่างเดินทางได้พบกับ ผู้ต้องหา ยืนอยู่บริเวณดังกล่าวจึงได้ชักชวนมาปาร์ตี้กันที่ห้องพักของผู้เสียหาย จากนั้น ผู้ต้องหา ได้แอบเอายาสลบใส่ลงไปผสมกับเครื่องดื่มให้ ผู้เสียหาย รับประทาน เมื่อยาออกฤทธิ์และผู้เสียหายสลบลงกับไปกับที่นอนไม่นาน ผู้ต้องหา ได้ลักทรัพย์โทรศัพท์มือ 1 เครื่อง ที่ชาร์จไว้อยู่บริเวณปลายเตียงนอน และนาฬิกาหรู ยี่ห้อ นาฬิกา โลแรกซ์ ที่วางไว้ภายในห้องพัก แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากเกิดเหตุ ตำรวจ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมกัน ลงพื้นที่ตรวจสอบ ภาพกล้องวงจรปิดของห้องพัก โดยสามารถบันทึกเหตุการณ์ ขณะที่ ผู้ต้องหา เดินออกมาจากห้องพัก ผู้เสียหายเพียงลำพัง จนกระทั่งทราบข้อมูลว่า ผู้ต้องหา มักจะมายืนเตร็ดเตร่ค้าประเวณีบริเวณซอยบัวขาว จึงช่วยเฝ้าระวัง จนสามารถจับกุมได้และนำตัวไปค้นห้องพัก ซึ่งไปพบกับทรัพย์สินหลายรายการที่ลักขโมยมา เช่นนาฬิกาข้อมือหรู ยี่ห้อดังจำนวนมาก

เบื้องต้น ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับหญิงไทยในภาพกล้องวงจรปิดจริง และได้ไปหลับนอนกับชาวต่างชาติและลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปจริง และเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วอีก 3 ครั้ง อย่างไรก็ตามตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์หรือรับของโจร” ตามกฎหมายอาญามาตรา 335 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

รอไปก่อน! ยังไม่เปิดให้เข้าสัมผัสบรรยากาศด้านใน ‘ถ้ำหลวง’ อย่างไม่มีกำหนด

รอไปก่อน! แจ้งยังไม่เปิดให้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านใน ‘ถ้ำหลวง’ อย่างไม่มีกำหนด

วันนี้ (29 ม.ค.) ที่ห้องธรรมลังกา ศาลากลาง จ.เชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบูรณะปรับปรุงฟื้นฟู วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะนำโดยนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

โดยพล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเหรือ หรือหน่วยชีล ได้นำคณะเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ หน่วยชีล หน่วยกู้ภัย เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มิสเตอร์เวิร์น อันสเวิร์ธ นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ เข้าสำรวจภายในถ้ำหลวงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีจำนวน 13 คนแล้วเสร็จ เพื่อเตรียมเก็บกู้อุปกรณ์ที่คงค้างภายในและสำรวจเพื่อเตรียมเปิดถ้ำในอนาคต

ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ทางนายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สรุปว่าจากปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าพื้นที่ลึกจากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งแต่โถงที่ 3 ไปจนถึงบริเวณสามแยกก่อนเลี้ยวซ้ายไปทางเนินนมสาวและหาดพัทยาซึ่งเป็นจุดที่ทีมหมูป่าเคยติดอยู่พบว่าเต็มไปด้วยโคลนเลนระยะทางกว่า 450 เมตร ลักษณะเป็นท่อยาวขนาดใหญ่ ส่วนตรงสามแยกยังมีน้ำท่วมและมีทรายอุดรูที่จะใช้เดินทางต่อไปอีกด้วย ทำให้คณะได้ยุติการสำรวจเพราะคาดว่าสาเหตุที่เด็กๆ ทีมหมูป่าเข้าไปได้ก่อนเหตุการณ์ติดถ้ำวันที่ 23 มิ.ย. 2561 ก็เพราะเห็นว่าไม่มีน้ำดังกล่าว แต่น้ำได้ไหลออกมาปิดทับภายหลัง กระนั้นเจ้าหน้าที่ได้พบถังอัดอากาศคงค้างอยู่ภายใน 379 ถัง อุปกรณ์สื่อสาร กระดาษฟรอยด์ สายไฟฟ้า ท่ออากาศ เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ ซึ่งได้ทำบันทึกข้อมูลและภาพถ่ายเอาไว้แล้ว

นายภาสกร กล่าวว่า ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปทำการวิเคราะห์ดูว่าอุปกรณ์ใดสมควรหรือไม่สมควรนำเอาออกมาจากถ้ำก่อน ส่วนการจะเข้าไปสำรวจอีกครั้งหรือนำอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาแล้วแยกแยะว่าจะนำไปไว้ ณ จุดใด หรือส่งมอบให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของได้อย่างไรนั้นคงต้องใช้เวลา เพราะในปัจจุบันถ้ำดังกล่าวอยู่ภายใต้คำสั่งกองอำนวยการ ปภ.จ.เชียงราย ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออกหากไม่ได้รับอนุญาต เพื่อความปลอดภัยจึงยังไม่มีกำหนดการณ์จะเข้าไปใหม่อีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุดยังมีน้ำ และไม่สามารถทราบปริมาณน้ำได้จากภายนอก

ดังนั้นที่ผ่านมาเมื่อน้ำปากถ้ำแห้งสนิทและเข้าสู่ฤดูแล้งเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปสำรวจจนพบสถานการณ์ดังกล่าวส่วนการจะเข้าไปอีกครั้งคาดว่าต้องรออย่างน้อย 1-2 เดือน อย่างไรก็ตามในช่วงที่รออยู่นี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็อยู่ระหว่างผลักดันให้วนอุทยานเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างเต็มตัวเพื่อจะได้พัฒนาได้ โดยเฉพาะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไปเยือนจำนวนมากจึงจะมีการดำเนินการด้านนี้เป็นหลักก่อนและคาดว่าทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ราวปลายปี 2562 นี้ต่อไป

นอกจากนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมมีการแจ้งว่าในปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกฐานะวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติในรูปแบบอุทยานประวัติศาตร์แล้วเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา และให้นายกวี ประสมพล เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ดังนั้นทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ซึ่งเป็นต้นสังกัดจึงได้นำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) เจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ฉก.ม.2 ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง ฝ่ายปกครองและเจ้าของพื้นที่ทำกินที่ติดกับแนวเขต ทำการสำรวจแนวเขตเพื่อการจัดตั้งดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 14 หมู่บ้าน 4 ตำบลคือ ต.โป่งผา ต.โป่งงาม ต.เวียงพางคำ และ ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย ระยะทางประมาณ 43.02 กิโลเมตร รวมเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ โดยเป็นเขตวนอุทยานถ้ำหลวงฯ เดิมประมาณ 5,000 ไร่ และบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนซึ่งทางกองทัพบกขอใช้พื้นที่และทางโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่

ซึ่งปัจจุบันทางกรมอุทยานแห่งชาติได้ทำหนังสือแจ้งหน่วยงานต่างๆ จนได้รับความเห็นชอบแล้วรวมทั้งทำประชาคมชาวบ้านทั้ง 4 ตำบล ภายใต้หลักการว่าต้องไม่ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน และชาวบ้านต้องได้รับประโยชน์จากการมีอุทยานแห่งชาติใหม่ดังกล่าวด้วย พบว่าการดำเนินการผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จะสรุปรายงานโดยได้แจ้งกรมอุทยนแห่งชาติฯ ให้ได้รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ส่วนการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ ทั้งถนน จัดระเบียบร้านค้า การจราจร สถานที่จอดรถ ฯลฯ พบว่าทั้งกรมอุทยานแห่งชาติฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินหน้าดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องแม้ว่าบางโครงการจะตัดขัดเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่เนื่องจากก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ อย่างเป็นทางการนี้ พื้นที่หลายส่วนยังอยู่ในการดูแลของหน่วยงานเดิมอยู่ทำให้มีความสับสนในการขออนุญาตใช้พื้นที่กันอยู่ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ทางนายภาสกรพยายามให้มีการขออนุญาตให้ถูกหน่วยงานเพื่อให้การพัฒนาคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้วต่อไป

ภาพจาก PR.Chiangrai ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย