หนุ่มเตือน! อย่าหลงเล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ ‘เน็ตไอดอล’ โพสต์ชักชวน หลังหลานชายฆ่าตาย

หนุ่มตั้งกระทู้เตือน! กลุ่มวัยรุ่นอย่าหลงเล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ ‘เน็ตไอดอล’ โพสต์ชักชวน หลังหลานชายฆ่าตาย แม่เสียสติ

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมา เหล่าเน็ตไอดอล ที่มีผู้ติดตามเยอะๆ มักจะรับงานโฆษณาชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ หรือ คาสิโนออนไลน์ ซึ่งทำให้สังคมเกิดคำถามว่า มันถูกกฎหมายหรือไม่?

ล่าสุด (19 ก.พ. 62) มีรายงานว่า สมาชิกหมายเลข 5125185 ได้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอมว่า เตือนวัยรุ่นระวังคาสิโนออนไลน์ จากพวกเน็ตไอดอลเพราะหลานชายผมฆ่าตาย แม่เค้าเสียสติ โดยเผยว่า หลานตนเองได้ลองเล่นคาสิโนออนไลน์ ที่มีการโฆษณาเชิญชวนจากเหล่าเน็ตไอดอล แรกๆ ได้เงิน หลังๆ เสียจนหมดตัว สุดท้ายฆ่าตัวตาย ส่วนผู้เป็นแม่รับไม่ได้ เสียสติไปอีกคน

มาเตือนเหล่าพี่ๆ น้องๆ ที่เห็นพวกเน็ตไอดอลหลายคนที่โปรโมท คาสิโนออนไลน์ สล็อต ยิงปลา เรื่องคือหลานชายผมอยู่ ปี 2 วิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ จ.อุบลราชธานี ได้ติดตามเน็ตไอดอลตัวลาย. ที่ชื่อเฟซบุ๊กใช้คำว่าเสี่ย. โดยได้มีการชักชวนเล่นการพนันออนไลน์ เล่นได้ที หลักล้าน

หลานชายเริ่มแรก เล่นตาละไม่กี่ร้อยได้มาเป็นหมื่น พอมาช่วงหลังๆ เสียกลับคืนจนขโมยทองแม่ที่เก็บไว้ไปเล่นหมดราวๆ 5-6 แสนบาท ส่วนตัวพ่อน้องมีเงินให้ก่อนแยกทางกับแม่ 4 แสนบาท ตอนนี้น้องเขาได้เสียแล้วเพราะฆ่าตัวตาย แม่เด็กรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้. สติหลุดไม่ปกติ

เลยอยากเตือนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เล่น FB อย่าไปหลงกลกับการเชิญชวนของเหล่าเน็ตไอดอลหลายๆ คน ยุคนี้มันน่ากลัวตรงที่ทุกคนสามารถเข้าออกเองได้. ด้วยปลายนิ้ว. เพราะมีธนาคารออนไลน์ ระวังด้วยนะครับ.

และขอสาปแช่ง. พวกเน็ตไอดอลที่เห็นแก่เงิน ไปรับโฆษณาจากพวกคาสิโนออนไลน์. ขอให้ชีวิตวิบัติ ล่มจม หาความสุขไม่ได้. เพราะไม่รุ้ว่ากี่ชีวิต ที่ต้องพังเพราะความเห็นแก่เงินของพวกคุณทั้งหลาย

ทั้งนี้ หลังจากกระทู้ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ ได้มีสมาชิกเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแสดงความเสียใจต่อเจ้าของกระทู้ พร้อมกับแชร์ประสบการณ์ของตนเอง และเรียกร้องให้มีการจัดการขั้นเด็ดขาดกับเว็บเหล่านี้

หนุ่มวินหัวร้อน! เห็นรถถูกถอยชนเบาๆ ปรี่ชกคนงานกรุ๊ปทัวร์อินเดียเจ็บ 3 ราย

วันนี้ (19 ก.พ. 62) มีรายงานว่า พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา พร้อมกำลังตำรวจ สภ.เมืองพัทยา และ ตม. ชลบุรี ร่วมกันจับกุมตัวนายสมุทร ยันสาคร อายุ 43 ปี อาชีพขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง บริเวณห้างตึกคอมพัทยากลาง ในข้อกล่าวหา 1.ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น 2.เป็นผู้ขับขี่รถมีปริมาณแอลกฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด (146 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) 3.เป็นผู้ขับขี่รถใช้รถไม่ตรงประเภทที่จดทะเบียนไว้

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ กล่าวว่า ขณะที่นำกำลังออกกวดขันป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบ ตามนโยบายผู้บังคับบัญชา ต่อมาได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณหน้าร้านอาหารอินเดียแห่งหนึ่ง ริมถนนพัทยาใต้ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ พบนักท่องเที่ยวพากันแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรวจสอบผู้ได้รับบาดเจ็บถูกชกต่อยจำนวน 3 คน ทั้งหมดเป็นพนักงานของบริษัท เอ็ม เวิลด์ เอเชีย กรุ๊ป

ประกอบด้วย นายเสน่ห์ สอบกระโทก อายุ 60 ปี โชเฟอร์ ถูกทำร้ายจนใบหน้าปูดบวม ขณะที่ นางชะเอม ดอดกระโทก อายุ 62 ปี ภรรยาโชเฟอร์ และ น.ส.วชิราภรณ์ พิฉินทธารี อายุ 39 ปี มัคคุเทศก์ มีรอยฟกช้ำตามร่างกายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วน นายสมุทร หลังก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ก่อนจะถูกตำรวจจับกุมได้ที่บริเวณหน้าบาร์เบียร์แห่งหนึ่ง ย่านพัทยาใต้ ในอาการคล้ายคนมึนเมาสุรา พูดจาไม่รู้เรื่อง จึงทำการเป่าตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจพบว่าเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด และใช้รถผิดปรเภท

