ขนส่งฯ เตือน! ‘เสื้อวินจักรยานยนต์’ ห้ามจำหน่ายให้เช่า มีโทษเพิกถอนใบอนุญาต-ยุบวิน

ขนส่งฯ เตือน! ‘เสื้อวินจักรยานยนต์’ ห้ามทำขาย หรือจำหน่าย ให้เช่า มีความผิด โทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต-ยุบวิน

วันนี้(28 ม.ค.) นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรณีที่มีผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างบางคนนำเสื้อวินรถจักรยานยนต์มาปล่อยเช่าหรือขายในราคาสูง รวมถึงมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ผิดกฎหมาย (วินเถื่อน) แอบลักลอบนำรถจักรยานยนต์มาให้บริการประชาชน โดยจัดทำเสื้อวินและลักลอบพิมพ์ตัวเลขบนเสื้อกั๊กนั้น กรมการขนส่งทางบกขอย้ำว่าเสื้อวินรถจักรยานยนต์ที่ทางราชการออกให้ ไม่สามารถทำการปล่อยเช่า, ซื้อขาย, สืบทายาทและไม่สามารถพิมพ์ตัวเลขบนเสื้อวินเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขับรถในวินได้ รถจักรยานยนต์ที่สามารถนำมารับส่งผู้โดยสารได้ต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ป้ายเหลือง) ต้องมีที่ตั้งวินตามที่ได้รับอนุญาตและต้องให้บริการในเส้นทางหรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

โดยผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องแต่งกายตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด สวมเสื้อวินรูปแบบใหม่ที่แสดงบัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน และการเรียกเก็บอัตราค่าโดยสารต้องเป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด และต้องติดตั้งป้ายแสดงอัตราค่าโดยสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนในบริเวณที่ตั้งวิน หากพบการฝ่าฝืนนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มาใช้รับส่งผู้โดยสารมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท กรณีพบการซื้อขาย ปล่อยเช่าเสื้อวินที่ทางราชการออกให้ หรือการลักลอบพิมพ์ตัวเลขบนเสื้อวินเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขับรถในวิน คณะกรรมการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะจะพิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะหรือยึดเสื้อวินและลงโทษสูงสุดถึงขั้นยุบวินต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเลือกใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากข้อมูลผู้ขับขี่ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะทำให้ง่ายต่อการติดตามตัวกรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ โดยสังเกตได้จากแผ่นป้ายทะเบียนรถซึ่งต้องใช้เสื้อวินที่แสดงบัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน หากพบรถจักรยานยนต์สาธารณะให้บริการไม่ปลอดภัย โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

แม่คาใจ! ลูกถูกตำรวจถีบรถจนประสบอุบัติเหตุตาย ไม่ยอมเผาศพนาน 5 เดือน

แม่คาใจ ลูกถูกตำรวจถีบรถจนประสบอุบัติเหตุตาย ไม่ยอมเผาศพนาน 5 เดือน เดินหน้าร้องขอความเป็นธรรม

วันที่ 28 ม.ค. 2562 นางจารีย์ มูลมะณี มารดา เด็กอายุ 16 ปี ผู้เสียชีวิต และนายนัฐวุฒ สุธาพจน์ บิดาของเด็กชายอายุ 14 ปี ผู้ได้รับบาด ได้เข้าร้องทุกข์กกับทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ผู้ร้องเรียนระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง ได้ขี่รถไล่ตามผู้ตาย จากนั้นใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ จนเป็นเหตุให้เด็กอายุ 16 ปี เสียหลักขี่ชนกำแพงเสียชีวิต ส่วนเด็กชายวัย 14 ขวบ บาดเจ็บสาหัส โดยเหตุเกิดที่ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี คดีผ่านพ้นมาร่วม 5 เดือน แต่ยังไม่คืบหน้า ส่วนศพเด็กชายอายุ 16 ปี ที่เสียชีวิต ครอบครัวยังคงไม่เผา เพื่อรอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชาย

หลังได้รับเรื่องทนายรณณรงค์ ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (29 ม.ค. 2562) ตนพร้อมผู้ปกครองจะเดินทางไปยังกองบังคับการปราบปราม เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 19 ก.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ตายพร้อมเพื่อนได้ขี่รถจักรยานยนต์ หลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เนื่องจากท่อรถจักรยานยนต์มีเสียงดัง จนประสบอุบัติเหตุแหกโค้งชนกำแพงสุสานบ้วนฮกหงี่ซัว อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เสียชีวิต

ซึ่งทางด้านตำรวจคู่กรณีเคยเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุได้แจ้งให้ผู้ตายหยุดรถเพื่อตรวจสอบ แต่ผู้ตายไม่หยุด พยายามขี่รถหลบหนีด้วยความเร็ว จึงขี่รถไล่ตาม สุดท้ายรถผู้ตายเสียหลักล้มเอง ยืนยันไม่ได้ถีบรถตามที่ถูกกล่าวหา

ขอบคุณภาพจาก มูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี

นายกฯ ชวนประชาชนไปเลือกตั้ง กำหนดอนาคตประเทศ

นายกฯ ชวนคนไทยไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 กำหนดอนาคตประเทศ แนะรับสื่ออย่างมีสติ

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (28 ม.ค. 2562) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.สระบุรี ถึงสถานการณ์ทางการเมือง ว่า การลงพื้นที่วันนี้ มาเพื่อรับทราบปัญหาของประชาชนและมาติดตามงานของรัฐบาล ไม่ได้มาหาเสียง พูดให้ใคร หรือพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น แต่มาในนามรัฐบาลที่เป็นผู้ลงมือทำและติดตามโครงการ

ทั้งนี้รู้สึกดีใจ ที่ได้กำลังใจจากประชาชนในพื้นที่ ที่ให้การต้อนรับ ทำให้ตนเองมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่จนหมดหน้าที่รัฐบาล ซึ่งจะทำงานที่เหลืออยู่อย่างดีที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกกลุ่มทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม

พร้อมกันนี้ก็ขอให้ประชาชนทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 นี้เยอะๆ เพื่อจะได้เป็นคนกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นจึงขอให้เลือกให้ดี เพราะประเทศอยู่ในมือของทุกคน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากให้ประชาชนมีสติในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่อย่างนั้นอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความขัดแย้งอีกได้