ทำไม่ได้จริง! รักษามะเร็ง ด้วยการหายใจเข้าออก

อ.เจษฯ ยันเอง “รักษามะเร็ง ด้วยการหายใจเข้าออก” ทำไม่ได้จริง แนะหยุดแชร์ หยุดเชื่อ

วันนี้ (3 ม.ค. 2562) เพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ของ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อเท็จจริง หลังมีคนส่งต่อภาพและข้อความอ้างว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาด้วยการหายใจเข้าออก โดย อ.เจษฎา เผยว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง การฝึกหายใจเข้าออกไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้

โดยข้อความดังกล่าว อ.เจษฎา อ้างอิงจาก ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. ที่ได้ตรวจสอบกับ ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบุทุกคนมีสิทธิเป็นมะเร็งได้ เกิดจากความผิดปกติที่สะสมในร่างกาย ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ

โดยการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมทำให้ผู้ป่วยบางคนอาการดีขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะบางรายไม่สามารถรับการรักษาวิธีนี้ได้ การหายใจ กินของมีประโยชน์ ไม่เครียด แม้จะไม่ช่วยรักษามะเร็งโดยตรง แต่หากผู้ป่วยอยากปฏิบัติตามก็สามารถทำได้

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ดร.ชนิสา อรรถจินดา พบว่าเป็นสถาปนิกและครูสอนสมาธิ ไม่ได้เป็นผู้เขียน แต่แปลจากบทความต่างประเทศ

ครอบครัวเศร้ารับศพเซนติเมตรบำเพ็ญกุศลวัดบ้านเกิดที่นครนายก

ครอบครัวเศร้ารับศพเซนติเมตรไปบำเพ็ญกุศลวัดบ้านเกิดในจังหวัดนครนายก ส่วนโจ้นำร้างกลับวัดธาตุทอง กรุงเทพฯ

บรรยากาศที่หน่วยรักษาศพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เต็มไปด้วยความโศกเศร้า นายศิริรัตน์ เข็มนาค อายุ 59 ปี และ นางธัญญาธร เข็มนาค อายุ 59 ปี พ่อและแม่รวมไปถึงน้องสาวและเพื่อนสนิทของเซนติเมตร เดินทางไปรับศพ โดยชุดที่เซนติเมตรชอบใส่อยู่ประจำมาแต่งตัวให้ ก่อนจะนำร่างบรรจุโลงศพ ก่อนเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ไปตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่วัดรังษีโสภณ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งทางครอบครัวจะตั้งสวดพระอภิธรรม 7 วันก่อนจะทำการฌาปนกิจ

นายศิริรัตน์ เปิดเผยว่า ครอบครัวอยู่ในอาการช็อกและเสียใจ หลังจากเมื่อช่วงตีสามที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุ จึงรีบพากันเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะทันได้เห็นลมหายใจสุดท้ายของลูก โดยผลชันสูตรศพแพทย์ระบุว่าเซนติเมตรเสียชีวิตจากขาดาอากาศหายใจ

ก่อนหน้าเสียชีวิต ลูกชายเพิ่งเดินทางไปเที่ยวตุรกีกับเพื่อน เพิ่งกลับมาถึงวันที่ 28 ธันวาคม ที่ผ่านมา จากนั้นได้เดินทางมาหาครอบครัวและทานข้าวร่วมกันที่รีสอร์ท ที่จังหวัดนครนายก จากนั้นได้เดินทางขึ้นมาเที่ยวปีใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครอบครัวก็ไม่ได้ห้าม เนื่องจากปีใหม่ทุกปีเซนติเมตรจะเดินทางมาเชียงใหม่ตลอดกระทั่งมาเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ เนื่องจากเซนติเมตรจากไปในอายุยังน้อยและการงานกำลังไปได้ดี

พ่อเซนติเมตร บอกว่า ปกติลูกชายไม่เคยขับรถเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่น่าจะเกิดขึ้น สำหรับน้องเซ็นติเมตร เป็นลูกคนที่ 2 ของครอบครัว โดยครอบครัวมีลูก 3 คน ชายสองคน หญิง 1 คน

ขณะที่ครอบครัวของนายศุภกิจ เกิดช้ำ อายุ 30 ปี หรือ โจ้ เพื่อนสนิทที่นั่งรถมาด้วยกัน วันนี้ทางญาติก็ได้เดินทางมาที่หน่วยเก็บรักษาศพโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ก่อนจะนำร่างส่งไปทางคาร์โก้และจะมีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลศพที่วัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร

ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก เร่งขนย้ายทรัพย์สิน หวั่นพายุโซนร้อนปาบึก

ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก เร่งขนย้ายทรัพย์สิน หวั่นพายุโซนร้อนปาบึก พร้อมเปิดใจช่วงเจอพายุแฮเรียต

ภายหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนจังหวัดทางภาคใต้ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่จะเคลื่อนเข้าบริเวณอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2562 และคาดว่าประมาณวันที่ 3 และวันที่ 4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในจังหวัดทางภาคใต้ และทะเลอ่าวไทย จะมีคลื่นสูง 2 ถึง 4 เมตร นั้น

ความคืบเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 3 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่หมู่บ้านแหลมตะลุมพุก ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง พื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากพายุ “ปาบึก” ชาวบ้านเริ่มอพยพไปอยู่อำเภอปากพนัก ศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองปากพนัง และสถานที่ปลอดภัยที่ทางราชการเตรียมไว้ โดยเฉพาะคนแก่ ผู้ป่วย และเด็กเล็ก มีการอพยพตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่ยังมีชาวบ้านส่วนหนึ่งยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุ “ปาบึก” อย่างใกล้ชิด เพราะหลายครอบครัวเป็นห่วงทรัพย์สินภายในบ้าน

พร้อมกันนี้ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกันช่วยขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท โทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ด้วยรถกระบะ รถเข็น รวมทั้งขนย้ายรถจักรยานยนต์มาเก็บไว้ที่หอประชุมของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 2 อ.ปากพนัง ซึ่งห่างจากชายทะเลแหลมตะลุมพุกประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามความสูงของคลื่นทะเลบริเวณชายหาดแหลมตะลุมพุกยังคงอยู่ที่ระดับ 1 – 2 เมตร เหมือนช่วงเช้า แต่ระดับน้ำทะเลหนุนสูงมากขึ้นกว่าช่วงเช้า ส่วนกระแสลมพัดกรรโชกแรงสลับเบา ท้องฟ้ายังคงมืด แต่ไม่มีฝนตกลงมาแล้ว

ด้านนายสมนึก ซ้วนลิ่ม อายุ 65 ปี ชาวอำเภอปากพนัง เล่านาที ที่พายุแฮเรียต ถล่มบ้านแหลมตะลุมพุก ว่า ขณะนั้นตนอายุประมาณ 7 – 8 ปี สามารถรับรู้ถึงมหันตภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ โดยก่อนเกิดพายุแฮเรียตจะถล่มบ้านแหลมตะลุมพุกนั้น มีฝนตกลงมาตลอดทั้งวัน ส่วนท้องฟ้าสีแดง และมีลมกรรโชกรงรอบทิศทางเหมือนวงจักร และมีทะเลหนุนสูงขึ้นชายฝั่งกว่า 1 เมตร ไม่สามารถเดินออกไปชายหาดได้ ส่วนสัตว์ทะเล พวกปลา กุ้ง หมึก ลอยขึ้นมาบนชายฝั่งจำนวนมาก ส่วนบ้านของตนได้รับความเสียหายทั้งหลัง