สอบถาม นายเสน่ห์ โชเฟอร์รถทัวร์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมารับลูกทัวร์ชาวอินเดียประมาณ 40 คน ที่ร้านอาหารบริเวณเกิดเหตุ ระหว่างที่กำลังค่อยๆ ถอยรถทัวร์ ปรากฏว่าคนดูท้ายรถส่งสัญญาณว่าท้ายรถทัวร์ไปกระแทกรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านหลัง ก่อนที่แรงกระแทกจะทำให้รถเริ่มขยับ ซึ่งยืนยันว่ารถยังไม่ทันล้มหรือได้รับความเสียหายใดๆ แต่เมื่อ นายสมุทร เจ้าของรถนั่งรับประทานอาหารอยู่พบเห็นจึงรีบปรี่เข้าไปทำร้ายตนเองและภรรยารวมถึงไกด์ที่เข้ามาห้ามปราบจนได้รับบาดเจ็บฟกช้ำตามร่างกาย ก่อนผู้ก่อเหตุจะรีบหลบไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

เบื้องต้น นายสมุทร อ้างว่า ขณะที่นั่งรับประทานบะหมี่เกี๊ยวอยู่บริเวณดังกล่าว ได้ยินเสียงคนตะโกนว่าชนแล้ว จึงหันไปดูพบว่ารถจักรยานยนต์ของตัวเองถูกชน จึงรีบวิ่งเข้าไปต่อว่าก่อนจะถูกกลุ่มโชเฟอร์ทำร้ายจนต้องขับรถหนี ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ โดยจากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดและสอบถามพยานแวดล้อมพบว่าฝ่ายโชเฟอร์ให้การตามความเป็นจริงหมดทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม ตำรวจจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมกับส่งเรื่องไปยัง ขนส่ง เพื่อพิจรณาเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่สาธารณะอีกด้วย เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้รับความหวาดกลัวและไม่ปลอดภัยในด้านบริการ เนื่องจากมีอาการมึนเมาสุราระหว่างทำงาน

แพทย์ชี้ ‘พาราควอต’ ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้น ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ เสี่ยงพิการทางสมอง

หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ชี้ หากประเทศไทยไม่เลิกใช้สารอันตราย “พาราควอต” ในการฆ่าวัชพืชและแมลง จะส่งผลให้มีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลวิจัยยังพบอีกว่า ในแม่ตั้งครรภ์ที่รับสารชนิดนี้เข้าไป จะถ่ายทอดสู่ลูก ทำให้ลูกมีความเสี่ยงพิการทางสมองได้

นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการอนุญาตให้ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชและแมลงมากกว่า 280 ชนิด ซึ่งมี 3 ชนิด ที่มีอันตรายต่อสุขภาพในระดับรุนแรง แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่ยกเลิกการใช้ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสท

โดยการเข้าสู่ร่างกาย สามารถเข้าได้หลายทาง ได้แก่ จากการสูดดมสารที่ระเหยในอากาศ จากการสัมผัสสารที่ตกค้างในน้ำบริเวณพื้นที่การเกษตร และจากการทานพืชผักที่มีสารเหล่านี้ตกค้าง

ทั้งนี้ จากรายงานพบว่า ถึงแม้จะมีการรับสารเหล่านี้เข้าไปสู่ร่างกายในปริมาณน้อยแต่สะสมเป็นระยะเวลานาน ความเข้มข้นของสารจะมีผลกระทบต่อสมอง ทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม และโรคพากินร์สันได้ ซึ่งปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้มากถึง 140 คน ต่อ 1 แสนประชากร

ขณะที่ หากสัมผัสเป็นระยะเวลานาน หรือสัมผัสโดยตรงแบบเฉียบพลัน จะมีผลกระทบต่อผิวหนัง ทำให้หนังเน่า เนื้อเน่า และกระแสโลหิตเป็นพิษได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า สารเหล่านี้ยังไปทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง และต่อต้านกระบวนการป้องกันพิษในร่างกาย ทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น

สำหรับ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ก็ยังได้รับความเสี่ยงจากการทานพืชผักที่มีสารเหล่านี้ตกค้าง เนื่องจากไม่มีใครทราบได้ว่า พืชผักที่นำมาประกอบอาหาร จะมีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่ และที่สำคัญการล้างผักไม่ว่าจะวิธีใด ก็ไม่สามารถล้างสารปนเปื้อนออกได้ทั้งหมด ล้างออกได้เพียงร้อยละ 30 – 60 เท่านั้น รวมถึงการนำไปผ่านความร้อนไม่สามารถทำลายสารปนเปื้อนเหล่านี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า แม่ตั้งครรภ์ที่รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้ก็จะถ่ายทอดไปสู่ลูก ทำให้เด็กมีสติปัญญาอ่อน มีผลต่อพัฒนาการทางสมอง พร้อมกันนี้ยังมีการศึกษาพบว่า สารเหล่านี้สามารถพบได้ในสายสะดือเด็กทารก และขี้เถ้าของเด็กทารก จึงยืนยันได้ว่าในแม่ตั้งครรภ์ที่ถึงแม้จะไม่ใช่เกษตรกร แต่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน