กทม.จ่อขออนุญาตการบินพลเรือนฯ บินต่ำปล่อยละอองน้ำ แก้ปัญหา PM 2.5

กทม.จ่อขออนุญาตสำนักงานการบินพลเรือนในการบินต่ำ เพื่อปล่อยละอองน้ำแก้ปัญหา PM 2.5

วันนี้ (31 ม.ค. 62) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการหารือร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่มีความรู้ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ โดยมีผู้แทนจากหลายสาขาม อาทิ แพทยสมาคม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการอาคารสูง ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ร่วมแสดงความคิดเห็น

โดยในที่ประชุม นาวาอากาศโท ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนการบินกรุงเทพ กล่าวว่า ได้หารือกับ นายวีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดนเสนอใช้เครื่องบินที่ติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำ ซึ่งขอความช่วยเหลือจากบริษัทผลิตพัดลมไอน้ำที่มีหัวฉีดละอองไอน้ำดัดแปลงให้เกิดละอองน้ำขนาดเล็กประมาณ 0.3 ไมคอน ตามที่ อ.วีรชัย ให้คำแนะนำว่าละอองน้ำขนาดดังกล่าว จะเป็นสามารถจับฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน กัปตันวีระ กล่าวถึงการวางแผนการบินว่า จะบินในลักษณะบินเกาะหมู่ห่างกันประมาณสองถึงสามช่วงปีก บินหน้ากระดานกัน 15 ถึง 20 ลำ เพื่อให้เกิดความกว้างของการปล่อยละอองน้ำประมาณ 1 กิโลเมตร ด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสามารถปล่อยละอองออกมา จากถังขนาด 140-150 ลิตร ได้เป็นระยะเวลา 20 ถึง 30 นาที ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ถึง 60 ตารางกิโลเมตร และเมื่อบิน 25 รอบ จะครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำกับเครื่องบิน คาดว่าจะสามารถขึ้นบินได้ในวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้ทำหนังสือถึงสำนักงานการบินพลเรือนขออนุญาตการบินต่ำในตัวเมือง โดยจะเริ่มทดลองในถนนพระราม 2 ต่อเนื่องไปถึงจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่แรก และกรุงเทพมหานครจะทำการล้างถนนเพื่อทำความสะอาดPM2.5 ที่ถูกชะลงมาที่พื้น เพื่อไม่ให้คลุ้งขึ้นมาอีกเมื่อมีการจราจร และยอมรับว่าอาจจะทำไม่ได้ทุกพื้นที่เนื่องจากต้องพิจารณาเส้นทางการบินและสถานที่ที่ห้ามทำการบินด้วย อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นเพียงการวางแผนตามทฤษฎีเท่านั้น จึงต้องดูผลการดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ว่าฯนครศรีฯ เล็งแจกทองคำ อำเภอไหนใช้สิทธิเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

กกต.นครศรีธรรมราช ติวเข้มคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. ด้านผู้ว่าฯ ลั่นอำเภอไหนใช้สิทธิ 100 เปอร์เซ็นต์ทำถ้วยทองคำ 1 หนักกิโลกรัมมอบเป็นรางวัล

วันที่ 31 ม.ค.62 ที่โรงแรมเดอะฟอร์จูนจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดประชุมชี้แจงคณะการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง จำนวน 120 คน

โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมทั้งได้กล่าวว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญของชาติอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน ทุกระดับต้องวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

ซึ่งก็มี 2 เรื่อง คือ เรื่องอะไรที่ต้องทำหรือควรทำ และเรื่องอะไรต้องไม่ทำหรือไม่ควรทำ สำหรับบุคลากรผู้รับผิดชอบในทุกระดับต้องมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการขั้นตอน และแนวทางในการปฏิบัติ ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ข้อกำหนด และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สามารถนำไปอำนวยการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขอย้ำว่าหากอำเภอใดมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์จะทำถ้วยทองคำหนัก 1 กิโลกรัมมอบให้เป็นรางวัลด้วย

นางสาวนุชนภางค์ ลิ่มดุลย์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม 2562 เวลา 08.00-17.00 น.

โดยกำหนดเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.30-16.30 น. ในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ศาลาประชาคมโรงละครองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช เป็นสถานที่รับสมัคร

สำหรับการจัดประชุมชี้แจงดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมจะได้รับทราบ บทบาท หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตการเลือกตั้ง การรับสมัคร การลงคะแนนเลือกตั้ง การนับคะแนนเลือกตั้ง และการประกาศผลรวมคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นต้น

กยศ. ชี้แจง! กรณีนักศึกษาร้องเรียน ไม่ได้รับเงินกู้ยืม

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชี้แจงสาเหตุและเร่งให้ความช่วยเหลือ กรณีนักศึกษาผู้กู้ยืมของมหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษว่า ไม่ได้รับเงินกู้ยืม พร้อมยืนยันอนุมัติเงินกู้ยืมแน่นอน หากสถานศึกษาและนักศึกษาดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนการกู้ยืมที่กองทุนกำหนด

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณี ที่นักศึกษาผู้กู้ยืมรายใหม่ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาได้ยื่นขอกู้ยืมปีการศึกษา 2561 แต่ยังไม่ได้รับเงินกู้ยืมนั้น ผู้บริหารของกองทุนได้มีการลงพื้นที่เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยุติธรรมจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด

โดยมีผู้แทนจากสถานศึกษาและตัวแทนนักศึกษาเข้าร่วมในที่ประชุมด้วย เพื่อรับฟังปัญหา ชี้แจงทำความเข้าใจและแนวทางการให้ความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ

กองทุนขอชี้แจงว่า สาเหตุดังกล่าวเกิดจากการที่สถานศึกษายังมีข้อติดขัด ในการดำเนินการตามเงื่อนไขของระเบียบคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่สถานศึกษาจะเข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุน พ.ศ.2560 ซึ่งปัจจุบันนักศึกษาผู้กู้ยืมรายเก่าเลื่อนชั้นปีทุกรายได้รับเงินกู้ยืมไปแล้ว

ส่วนผู้กู้ยืมรายใหม่ในปีการศึกษา 2561 ยังไม่สามารถดำเนินการให้กู้ยืมได้ และจากการที่กองทุนได้รวบรวมเอกสารการยื่นขอกู้ยืมของนักศึกษากลุ่มดังกล่าวมาตรวจสอบแล้วพบว่า เอกสารทั้งหมดยังไม่ถูกต้องครบถ้วน เช่น ไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้ขอกู้ยืมเป็นต้น

หลังจากนี้กองทุนจะนำเสนอแนวทางการแก้ไขต่อคณะอนุกรรมการกำกับและประเมินสถานศึกษาที่เข้าร่วมการดำเนินงานกองทุน และคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาเรื่องดังกล่าวภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ทั้งนี้ กองทุนไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของนักศึกษาผู้กู้ยืมทุกคน แต่การดำเนินงานของสถานศึกษาต้องเป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพราะกองทุนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเงิน ทุนหมุนเวียนที่มาจากภาษีของประชาชน เพื่อให้การกู้ยืมเป็นไปตามวัตถุประสงค์เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ให้เกิดความเสียหายในระยะยาวต่อไป