‘สุดารัตน์’ ชี้สุดท้ายการเมืองไทย มีแค่ 2 ขั้ว มั่นใจ ‘เพื่อไทย’ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

“สุดารัตน์” ชี้ การเมือง 2 ขั้ว “สืบทอดอำนาจเผด็จการ-ประชาธิปไตย” แนะประชาชนเลือกรัฐบาลเก่งเศรษฐกิจ มั่นใจ “เพื่อไทย” ใช้เวลาไม่นานแก้ป้ญหาเศรษฐกิจได้

วันที่ 28 ม.ค. 62 พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการจัดสัมมนาพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ส.ส. โดยมีแกนนำพรรค กรรมการบริหารพรรค ตลอดถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศร่วมประชุมกันพร้อมเพรียง คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย เร่ง “เพิ่มพลังคนไทย” 5 ด้าน ให้กลับมา “กระเป๋าตุง”
พร้อม “สร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ” 3 ด้าน  พรรคเพื่อไทยจะทำให้ “ประเทศสงบสุขอย่างมีอนาคต” ด้วยการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ซึ่งเป็นระยะเวลากว่าสองเดือน ที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่ ได้สัมผัสกับประชาชนทั่วทุกภาค ตั้งแต่ใจกลางกรุงเทพ ไปเหนือจรดใต้ พี่น้องประชาชนทั่วทุกภูมิภาคต่างสะท้อนความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างแสนสาหัส ตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา จากสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้าย ค้าขายไม่ได้ มีแต่หนี้สินท่วมตัว

โดยรัฐบาลพยายามจะบอกว่าเศรษฐกิจดี แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น มีเพียง มหาเศรษฐีระดับเจ้าสัวไม่กี่รายที่รวยขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เป็นอันดับ ต้น ๆ ของโลก เกิดสภาพรวยกระจุกจนกระจาย ประชาชนจึงเฝ้ารอวันเลือกตั้ง ด้วยความหวัง และวันที่ 24 มีนาคมนี้ คือวันที่ประชาชนชาวไทย จะได้มีโอกาสเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อเลือกพรรคการเมืองที่จะพาออกจากทุกข์ในครั้งนี้ได้

ขณะที่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่แบ่งเป็น 2 ขั้วเท่านั้น คือพรรค ตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการกับพรรคที่ทำงานให้ประชาชน บนวิถีประชาธิปไตย ที่เวทีโลกให้การยอมรับ วันนี้เราไม่ได้อยู่ใน “ยุคสงครามโลก” ที่ต้องบริหารโดย “ทหารและรถถัง” แต่เราอยู่ใน “ยุคสงครามการค้า” ที่ต้องใช้ “ทีมนักบริหารมืออาชีพ” มาทำงาน ใครคิดว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้ เศรษฐกิจไม่ดี ปีนี้จะยิ่งหนักยิ่งขึ้น ถ้าคนไทยไม่มีรัฐบาลที่บริหารเศรษฐกิจเป็นธนาคารโลกพึ่งได้นำเสนอบทวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยในปีนี้ จะโตอย่างชะลอตัวที่ระดับ 2.9% และระหว่างปี 2563-2564 จะอยู่ที่ระดับ 2.8% เท่านั้น

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นนี้ ทำให้ประชาชนไทยต้องคิดหนักยิ่งขึ้นไปอีกว่า จะฝากอนาคตของตนเอง และลูกหลานไว้กับใคร? ระหว่าง “รัฐบาลที่เชี่ยวชาญการทหาร”. หรือ “รัฐบาลที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ” ที่คิดเป็น ทำเป็น และทำสำเร็จมาแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี
ทุกครั้งที่คนไทยฝากอนาคตไว้กับเรา “ทีมเพื่อไทย” ได้เข้าไปบริหารประเทศ เราทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทุกครั้ง ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เรามั่นใจว่าเราจะสามารถหยุดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ โดยใช้เวลาไม่นาน

เราจะเร่งสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้คนไทยกลับมา “กระเป๋าตุง” “เพิ่มพลังคนไทย” 5 ด้าน เพราะเรารู้ว่าเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยทำมาหากินด้วยความยากลำบาก รายได้น้อยลง หนี้สินพอกพูน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ต้องอ่อนแรง อ่อนกำลังลงไปเรื่อย ๆ ถึงเวลา “เพิ่มพลังให้คนไทย” ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับตนเองและประเทศชาติ


