สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 กษัตริย์แห่งมาเลเซีย สละราชสมบัติแล้ว

สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 กษัตริย์องค์ที่ 15 แห่งมาเลเซีย ทรงสละราชสมบัติแล้ว หลังจากเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 ปี

วันนี้ (6 ม.ค.62) สำนักข่าวเบอร์นามา รายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 กษัตริย์องค์ที่ 15 แห่งมาเลเซีย ทรงสละราชสมบัติแล้ว โดยมีผลในวันที่ 6 มกราคมนี้ หลังจากเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 ปี คำแถลงไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่กษัตริย์ซึ่งมีพระชนมพรรษา 49 พรรษาพระองค์นี้ทรงสละราชสมบัติ

พร้อมกันนี้ทรงชื่นชมนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้นำมาเลเซีย และรัฐบาลมาเลเซียที่ให้ความร่วมมือในการปกครองประเทศ ทั้งนี้สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งกลันตันพระองค์นี้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อเดือนธันวาคม 2559 ตามรอบการหมุนเวียนไปตามสุลต่านของ9รัฐคราวละ5ปี การสละราชสมบัติครั้งนี้ ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์มาเลเซียพระองค์แรกที่สละราชสมบัติ นับแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2500 ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน เกิดกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ เรื่องการสละราชสมบัติ แม้นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ยังไม่เคยรับทราบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ จึงขอไม่กล่าวถึง

ที่มา… bernama

นายอำเภอเกาะสมุยโต้ข่าวฤทธิ์พายุปาบึกทำบ้านพัง 30 หลัง

นายอำเภอเกาะสมุยโต้ข่าวฤทธิ์พายุปาบึกทำบ้านพัง 30 หลัง จากการลงพื้นที่บ้านแต่ละหลังเสียหายเพียงเล็กน้อย

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วย นายสันติ บึญรอด ปลัดอาวุโสอำเภอเกาะสมุย และนายธรรมนูญ สุขเจริญ ปลัดอำเภอเกาะสมุย ได้ลงพื้นที่ชุมชนบ้านหัวถนน ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม โดยมีนายแวยา อุสมันบาฮา ประธานกรรมการชุมชนอิสลามบ้านหัวถนน พร้อมคณะกรรมการชุมชนให้การต้อนรับ ทั้งนี้สืบเนื่องจากนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แจ้งมายังนายอำเภอเกาะสมุยให้ตรวจสอบภายในชุมชนบ้านหัวถนน หลังจากที่มีข่าวว่ามีบ้านเรือนประชาชนในชุมชนได้รับความเสียหายจำนวน 30 หลัง จากฤทธิ์ของพายุโซนร้อนปาบึก

ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย จึงเดินทางเข้าเข้าพื้นที่ตรวจสอบภายในชุมชนดังกล่าว โดย นายแวยา อุสมันบาฮา ประธานกรรมการชุมชนอิสลามบ้านหัวถนน กล่าวว่าก่อนที่พายุโซนร้อนปาบึกได้พัดเข้้าเกาะสมุย ตนเองได้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในชุมชนทราบโดยได้ร่วมกับคณะกรรมการชุมชน ทำให้ชาวบ้านเตรียมพร้อม แต่ก็มีบ้านบางหลังที่ปลูกสร้างติดทะเลทำให้เมื่อพายุพัดผ่านจึงทำให้มีคลื่นลมกรรโชกแรงซัดเข้าชุมชนทำให้บ้านบางหลังได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย นายอำเภอเกาะสมุยจึงเดินทางเข้าตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบ้านที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่ จะเกิดกับกระเบื้องหลังคาที่แตกหัก โดยเฉพาะบ้านเลขที่ 342/1 หมู่ที่ 1 ตำบลมะเร็ต ได้รับความเสียหายบริเวณหลังคาแตกประมาณ 5 แผ่น ส่วนบริเวณพื้นหน้าบ้านถูกคลื่นซัดทำให้พื้นคอนกรีตหน้าบ้านแตกหัก ซึ่งจากการสำรวจพบบ้านเพียง 5 หลังในชุมชนที่ได้รับความเสียหาย โดยบ้านแต่ละหลังเสียหายเพียงเล็กน้อย โดยนายอำเภอเกาะสมุยจะได้ประสานให้เทศบาลนครเกาะสมุยเข้าดูแลความเสียหายเพื่อซ่อมแซมให้บ้านชาวบ้านกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

และจากข่าวดังกล่าวที่แพร่ออกไปว่า มีบ้านเรือนในชุมชนบ้านหัวถนนถูกฤทธิ์ของพายุโซนร้อนปาบึกเสียหายถึง 30 หลังนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จึงขอชี้แจงสำหรับผู้ที่ให้ข่าวดังกล่าว เพราะทำให้ชาวบ้านในชุมชนรู้สึกไม่ดีกับข่าวดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้จะได้ชี้แจงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อไป ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย กล่าว

ครูฉาวดิ้นสุดตัว!! ขอจ่าย 2 แสน จบเรื่องข่มขืนนักเรียนหญิง ม.1

แม่นักเรียนหญิงชั้น ม.1 เผยครูฉาวยื่นข้อเสนอจ่ายเงินให้ 2 แสน เพื่อให้จบเรื่อง ยันไม่รับเงินและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

จากกรณีที่ผู้ปกครองของเด็กหญิงอายุ 12 ปี ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.1 โรงเรียนวัดสิงห์ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท พาลูกสาวเดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท โดยแจ้งว่าลูกสาวถูกนายดำรงค์ หรือครูบอล เรืองบุญ อายุ40ปีครูสอนวิชาพละศึกษาของโรงเรียน หลอกพาลูกสาวไปขืนใจล่วงเมิดทางเพศ ถึง 2 ครั้ง แต่ทางโรงเรียนกลับเพิกเฉย เพราะทำเพียงให้นายดำรงค์มาช่วยราชการทางกองการศึกษา เทศบาลวัดสิงห์หน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องการให้ศูนย์ดำรงธรรมช่วยเหลือ เพราะเกรงว่านายดำรงค์จะลอยนวลพ้นผิด

ต่อมาทางเทศบาลตำบลวัดสิงหืได้สั่งให้นายดำรงค์ไปช่วยราชการที่กองการศึกษาไว้ก่อน เพื่อพิจารณาบทลงโทษตามที่คณะกรรมการสอบวินัยลงความเห็นว่ามีมูลความผิดจริงต่อไป ส่วนเรื่องทางคดีตำรวจ สภ.วัดสิงห์ได้แยกสำนวน 2 ฟ้องเป็น 2 คดีที่ ต่างกรรมต่างวาระตามที่เราได้เสนอข่าวไปนั้น

ล่าสุดวันที่ 6 มกราคม 2562 แม่ของเด็กหญิงผู้เสียหายได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของเราว่า ทางฝ่ายครูพละได้พยายามติดต่อผ่านญาติของตน โดยเสนอให้เงิน 200,000 บาทเพื่อให้จบเรื่อง อีกทั้งบอกกับตาของเด็กหญิงว่า ”รับเงินไปเถอะจะได้จบๆกันไป ส่วนเรื่องคดีไม่ต้องห่วง ครูจะวิ่งเต้นทางตำรวจกับอัยการเอง ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอก รับเงินไปดีกว่า”

ซึ่งเรื่องนี้พอทางแม่ของน้องทราบเรื่องก็ไม่พอใจอย่างมาก โดยยืนยันว่า “จะไม่รับเงินจากนายดำรงค์ ครูพละฉาวรายนี้แม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะนายดำรงค์ ทำร้ายลูกสาวที่จะเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต ถึงครอบครัวของตนจะมีฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็ยืนยันว่า เงินซื้อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราไม่ได้ และที่สำคัญครูไม่ได้มีท่าทีสำนึกต่อความผิดแม้แต่น้อย จึงจะขอเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”