เซียนพระทุ่มเงินหมื่นหาซื้อ ‘เหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นปี 2512’

ผู้นิยมพระเครื่องมาหาเช่าเหรียญหวงพ่อคูณรุ่นต่างๆกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บไว้บูชาและน้อมรำลึกถึงหลวงพ่อคูณ

วันที่ 29 ม.ค. 62 บรรยากาศในต่างจังหวัดของวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่แผงพระเครื่องในตัวเมืองชัยนาท มีผู้นิยมพระเครื่องมาหาเช่าเหรียญหวงพ่อคูณรุ่นต่างๆกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บไว้บูชาและน้อมรำลึกถึงหลวงพ่อคูณ โดยเฉพาะบรรดาเซียนพระเองก็ออกมาหาซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรด้วยเช่นกัน

โดยคุณจิดาภา อินทร์เมือง เจ้าของแผงพระเปิดเผยว่า เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นที่ถูกถามถึงมากที่สุดในระยะนี้ก็คือ รุ่นปี 2512 หรือรุ่นโยนบ่อ ที่เป็นรุ่นดังและเป็นที่ต้องการของตลาดพระเครื่อง โดยราคาเช่าซื้อจะตั้งไว้ที่ราคาหลักหมื่นบาท ตามความสวยและสมบูรณ์ของเหรียญ

ซึ่งเซียนพระหลายคนบอกว่าถ้าสภาพสวยๆก็มีถึง 2-3 หมื่นบาทเลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะมีการให้ราคาที่สูงแต่ก็ไม่สามารถหาพระหลวงพ่อคูณรุ่นโยนบ่อ 2512 ได้ง่ายนัก เพราะเซียนพระแต่ละคนที่มีเก็บอยู่ก็จะหวังเก็งกำไรในอนาคต ส่วนรุ่นที่รองลงมาเช่น 2517 และ 2519 เองก็มีคนมาถามหาอยู่มากเหมือนกัน ด้วยราคาที่รองลงมาแต่ราคาก็ยังอยู่ในหลักหมื่นเช่นกัน

เปิดประวัติ 4 รัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ หลังลาออกจากตำแหน่ง เล่นการเมือง

เปิดประวัติ 4 รัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ หลังลาออกจากตำแหน่ง หันเล่นการเมืองเต็มตัว

จากกรณีที่ 4 รัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว และเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นั้น ทีมข่าว MThai จึงได้รวบรวมประวัติของทั้ง 4 ท่าน ก่อนจะหันมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวแบบในวันนี้ มาให้คุณผู้อ่านได้ทำความรู้จัก ทั้งนี้ ประกอบด้วย…

อุตตม สาวนายน

1.นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ ด้านการศึกษา นายอุตตม จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา ต่อด้วย ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ) Kellogg School of Management มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา และ ปริญญาเอก สาขาบริหารการเงิน School of Management , University of Massachusetts-Amherst สหรัฐอเมริกา

ส่วนด้านการทำงาน นายอุตตม เป็นผู้บริหารสถาบันการเงินเอกชน ต่อมาทำงานเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เคยเป็นรองคณบดี ฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำสาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558

นอกจากนี้ นายอุตตม เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 เขาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559 เพื่อให้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกระทรวงที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่

ภายหลังจากการยื่นลาออก ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนลาออกมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

2.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ นายสนธิรัตน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านวัสดุศาสตร์ และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นจากการเป็นนักธุรกิจ ก่อนเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ก่อนลาออกมาเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

สุวิทย์ เมษินทรีย์

3.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ นายสุวิทย์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (DSA93) ระดับปริญญาตรีด้านเภสัชศาสตร์ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาโทด้านการตลาด จากคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วนด้านการทำงาน นายสุวิทย์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และเป็นผู้อำนวยการ SIGA เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และเคยเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ หลังการรัฐประหารยุค คสช. นายสุวิทย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากนั้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนลาออกมาเป็น รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล

4. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ นายกอบศักดิ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในปี 2529 ก่อนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้าน คณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ที่ Williams College ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2534 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จาก Massachusetts Institute of Technology ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เมื่อปี 2540

ด้านการทำงาน นายกอบศักดิ์ ได้กลับมาปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีประสบการณ์ทำงานด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน ในงานด้านต่างๆ ทั้งส่วนของนโยบายการเงิน นโยบายสถาบันการเงิน ก่อนถูกยืมตัวไปทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน ในตำแหน่งผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ดูแลด้านงานวิจัย และผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดูแลฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2550-2551

ต่อมา ได้กลับมาทำงานที่ ธปท. เป็นเวลาประมาณ 2 ปี ในตำแหน่งผู้บริหารส่วนกลยุทธ์นโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น ได้ตัดสินใจลาออกเพื่อหาประสบการณ์ในภาคเอกชน โดยทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กิจการธนาคารต่างประเทศ เป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะเริ่มทำงานในภาคการเมือง

โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยในด้านต่างๆ ล่าสุดในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ได้รับการแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนลาออกมาเป็น โฆษกพรรคพลังประชารัฐ

เปิดร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ เก็บเห็ด-หาของป่า ปรับ 5 แสน คุก 5 ปี จริงหรือ?

หลังจากที่มีกระแสข่าวรายงานถึงร่าง พ.ร.บ. อทุยานฯ ฉบับใหม่ที่เข้าสู่ สนช. ให้พิจารณานั้น หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาวบ้าน ชุมชนที่ตั้งรกรากทั้งในและรอบพื้นที่อุทยานฯ, วนอุทยาน หรือพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ตามร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับใหม่นี้

ต่างตั้งข้อสังเกตและเป็นห่วงถึงระดับความรุนแรงของกฎหมายที่เพิ่มความรุนแรงขึ้น เช่น การเก็บหาของป่า – เก็บเห็ด อาจจะมีโทษสูงถึง จำคุก 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือการเข้าครอบครองพื้นที่ในเขตอนุรักษ์นั้นมีโทษจำคุกสูงถึง 20 ปีเลยทีเดียว

ข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การยกระดับของพ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับใหม่ ดูจะน่ากลัวในมุมของชาวบ้าน-ชุมชนที่อาศัยหรือตั้งรกรากมาก่อนที่จะประกาศพื้นที่อนุรักษ์มากทีเดียว แต่ข้อเท็จจริงแล้วเป็นอย่างไร ทีมข่าว MThai จะมาเจาะประเด็นข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ข้อควรรู้ว่าด้วย พ.ร.บ.อุทยานฯ

“นายทุนบุกรุกป่า ทำไมโทษนิดเดียว”, “ล่าสัตว์ในป่า ทำไมยังรอดอยู่” ฯลฯ หลากหลายคำถามที่เกิดขึ้นกับหลายๆ คนในช่วงที่ผ่านมานั้น แลดูจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่สั่งสมมาตามความ “เก่าแก่” ของกฎหมายฉบับนี้

พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ มีประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2504 หรือเมื่อ 50 ปีก่อน ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ก่อนจะมีการปรับครั้งสุดท้ายคือ ปี พ.ศ. 2532 ในสมัยของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งในการแก้ไขครั้งนั้น สืบเนื่องมาจากการประกาศ “ปิดป่า” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 แก้ไข พ.ศ. 2532 นั่นเอง

ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับใหม่นี้ จะเข้ามาแทนฉบับเก่า ไม่ได้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจาก จะเห็นได้ว่า กฎหมายฉบับนี้มีความเก่าแก่ จึงกลายเป็นปัญหาความไม่ทันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของความครอบคลุม ปัญหาของพื้นที่ทับซ้อนต่างๆ การผลักดันกฎหมายอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยเช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน เป็นต้น

ร่างพ.ร.บ. อุทยานฯ เจ้าปัญหา

จากการตรวจสอบข้อมูลของทีมข่าว MThai  พบว่า ฉบับร่างพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่นั้นคือ “ร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. ” ฉบับล่าสุด ที่มีการส่งมาถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา

เอกสารถึง ประธานสนช. ในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เมื่อ 20 ธ.ค. 2561
เอกสารถึง ประธานสนช. ในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เมื่อ 20 ธ.ค. 2561

เนื้อหาใจความของร่างพ.ร.บ. ที่กำลังเป็นประเด็น และมีการยื่นเรื่องขอให้ชะลอพิจาณาร่างดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากมีจุดที่ถูกตั้งขอสังเกตและกังวลต่อ มาตราที่ 4 ซึ่งเป็นข้อที่ระบุคำนิยามต่างๆ เอาไว้ ซึ่งคำว่า “ของป่า” ไม่ได้ถูกนิยามไว้

มาตรา 4 ของร่างพ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับเสนอประธาน สนช. เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561

ซึ่งหากเทียบกับร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ฉบับที่เสนอโดยประชาชน จะเห็นว่า มีข้อแตกต่างกันอยู่ในส่วนของ การให้คำนิยาม “ของป่า” “สัตว์” และ “ชุมชน”

ร่าง พ.ร.บ. อุทยาน ฯ ฉบับประชาชน ที่เสนอเข้ามา จากเว็บไซต์รัฐสภาพ

ซึ่งในส่วนนี้เอง ทำให้ตัวแทนภาคประชาชนที่ร่วมเสนอร่างดังกล่าว เกิดความวิตกกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่า การใช้ชีวิตของประชาชนโดยรอบพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ที่เคยใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตด้วยการหาของป่า เก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ รังผึ้ง-น้ำผึ้งต่างๆ จะได้รับผลกระทบจากส่วนที่หายไปนี้

เก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ เก็บน้ำผึ้ง ผิดปรับ 5 แสน คุก 5 ปี จริงหรือ?

ในร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับใหม่ มีการกำหนดบทลงโทษ สำหรับผู้กระทำความผิดไว้ว่า

มาตร ๔๒ ผู้ใดเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ ดิน หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตรเลียม หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๙ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีความผิดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำผิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้ตามฤดูกาลและมีมูลค่าไม่เกินสองพันบาท ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

ในกรณีความผิดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ที่เป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท

จากข้อความในร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ในมาตราที่ 42 จะเห็นว่า มีการตั้งโทษในการกระทำผิดไว้สูงจริง แต่หากมองที่วรรคท้าย ในกรณีของชาวบ้านทั่วไป หากเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทดแทนได้ และมีมูลค่าต่ำกว่า 2000 บาท ก็จะมีโทษปรับ ไม่เกิน 5 พันบาท เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้จำคุกแต่อย่างใด

ซึ่งเห็ด หน่อไม้ น้ำผึ้ง รังผึ้งนั้น เป็นทรัพยากรณธรรมชาติที่เกิดขึ้นและทดแทนใหม่ได้ตามฤดูกาล ทำให้ข้อกังวลคงจะอยู่ที่ “มูลค่า” ของของป่าที่เก็บมานั่นเอง

แม้ว่า ไม่ได้ติดคุก ปรับไม่ถึง 5 แสน แต่ก็ไม่รอด

จากมาตราที่ 42 ที่มีการระบุข้อยกเว้นไว้ ในกรณีของของป่าที่แม้ว่า จะไม่ได้มีโทษจำคุก หรือปรับสูงมากนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ยังคงกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบพื้นที่ป่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ การเก็บหาของป่าจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายทันที นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวลอย่างมาก ในตอนนี้

หากย้อนกลับไปดูร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ในฉบับประชาชน จะมีระบุเพิ่มเติมไว้ ในมาตรา 27 เรื่องการอนุญาต โดยเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่อุทยานในบางกรณี ซึ่งเอื้อให้ชุมชนดั้งเดิมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

มาตรา ๒๗ (๕) ในการเก็บหาของป่าหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดที่เกิดใหม่ทดแทนได้ เป็นฤดูกาลหรือเป็นคราวๆ ไป

ซึ่งร่างพ.ร.บ. ฉบับประชาชนนั้น เปิดช่องให้ชาวบ้านสามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่อุทยาน ในการเข้าไปเก็บหาของป่าได้ โดยไม่ผิดแต่อย่างใด  และข้อความในร่างฉบับประชาชน ก็ยังสอดคล้องกับ ร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับในเว็บกรมอุทยานฯ (http://www.dnp.go.th/nplaw/) ที่ระบุข้อความเดียวกันนี้ แม้ว่าจะอยู่ในคนละมาตรากันก็ตาม

ความไม่ตรงกันเรื่องชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ ระหว่างร่างพ.ร.บ. ฉบับประชาชน VS ฉบับล่าสุด

นอกจากเรื่องของการเก็บหาของป่าแล้ว ยังคงมีประเด็นในส่วนของเรื่อง “ชุมชน” ซึ่งในร่างฉบับประชาชนนั้น มีการระบุชัดเจนถึงชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ แต่ในฉบับที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการ ของ สนช. ตอนนี้ ไม่ได้ระบุนิยามถึงชุมชนแต่อย่างใด แต่มีการเอ่ยถึง “ประชาชน” ที่อาศัยหรือทำกินอยู่ภายในเขตอุทยานฯ แทน

ทำให้กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนต่างเป็นห่วง “ชุมชน” ที่มีวิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯ อีกด้วย

นอกจากปัญหาที่ว่าแล้วมีอะไรอีกหรือไม่?

ในการศึกษาร่างพ.ร.บ. อุทยานฯ ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับประชาชน ที่เสนอต่อรัฐสภา, ฉบับจากในเว็บของกรมอุทยาน และฉบับล่าสุดที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการ สนช. พบว่า

รายละเอียดของการแก้ไขนั้น เพื่อเป็นการปรับปรุงให้กฎหมาย มีความทันสมัยมากขึ้น สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดช่องให้อุทยานฯ สามารถนำรายได้ต่างๆ มาพัฒนาพื้นที่ กำลังพล ได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากทุกวันนี้ สภาวะ “ตกเบิก” ยังคงมีอยู่เช่นหลายสิบปีก่อน

นอกจากนี้ ในมาตรา 30 ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับสนช. ยังเปิดช่องให้อุทยานฯ นำรายได้ที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม มาใช้พัฒนา ส่งเสริม หรือสนับสนุนเทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลโดยรอบพื้นที่ในด้านการส่งเสริม สนับสนุน บำรุงรักษาพื้นที่อุทยานฯ อีกด้วย

ในส่วน ผู้ที่บุกรุกถือครองพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นอุทยานฯ วนอุทยาน ก็คงต้องคิดหนักมากขึ้น เนื่องจากอัตราโทษที่หนักขึ้นกว่าเดิม เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการจัดการ กับสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ได้ดีขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคล

ดังนั้น โดยรวมแล้ว ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่นี้ หากสามารถแก้ไขปัญหาในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ได้ ก็จะถือว่า เป็นหนึ่งในพ.ร.บ. ที่มีการปรับปรุง-พัฒนาไปในทางที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ทางทีมข่าว MThai  คงได้แต่คาดหวังว่า ในประเด็นข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น จะได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อเห็นคนอยู่ร่วมกับป่าได้ในอนาคตอันใกล้นี้

……………………………

อ้างอิง 

– เว็บไซต์รัฐสภา ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยประชาชน ( https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/more_news.php?cid=4372 )

– ร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ จากเว็บไซต์กรมอุทยาน ( http://www.dnp.go.th/nplaw/doc/draft.pdf)

– ร่างพ.ร.บ. อุทยานฯ ฉบับล่าสุดที่ส่งให้ กรรมาธิการ ของ สนช. (http://web.senate.go.th/bill/bk_data/468-1.pdf)