1) “เพิ่มพลังเกษตรกรไทย” ด้วยการเพิ่มรายได้ จากการขายสินค้าเกษตรราคาดี เกษตรกรไทยต้องเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าเกษตรด้วยตัวเอง
พลิกเกษตรไทย เป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพ ป้อนตลาดทั่วโลก

2) “เพิ่มพลัง SME ไทย” ให้กลับมาแข็งแกร่ง เป็นพลังของเศรษฐกิจไทย และพร้อมบุกตลาดโลก

3) ใช้ความสามารถบนเวทีโลก “เพิ่มพลังการส่งออก” ที่ต้องเติบโตอย่างมีอนาคต ไม่ถูกปล่อยปะละเลย ให้เผชิญกับความเสี่ยง จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอย่างโดดเดี่ยว

4) “เพิ่มพลังรายได้การท่องเที่ยว” พลิกฟื้นความเชื่อมั่นการเที่ยวไทย ปลอดภัยทุกเวลา ดึงเม็ดเงินจาก ทั่วโลกกระจายสู่ทุกพื้นที่

5) “เพิ่มพลังคนรุ่นใหม่” สร้างเถ้าแก่ใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งการ “เพิ่มพลังคนไทย” ทั้ง 5 ด้านนี้ จะเป็นการ “เพิ่มกำลังซื้อของประเทศ” เศรษฐกิจภายในประเทศ ต้องเข้มแข็ง เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมเร่ง “สร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ” ใน 3 ด้าน

1) การพัฒนาคนเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เด็กไทยเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่สามารถคว้าโอกาสของโลกยุคใหม่มาใส่มือ เด็กไทยต้องดีและเก่ง เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ

2) การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า เพื่อความแข็งแกร่งของคนไทยทุกคน คนไทยต้อง “แข็งแรงก่อนแก่” “ดูแลก่อนป่วย มีอายุยืนแบบสุขภาพดี”

3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการคมนาคม และระบบน้ำ ให้เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงพื้นที่การผลิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจดีทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยจะทำให้ “ประเทศไทยสงบสุขอย่างมีอนาคต” สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความสงบสุขอย่างมีคุณภาพทุกหย่อมหญ้า สร้างความสงบที่มีเสรีภาพ มิใช่ความสงบแบบถูกกดขี่ สร้างความสงบที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มิใช่ความสงบที่เต็มไปด้วยทุกข์ สร้างความสงบที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง มิใช่ความสงบแบบกระเป๋าแฟบ ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง รายได้ หดหาย หนี้สินท่วมตัว

วันนี้ “ทีมเพื่อไทย” เราพร้อมแล้วค่ะ ที่จะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานเพื่อคนไทยจากทุกข์ในครั้งนี้ให้ได้ เบื้องหน้าของท่านคือ นักรบผู้มากความสามารถของ “ทีมเพื่อไทย” ที่อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และเรายังมี “ทีมเพื่อไทย” ทีมนักบริหารมืออาชีพ อีกหลายด้าน ที่จะทยอยเปิดตัวจากนี้ไปทุกสัปดาห์ สำหรับวันนี้ขอมอบหน้าที่ให้ทีมแรก ที่จะมารับผิดชอบปัญหาหลัก ที่เป็นทุกข์หนักของคนไทยในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเรามี 2 ขุนพลทางเศรษฐกิจที่จะมาหยุดวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง และคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายกฯ เป็นประธานทอดผ้ามหาบังสกุลครูใหญ่ ‘หลวงพ่อคูณ’

พระองค์โสม ประทานดอกไม้จันทน์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทอดผ้ามหาบังสุกุล ครูใหญ่ “หลวงพ่อคูณ” ด้าน จังหวัดระดมรถโดยสารจิตอาสา นับร้อยคัน ลำเลียงสาธุชนเข้าร่วมพิธีการสำคัญ คาดคนร่วมงานนับแสนคน

วันที่ 28 ม.ค. 2562 เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ มข. สถานที่ที่ มข.กำหนดจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม เป็นกรณีพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2561 ยังคงมีพุทธศาสนิกชน คณะศิษยานุศิษย์ รวมไปถึงผู้ให้การเคารพเลื่อมใสศรัทธาในครูใหญ่หลวงพ่อคูณ รวมไปถึงคนในครอบครัวของครูใหญ่ทั้ง 647 ร่าง ทยอยเดินทางมาวางดอกไม้จันทน์และกราบลาสรีรสังขารครูใหญ่หลวงพ่อคูณ อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากที่ฌาปนสถานชั่วคราววัดหนองแวงพระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน สถานที่ที่ มข.และวัดหนองแวงพระอารามหลวง กำหนดใช้ในการถวายเพลิงสรีรสังขารครูใหญ่หลวงพ่อคูณ โดยมีการกำหนดสร้างเมรุชั่วคราวเป็นรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ นั้นได้มีการระงับการวางดอกไม้จันทน์มาตั้งแต่เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา ทำให้การเดินทางของเหล่าสาธุชนที่ต่างมุ่งหน้ามาที่ ศูนย์ประชุมฯ นั้นมีเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า เท่าตัว แต่ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำรวม โดยมีนักศึกษา มข. และคณะทำงานที่รับผิดชอบในส่วนงานต่างๆนั้น ทำหน้าที่ในส่วนงานต่างอย่างเต็มที่ โดยในวันนี้ มข.ได้อนุญาตให้สาธุชนที่เดินทางมาจากทั่วทั้งโลกนั้นได้วางดอกไม้จันทน์และกราบลาสรีรรสังขารครูใหญ่หลวงพ่อคูณไปจนถึงเวลา 22.00 น.

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้ยืนยันชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานในการทอดผ้ามหาบังสุกุลครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ที่ ฌาปนสถานฯ โดยเดินทางมาพร้อมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี,พล.อ.อนุพงษ์ เหล่าจินดา รมว.มหาดไทย โดยจะเดินทางมาถึง จ.ขอนแก่น ในเวลาประมาณ 16.30 น. และเป็นประธานทอดผ้ามหาบังสุกุล ในเวลา 17.30 น. โดยลำดับขั้นตอนดังกล่าวนั้นเป็นไปตามที่คณะทำงานนั้นกำหนด อย่างไรก็ดีในวันพรุ่งนี้ที่จะมีสาธุชนจากทั่วทั้งโลกมาร่วมในพิธ๊การสำคัญดังกล่าวเป็นจำนวนมากและคาดว่าจะมีมากกว่า 100,000 คน ทำให้การบริหารจัดการในด้านต่างๆในภาพรวมนั้นจะต้องเป็นไปอย่างรัดกุมและเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

จังหวัดยังคงรับสมัครจิตอาสา ในการลำเลียงสาธุชนจากจุดจอดรถทุกแห่งที่จังหวัดกำหนด มายังฌาปนสถานฯ ซึ่งผู้ที่จะมาร่วมงานนั้นไม่ควรนนำรถยนต์ส่วนตัวมาเองหรือนำมาให้ไปจอดไว้ที่จุดจอดต่างๆที่จังหวัดกำหนด โดย มข. และ จังหวัดได้จัดรถรับส่งฟรี ไว้บริการแล้วกว่า 100 คัน และจะระดมรถรับส่งให้เพิ่มขึ้นเป็น 200 คัน ทั้งนี้สรีรรสังขารของหลวงพ่อคูณ จะเคลื่อนจออกจาก มข.ไปยังฌาปนสถาน ในเวลาประมาณ 14.00 น. และจะถึงที่ ฌาปนสถานฯในเวลาประมาณ 15.30 น.จากนั้นก็จะเข้าสู่ลำดับพิธีการต่างๆตามที่ มข.กำหนด ซึ่งในส่วนของบริเวณฌาปนสถานฯ นั้น มข.และจังหวัด อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าไปทำหน้าที่เท่านั้น สาธุชน จะอยู่โดยรอบบริเวณฌาปนสถานฯ และในจุดที่ คณะทำงานกำหนด

ผวจ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า งานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่และครูใหญ่หลวงพ่อคูณนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าเป็นคนละส่วนคือ ซึ่งขณะนี้ยืนยันชัดเจนตามกำหนดคือในวันพรุ่งนี้ (29 ม.ค.) ที่ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.30 น. พระสงฆ์ สามเณร พร้อมญาติครูใหญ่ และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมกัน ณ ศูนย์ประชุมฯ,เวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้า,เวลา 08.45 น. แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ โดย พระพรหมมังคลาจารย์(ธงชัย ธัมมฺธโช) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค8 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร,เวลา 09.20 น. พิธีสวดมาติกาบังสุกุล,เวลา 09.40 น. พิธีทอดผ้าบังสุกุล,เวลา 10.30 น. ถวายภัตตาหารเพล,เวลา 13.00 น. ประธานนักศึกษาอ่านคำไว้อาลัยครูใหญ่,เวลา 13.10 น. คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ่านหมายรับสั่ง,เวลา 13.20 น. อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ,เวลา 13.30 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานในพิธี ทอดผ้าบังสุกุล และเวลา 13.40 น. พิธีพระราชทานเพลิงศพ

เวลา 14.00 น. เคลื่อนสรีรสังขารครูใหญ่พ่อคูณ ไปยังฌาปนสถานฯ,เวลา 15.00 น. เคลื่อนร่างครูใหญ่ ไปยังฌาปนสถานตามวัดต่างๆ,เวลา 16.40 น. วางดอกไม้จันทน์ประทานจากพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ,เวลา 16.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงฌาปนสถานฯ ,เวลา 17.00 น. ทอดผ้าไตรบังสุกุล 9 ไตรเวลา 17.20 น. อ่านประวัติครูใหญ่หลวงพ่อคูณ โดย คณบดีคณะแพทยศาสตร์,เวลา 17.30 น. ทอดผ้ามหาบังสุกุล โดย นายกรัฐมนตรี,เวลา 17.45 น. พระสงฆ์และแขกผู้มีเกียรติวางดอกไม้จันทน์,เวลา 18.00 น. พิธีขอขมาครูใหญ่หลวงพ่อคูณ และพิธีกรรมตามขนบอีสานโบราณ เวลา 22.15 น.พิธีถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงพ่อคูณ

อย่างไรก็ตาม พิธีการดังกล่าวดังกล่าวในภาพรวมนั้นสำคัญทุกขั้นตอน จึงขอความร่วมมือไปยังสาธุชนที่เดินทางมาจากทั่วทั้งโลกนั้นได้ใจเย็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยที่ มข. จังหวัดและทุกภาคส่วนนั้นได้ทำหน้าที่ในงานพิธีการสำคัญดังกล่าวนี้อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถและทุกคนล้วนพร้อมใจที่จะส่งดวงวิญญาณครูใหญ่หลวงพ่อคูณ พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีผู้ที่ให้การเคารพเลื่อมใสศรัทธาอยู่ทั่วทั้งโลกนั้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

‘ธนาธร’ หาเสียงกระบี่ ยันชาวสวนยางใช้ 3 หมื่นล้านคุ้มค่า สร้างเครื่องจักร-แปรรูป-ขยายตลาดเพิ่ม

“ขนมจีนไก่ทอด” เมืองกระบี่หรอยแรง “ธนาธร” ยืนยันชาวสวนยาง มั่นใจใช้ 3 หมื่นล.คุ้มค่า สร้างเครื่องจักร-แปรรูป-ขยายตลาดเพิ่ม

วันนี้(28 ม.ค.) ที่ จ.กระบี่ พรรคอนาคตใหม่ นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เป็นวันที่ 2 โดย โดยเริ่มต้นอาหารเช้าด้วย “ขนมจีน ไก่ทอด” ก่อนลงพื้นที่พบประชาชนที่ตลาดรุ่งโรจน์ จากนั้น แกนนำพรรคอนาคตใหม่ขึ้นเวทีปราศรัยที่ มัสยิดกลางจังหวัดกระบี่ พร้อมเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 2 เขต ได้แก่ เขต 1 นายยุทธนา อ่าวลึกน้อย และเขต 2 นายประพันธ์ แก้วทอง

นายธนาธร กล่าวว่า สิ่งที่ได้ยินบ่อยมากในการเดินทางมาเยือนภาคใต้ คือต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องราคายางพารา เพราะชีวิตความป็นอยู่ของคนใต้ส่วนใหญ่ พึ่งพาผลผลิตจากยางเป็นหลัก จากที่มีโอกาสไปดูโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ผนวกกับความรู้ที่ตนเองมีเรื่องเครื่องจักรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จึงมีความมั่นใจว่า ยางพาราจะสามารถสร้างรายได้มหาศาลเมื่อมีการนำเทคโนโลยีมาแปรรูป ซึ่งในประเทศไทยทุ่มงบประมาณไปกับการนำเข้าเครื่องจักรจำนวนมาก

ทั้งที่มีศักยภาพสร้างเครื่องจักรในประเทศไทย รัฐบาลปัจจุบันใช้งบประมาณปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งพรรคอนาคตใหม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้งบประมาณนี้ได้เกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อประชาชนชาวสวนยาง ทำได้ได้ดีกว่ารัฐบาลปัจจุบันแน่นอน และนอกจากนี้เราจะขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ​ เช่น อินเดีย บราซิล ที่มีความต้องการสินค้าแปรรูปยางพารา​จำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงบ่าย หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และคณะทำงานจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อแนะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และเพื่อตอกย้ำว่าพรรคอนาคตใหม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยส่งผู้สมัครลงแข่งจันครบทั้ง 350 เขตทั่วประเทศ