พบแล้วสองสามีภรรยาชาวยูเครน หลงป่าเขาหงอนนาค กระบี่

พบแล้วสองสามีภรรยาชาวยูเครน พลัดหลงป่าเขาหงอนนาคขณะท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เผยสภาพร่างกายยังแข็งแรง ไม่มีบาดแผลตามร่างกาย ก่อนส่งกลับที่พักอย่างปลอดภัย

ผู้สื่อข่าว MThai ได้รายงานถึงความคืบหน้า กรณีที่สองสามีภรรยาชาวยูเครน คือ Ms.Oliga lerominska และ Mr.Lurii lerominska พลัดหลงป่า ขณะเดินขึ้นจุดชมวิว บริเวณเขาหงอนนาค บ้านทับแขก ม.3 ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เมื่อช่วง 5 โมงเย็นของวันที่ 6 ม.ค.62 ที่ผ่านมานั้น

เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา พ.ต.ท. อรรถพงษ์ แสนใจวุฒิ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ ได้เปิดเผยว่า พบนักท่องเที่ยวทั้งสองคนแล้ว หลังหน่วยต่างต่างๆ ระดมเจ้าหน้าที่ค้นหา ภายหลังทราบข่าวว่าหายตัวไป โดยใช้เวลาไปเกือบ 7 ชั่วโมงกว่าจะพบนักท่องเที่ยวทั้งสองราย

ซึ่งพบตามพิกัด ที่นักท่องเที่ยวทั้งสองแจ้งไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา ห่างจากจุดชมวิวยอดเขาหงอนนาคประมาณ 500 เมตร แต่สาเหตุที่ทางการต้องใช้เวลานาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องหาเส้นทางเข้าไปด้วยความยากลำบาก

เนื่องจากทั้งสองไม่ได้เดินไปทางเส้นทางปกติที่อุทยานกำหนดไว้ ประกอบกับสภาพอากาศไม่อำนายมีลมพายุแรง โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขา ก่อนเดินลงมาหาจุดที่นักท่องเที่ยวพลัดหลง ซึ่งขณะพบตัวทั้งสองก็ปลอดภัย ยังมีสภาพแข็งแรง ไม่บาดแผล เจ้าหน้าที่ให้อาหารและนำดื่มก่อนนำตัวไปส่งที่พัก ซึ่งทั้งสองบอกว่าเดินขึ้นชมธรรมชาติบนยอดเขา แต่ไม่รู้เส้นทาง

หนุ่มโรงงานสุดงง!! เจอใบสั่งนับ 10 ใบ ทั้งที่ไม่เคยขับรถผ่าน

หนุ่มโรงงานที่จังหวัดชลบุรี เข้าแจ้งความรถถูกสวมทะเบียน เอาไปทำผิดกฎจราจร จนถูกใบสั่งส่งมาที่บ้านนับ 10 ใบ

วันนี้ (7 ม.ค.62) นายสุวัช เปี้ยอุตม์ พนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นำใบสั่งจราจรนับ 10 ใบ มาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู บอกว่า รถยนต์ของตนถูกสวมทะเบียน นำไปใช้กระทำผิดกฎจราจร พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดของรถคันที่ปรากฏตามใบสั่ง ว่ามีบางส่วนแตกต่างจากรถของตน

โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่ สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน จังหวัดชลบุรี และสถานีตำรวจภูธรปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกัน โดยรถของตนนั้นเป็นรถยนต์ เซฟโรเลต สีม่วง-ดำ หมายเลขทะเบียน ฒย-4950 กรุงเทพมหานครฯ

ซึ่งตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา มีใบสั่งเกือบทุกเดือนส่งไปที่บ้านตนที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งรูปในใบสั่งนั้นเป็นรถยนต์เซฟโรเลตจริงแต่สีไม่ใช่ และเส้นทางดังกล่าวนั้นตนไม่เคยผ่านในช่วงเวลาที่ระบุในใบสั่ง อาทิ ในกรุงเทพฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ยืนยันว่าส่วนใหญ่รถของตนจะวิ่งในพื้นที่ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งตนเคยทำหนังสือแจ้งทางขนส่งไปหลายครั้ง ก็ยังคงมีใบสั่งมาอีกตามเคย จึงอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบด้วยว่ามีการสวมทะเบียนหรือไม่ เนื่องจากรถของตนซื้อมาโดยถูกต้อง ล่าสุดตนเองเปลี่ยนสีรถเป็นม่วง-ดำ ในใบสั่งก็ยังมาเป็นสีม่วงซึ่งตนงงมาก และเกรงคนร้ายใช้จังหวะดังกล่าวนำรถที่สวมทะเบียนไปก่อเหตุ จึงวอนช่วยตรวจสอบด้วย

เด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุวันละ 10 ราย ส่วนใหญ่ไม่สวมหมวกกันน็อค

