กระทรวงพลังงาน แถลงการณ์การหยุดผลิตก๊าซ-น้ำมันดิบ ยังไม่กระทบแต่อย่างใด

พายุโซนร้อน ปาบึก เข้าไทย กระทบกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ(บางส่วน) แต่ได้เตรียมรับมือไว้แล้ว ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแต่อย่างใด

โดยเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ออก แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 1/2562 ถึงสถานการณ์สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยว่า

จากเหตุการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) บริเวณอ่าวไทย เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 ซึ่งอาจส่ง ผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย กระทรวงพลังงานได้ประสานข้อมูล สั่งการและติดตามร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้ มีการถอนตัวเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นในการผลิตกลับขึ้นฝั่ง ณ จังหวัดสงขลาและจังหวัดชลบุรีโดยเรือและเฮลิคอปเตอร์ เรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย

ผลจากพายุโซนร้อนครั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากการที่แหล่งบงกชเหนือหยุดการผลิตประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากปริมาณการผลิตทั้งหมดในอ่าวไทยจำนวน 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับน้ำมันดิบหยุดการผลิตประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวันจากปริมาณการผลิตปัจจุบัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในส่วนการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ

กระทรวงพลังงานได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยในการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เหลว (LNG) เข้าระบบเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ในส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยได้สำรองน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอหากจำเป็น รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ สำหรับก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซลดลง กรมธุรกิจพลังงานและบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะบริหารจัดการให้มีปริมาณ LPG เพียงพอต่อการใช้ของประชาชน

ในภาพรวมกระทรวงพลังงานสามารถบริหารจัดการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

เรือประมง อ.ขนอม กว่า 70 ลำ ทยอยกลับเข้าฝั่งหนี ‘พายุปาบึก’

เรือประมง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช กว่า 70 ลำ ทยอยกลับเข้าฝั่งหนี ‘พายุปาบึก’

วันที่ 2 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนจังหวัดทางภาคใต้ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่จะเคลื่อนเข้าบริเวณอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2562 และคาดว่าประมาณวันที่ 3 และวันที่ 4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในจังหวัดทางภาคใต้ และในทะเลอ่าวไทย จะมีคลื่นสูง 2 ถึง 4 เมตร นั้น

ซึ่งพายุจะส่งผลกระทบโดยตรงกับอำเภอที่ติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เช่น อำเภอขนอม ท่าศาลา สิชล ปากพนัง และหัวไทร ล่าสุดทางจังหวัดได้มีการประกาศแจ้งเตือนชาวประมงห้ามนำเรือออกจากฝั่งตั้งแต่วันที่ 3 – 6 ม.ค.62 และให้ติดตามสถานการณ์พายุปาบึก จากทางราชการอย่างใกล้ชิด

ด้านนายธีระพงษ์ ช่วยชู นายอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงพายุโซนร้อนปาบึก ที่จะเข้าสู่ทะเลอ่าวไทยช่วงวันที่ 3 –5 ม.ค.62 ซึ่งอำเภอขนอม อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากพายุปาบึก ล่าสุดตนได้ออกประกาศแจ้งเตือนและขอความร่วมชาวประมงในพื้นที่อำเภอขนอม จำนวนกว่า 70 ลำ เป็นเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงพาณิชย์ ที่ลอยลำหาปลาอยู่กลางทะเล ให้รีบนำเรือกลับเข้าฝั่งภายในวันนี้ เพื่อความปลอดภัย ล่าสุดตลอดทั้งวันนี้ชาวประมง ต่างทยอยนำเรือประมง ทั้งเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงพาณิชย์ กลับเข้าฝั่งเพื่อหลบพายุบริเวณอ่าวท้องเนียน คาดว่าก่อนเที่ยงคืนวันนี้เรือประมงกว่า 70 ลำ ในพื้นที่อำเภอขนอมจะกลับเข้าฝั่ง และหลบที่ปลอดภัยครบทุกลำ

ไฟไหม้โกดังสินค้า ริมถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ระดมรถดับเพลิงกว่า 30 คัน

เพลิงลุกไหม้โหมโกดังสินค้าฮาร์ดแวร์เฮาส์ สาขาศรีราชา ริมถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์สาย 7 อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงกว่า30คันมาช่วยกันฉีดน้ำดับเพลิงที่ลุกไหม้

