เผยขั้นตอนพิธีลอยอังคาร ‘หลวงพ่อคูณ’ จ.หนองคาย

เผยขั้นตอนพิธีลอยอังคารพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ที่จัดขึ้นบริเวณพระธาตุกลางน้ำในวันที่ 30 ม.ค.นี้

ลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน ริมแม่น้ำโขง ใกล้สถานีเรือหนองคาย เขตเทศบาลเมืองหนองคาย เป็นสถานที่ประกอบพิธีลอยอังคารพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ในวันที่ 30 มกราคม

ตามกำหนดการ กล่องบรรจุเถ้าอัฐิหลวงพ่อคูณจะมาถึงเวลา 10 นาฬิกา ก่อนถูกนำไปวางบนแท่นที่ลานริมโขง หน้าสถานีเรือหนองคาย จากนั้นช่วงเที่ยงจะเริ่มพิธีการด้วยการเชิญกล่องบรรจุอัฐิหลวงพ่อคูณลงเรือ ล.169 ซึ่งมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 4 รูป , ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมไม่เกิน 15 คน

จากนั้นเคลื่อนขบวนเรือทวนน้ำไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ให้ประชาชนที่รออยู่บนตลิ่งมีโอกาสกราบไหว้ แล้วจึงหันเรือกลับไปประกอบพิธีลอยอังคาร บริเวณพระธาตุกลางน้ำ, วนรอบพระธาตุกลางน้ำ 3 รอบ, ทำพิธีโปรยเถ้าอัฐิทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้วัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย ขอความร่วมมือประชาชนที่จะเข้าร่วมกราบไหว้เถ้าอัฐิหลวงพ่อคูณ แต่งกายโทนสีขาว ชุดสุภาพ สำรวม และไม่เข้าใกล้แท่นวางกล่องบรรจุอัฐิมากเกินไป และระหว่างประกอบพิธีขอให้ประชาชนร่วมอธิษฐานจิต เพื่อน้อมส่งหลวงพ่อคูณในวาระสุดท้าย

คมนาคม สั่ง ขสมก. ใช้ไบโอดีเซล B20 กับรถโดยสารให้แล้วเสร็จ 1 ก.พ.นี้

คมนาคม สั่งการให้ ขสมก. ใช้ไบโอดีเซล B20 กับรถโดยสารให้แล้วเสร็จในวันที่ 1 ก.พ.นี้ เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กระทรวงคมนาคม เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ในรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 2,075 คัน เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ขสมก. สนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ได้รับผลกระทบจากผลผลิตล้นตลาดทำให้มีราคาตกต่ำ ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานได้ร่วมกันดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม บริสุทธิ์ในสัดส่วน 20%) ในภาคคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันดีเซล B20

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ขสมก. จึงขยายผลการใช้น้ำมัน B20 กับรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 2,075 คัน แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดา ยี่ห้อฮีโน่ และมิตซูบิชิ จำนวน 815 คัน ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2562 ประกอบด้วย

– เขตการเดินรถที่ 1 อู่รังสิต จำนวน 56 คัน

– เขตการเดินรถที่ 2 อู่มีนบุรี และอู่สวนสยาม จำนวน 204 คัน

– เขตการเดินรถที่ 3 อู่เมกาบางนา อู่แพรกษาบ่อดิน และอู่ปู่เจ้าสมิงพราย จำนวน 176 คัน

– เขตการเดินรถที่ 4 อู่คลองเตย และอู่พระราม 9 จำนวน 256 คัน

– เขตการเดินรถที่ 5 อู่แสมดำ และอู่พระประแดง จำนวน 123 คัน

ระยะที่ 2 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดา ยี่ห้อมิตซูบิชิ และอีซูซุ รถโดยสารปรับอากาศครีม – น้ำเงิน ยี่ห้ออีซูซุ และฮีโน่ และรถโดยสารปรับอากาศยูโรทู ยี่ห้ออีซูซุ แดวู และเบนซ์ จำนวน 1,260 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ประกอบด้วย

– เขตการเดินรถที่ 1 อู่บางเขน จำนวน 122 คัน

– เขตการเดินรถที่ 4 อู่คลองเตย และอู่พระราม 9 จำนวน 79 คัน

– เขตการเดินรถที่ 6 อู่พุทธมณฑล และอู่ไร่ขิง จำนวน 348 คัน

– เขตการเดินรถที่ 7 อู่ท่าอิฐ อู่บางบัวทอง และอู่นครอินทร์ จำนวน 371 คัน

– เขตการเดินรถที่ 8 อู่กำแพงเพชร และอู่สวนสยาม จำนวน 340 คัน

ทั้งนี้เมื่อ ขสมก. เปลี่ยนใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารทั้ง 2 ระยะ จำนวน 2,075 คัน จะมีปริมาณการใช้น้ำมันเดือนละ 5.5 ล้านลิตร หรือปีละ 66 ล้านลิตร สามารถนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันดีเซล B20 ได้ปีละประมาณ 8.58 ล้านลิตร ช่วยลดมลพิษได้ 4% และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 15%