กสม. ร่วมมูลนิธิเมาไม่ขับ จัดเวทีถกความปลอดภัยในการโดยสารรถมอเตอร์ไซค์ เผยเด็กไทยเสียชีวิตวันละ 10 ราย ส่วนใหญ่ไม่สวมหมวกกันน็อค ชี้ไม่ใช่เพียงหน้าที่พ่อแม่คุ้มครองบุตร – จี้หน่วยงานรัฐร่วมรับผิดชอบ

วันที่ 7 มกราคม 2562 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ จัดเวทีสาธารณะเรื่อง “ความปลอดภัยในการโดยสารรถจักรยานยนต์ : สิทธิลูกหลานไทยที่ต้องคุ้มครอง” ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดเวทีว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก โดยเด็กและเยาวชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เฉลี่ยมากถึงปีละ 2,510 ราย ซึ่งเยาวชนอายุ 15 – 25 ปี เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด และหากนับเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2561 – 2 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่า

อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากรถจักรยานยนต์ถึงร้อยละ 79.53 อุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์จึงเกิดขึ้นมากที่สุดตลอดปีและทุกเทศกาลของไทย ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าและเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติไปอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะความประมาท ไม่ป้องกันตัว ไม่จริงจังกับการปฏิบัติตามกฎหมาย

ดังนั้นเพื่อให้การปกป้องลูกหลานของเราจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้น โดยรถจักรยานยนต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กสม. และมูลนิธิเมาไม่ขับ จึงได้จัดเวทีสาธารณะในวันนี้ขึ้นเพื่อรณรงค์การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองกลุ่มเด็กและเยาวชนให้สวมหมวกนิรภัยในการขับขี่และโดยสาร

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับและเลขาธิการชมรมคนห่วงหัว อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดที่ 2) เปิดเผยว่า จากฐานข้อมูลผู้เสียชีวิตบนท้องถนน ปี พ.ศ. 2559 พบว่า ในทุก ๆ วัน เด็กและเยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉลี่ย 10 คน/วัน

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช

โดยร้อยละ 80 เสียชีวิตจากการขับขี่ และโดยสารรถจักรยานยนต์เพราะไม่สวมหมวกนิรภัย ขณะที่กลุ่มเด็กเล็กที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีสถิติการสวมหมวกนิรภัยที่ต่ำมากเพียงร้อยละ 7 จึงเกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องสิทธิความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของเด็กโดยเฉพาะอันตรายที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ได้รับการคุ้มครอง

นายแพทย์แท้จริง กล่าวว่า การเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ เพราะการขับขี่ไม่ปลอดภัย หรือ การไม่ใส่หมวกกันน็อคให้เด็ก ไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองในการคุ้มครองบุตรหลาน แต่หน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐต้องร่วมรับผิดชอบและให้ความคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของเด็ก ซึ่งขณะนี้ ยังไม่เห็นว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

ทางด้านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเสียชีวิตในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 10 ปี รองจากอุบัติเหตุจากการจมน้ำ

อย่างไรก็ดี ในกลุ่มเด็กอายุ 10 – 18 ปี อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ไขและคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของเด็ก ดังที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (2) ระบุว่า ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลของเด็กที่อยู่ในความดูแลของตนจนน่าเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

ทั้งนี้ เนื่องจากการเสียชีวิตของเยาวชนของชาติย่อมสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายและการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่เพียงพอและปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยไม่ต้องเสี่ยงภัยกับอุบัติเหตุบนท้องถนน

ด้านนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตผู้แทนกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายในเด็กนอกจากการไม่เคารพกฎจราจรของผู้ขับขี่แล้ว อีกด้านหนึ่งคือ การขาดการวางแผนการเดินทางที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์

ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่รวมถึงสถาบันการศึกษา ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากดูตัวอย่างในต่างประเทศพบว่า บางประเทศไม่ยอมให้เด็กโดยสารรถจักรยานยนต์ แต่มีการวางแผนให้เด็กเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนด้วยระบบรถโรงเรียนที่ปลอดภัย

ดังนั้น การคุ้มครองเด็กให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะการโดยสารรถจักรยานยนต์ จึงไม่ควรใช้เพียงมาตรการทางกฎหมาย แต่ยังต้องใช้มาตรการเชิงบริหารด้วย เช่น หน่วยงานที่ใกล้ชิดครอบครัวที่สุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงศึกษาธิการ ควรเข้ามาบริหารจัดการและพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องการเดินทางที่ปลอดภัยจากบ้านไปโรงเรียน

ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรบรรจุเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กไว้ในแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการรณรงค์และคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของเด็กจากการเดินทางได้อย่างเป็นระบบต่อไป