วันที่ 2 มกราคม 62 พ.ต.อ.จิราวัฒน์ ศักดิ์ศรีวัฒนา ผกก.สภ.หนองขาม ได้รับแจ้งเพลิงไหม้โกดังสินค้าฮาร์ดแวร์เฮาส์ สาขาศรีราชา ริมถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์สาย 7 ตอนที่ 2 เลขที่ 99/25-27 หมู่ 10 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยเพลิงลุกไหม้อย่างรุ่นแรง หลังรับแจ้งจึงประสานรถดับเพลิงของเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เทศบาลนครแหลมฉบัง เทศบาลเมืองศรีราชา เทศบาลตำบลบางพระ เทศบาลเมืองชลบุรี เทศบาลบ้านสวน รถดับเพลิงโฟมจากอมตะนครกว่า30 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ศรีราชาและหน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา

ที่เกิดเหตุเป็นโกดังเก็บสินค้าของฮาร์ดแวร์เฮาส์ สาขาศรีราชา ซึ่งมีทั้งหมด 4 โกดัง เพลิงได้ลุกไหม้จากโกดังที่ 3 อย่างรุ่นแรงและลุกลามไปไหม้ โกดังที่ 2 และ 4 โดยภายในเป็นที่เก็บพวกไม้พาเลท พลาสติก ทินเนอร์และวัสดุก่อสร้างจำนวนมากมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท โดยเพลิงได้ลุกไหม้ทั้ง 3 โกดัง โดยโกดังที่ 4 นั้นเพลิงลุกไหม้ไปเพียงเล็กน้อย สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ยกเว้นอาคารโกดังจำหน่ายสินค้า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ระดมฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิงไว้ไม่ให้ลุกลามเข้าไป

โดยมีลมกรรโชกแรงเพลิงได้ลุกโหมขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องระดมกำลังกระจายฉีดน้ำเข้าใส่ เพื่อทำการดับเพลิงที่ลุกไหม้ อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากโกดังสินค้านั้นอยู่ติดกับปั๊มน้ำมัน ปตท.ขาเข้าแหลมฉบัง โดยทางผู้ที่เกี่ยวข้อง กลัวว่าเพลิงจะลุกลามไปยังปั๊มน้ำมัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้

ซึ่งนายธวัชชัย รอดงาม ปลัดจังหวัดชลบุรี นายนิติ นิวัฒน์วานิช นายอำเภอศรีราชา พร้อมด้วยนางสาวนริศรา ทิพยางกูร ปลัดอำเภอศรีราชาฝ่ายความมั่นคง ได้ออกอำนวยการดับเพลิงในครั้งนี้ ซึ่งสาเหตุเพลิงไหม้ยังไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ต้องรอสอบถามผู้เกี่ยวข้องอีกครั้งรวมถึงเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน2 ชลบุรีต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไปโดยทางฮาร์ดแวร์เฮาส์ สาขาศรีราชา มีพนักงานประมาณ 300 คน โดยในเบื้องต้นยังไม่พบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

หลังจากทราบจากรายงานของทางอำเภอศรีราชา นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจสอบเพลิงไหม้ในครั้งนี้ร่วมกับทางอำเภอศรีราชา และสั่งการให้รถดับเพลิงระดมกันฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ลุกลามไป หลังจากนั้นได้เข้าตรวจสอบในโกดังที่ 4 ที่เพลิงไหม้เสียหายบางส่วนและเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการสอบถามนายสงคราม คงหอม พนักงานฮาร์ดแวร์เฮาส์ สาขาศรีราชา ซึ่งเห็นเหตุการณ์เป็นคนแรกได้บอกว่ากำลังไปเอาของมาตัดขายให้ลูกค้า พอดีเพื่อนอีกคนนึงบอกว่พี่ไฟไหม้ ก็เลยหันไปดู ก็เห็นไฟไหม้ช่วงด้านท้ายของสโตร์คลังเก็บของ จึงวิ่งไปหาถังดับเพลิงมาประมาณ 5 นาทีไฟก็ลุกโหมขึ้นมาแล้วจึงดับไม่ทัน โดยคาดว่าที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งก็ไม่มีพนักงานอยู่ในจุดเกิดเหตุและก็ไม่มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ในเพลิงไหม้ในครั้งนี้ เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายพนักงานออกจากโกดังต่างๆได้ทัน