นอกจากนี้ ขสมก. ได้กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ดังนี้

1. ตรวจดูแลรถโดยสารก่อนนำรถออกให้บริการประชาชน โดยห้ามมิให้รถควันดำออกให้บริการประชาชนโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะส่งเข้าซ่อมบำรุงทันที

2. ตรวจวัดควันดำและตรวจวัดความดังของเสียงเครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง เดือนละ 2 ครั้ง

3. กำชับให้พนักงานขับรถโดยสาร ออกรถด้วยเกียร์ 1 ทุกครั้ง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ ขสมก. Set Zero รถโดยสารของ ขสมก. ทุกยี่ห้อ โดยให้เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถ ได้แก่ การเปลี่ยนหม้อพักไอเสีย ไส้กรองอากาศ ไส้กรองน้ำมันดีเซล และไส้กรองน้ำมันเครื่อง

รวมทั้งเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนเชื้อเพลิง จากน้ำมันดีเซลมาใช้ไบโอดีเซล B20 ซึ่งเริ่มใช้กับรถโดยสาร จำนวน 2,075 คัน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และได้ติดตามการตรวจสอบค่าควันดำ ตามนโยบาย “One Transport ปลอดฝุ่น PM 2.5 คมนาคม รวมใจ ช่วยลดฝุ่น เพื่อความสุข สุขภาพดี ของประชาชน” ซึ่งวัดค่าควันดำได้ประมาณ 4 – 15% ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษที่กำหนดให้ไม่เกิน 45%

ขนส่ง สั่งจับตารถโดยสารทุกประเภท ฝ่าฝืนเก็บค่ารถเกินเจอปรับสูงสุด

ขนส่ง กำชับ ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางทุกประเภท พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการให้บริการ ฝ่าฝืนเก็บค่าโดยสารเกินเจอปรับสูงสุดทุกกรณี

นายกมล บูรณพงศ์ รองกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมีมติเลื่อนการปรับขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารประจำทางทุกประเภท ออกไปจากกำหนดเดิมเป็นวันที่ 22 เมษายน 2562 ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางทุกประเภทต้องปฏิบัติตามมติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

โดยต้องจัดเก็บค่าโดยสารตามอัตราเดิมที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสเก็บค่าโดยสารโดยใช้อัตราใหม่ซึ่งจะมีผลวันที่ 22 เมษายน 2562 นั้น กรมการขนส่งทางบกได้จัดผู้ตรวจการลงพื้นที่ตรวจสอบตามประเด็นร้องเรียนและควบคุมการให้บริการให้เป็นไปตามเงื่อนไข

หากตรวจสอบพบการฉวยโอกาสเก็บค่าโดยสารเพิ่มจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ฐานเรียกเก็บอัตราค่าโดยสารผิดไปจากที่ทางราชการกำหนด ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติการกระทำความผิด

และหากพบการกระทำผิดซ้ำพิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตผู้ประจำรถ ทั้งผู้ขับรถและผู้เก็บค่าโดยสาร รวมถึงผู้ประกอบการจะมีความผิดฐานไม่ควบคุมกำกับดูแลการให้บริการซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราค่าโดยสารในปัจจุบัน ดังนี้ รถของ ขสมก. 6.50 บาท รถร่วม ขสมก. (บัสใหญ่และมินิบัส) 9 บาท รถโดยสารปรับอากาศ 12-20 บาท รถโดยสารปรับอากาศ (Euro) 13-25 บาท รถสองแถว 7 บาท รถตู้โดยสารจัดเก็บในอัตราเดิม

ในขณะที่รถหมวด 2 หมวด 3 ที่ให้บริการในต่างจังหวัด ทั้งรถบัส บขส.และรถร่วม บขส. แบ่งเป็น 4 ช่วง ประกอบด้วย ระยะทาง 40 กม.แรก 0.49 บาทต่อ กม., 40-100 กม. 0.44 บาทต่อ กม., 100-200 กม. 0.40 บาทต่อ กม. และเกิน 200 กม. 0.36 บาทต่อ กม. กรณีเป็นรถตู้และรถโดยสารขนาดเล็ก 0.67 บาทต่อ กม.

กรณีประชาชนพบรถโดยสารสาธารณะเก็บค่าโดยสารเกิน สามารถแจ้งกับผู้ตรวจการได้โดยตรง หรือร้องเรียนผ่านสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, ผ่านทาง Facebook ชื่อ “1584 ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ” https://www.facebook.com/dlt1584/

หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก โดยระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ ให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้กระบวนการติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว