บังนัทสารภาพ เสพยาแล้วเกิดอารมณ์ เหตุ ลวงด.ญ. วัย 12 ข่มขืนในตึกร้าง

จับได้แล้วคนร้ายลวง ด.ญ.วัย 12 ปี ข่มขืนในตึกร้างย่านรามคำแหง สารภาพอ้างเสพยาจนเกิดอารมณ์จึงออกอุบายพาไปซื้อขนมก่อนทำมิดีมิร้าย

จากกรณีที่ผู้ปกครองของด.ญ.วัย 12 ปีรายหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ให้ล่าตัวคนร้าย หลังลูกสาวถูกชายอายุราว 40 ปี ล่อลวงไปข่มขืนภายในตึกร้างแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง

ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ทำให้ทราบชื่อว่าผู้ก่อเหตุคือ นายสำรวย จิตรชื้น หรือ บังนัท อายุ 42 ปี และต่อมาศาลได้อนุมัติหมายจับในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี และพรากผู้เยาว์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับตัว นายสำรวย หรือ บังนัท ได้แล้ว หลังจากหนีกบดานที่บ้านหลังหนึ่ง ในชุมชนย่านรามคำแหง  ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริง โดยสาเหตุที่กระทำการดังกล่าวนั้นเป็นเพราะเสพยาเสพติดจนเกิดมีอารมณ์ทางเพศ

ประกอบกับรู้จักกับมารดาของเด็กหญิงและตัวเด็กหญิงอายุ 12 ปี เป็นอย่างดี จึงใช้วิธีล่อลวง อ้างว่าจะพาไปซื้อขนมกิน ก่อนพาไปก่อเหตุ แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ  ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคุมตัวไว้เพื่อให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติพบเป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับติดตัว 2 หมาย คดีลักทรัพย์เมื่อปี 2561 ในพื้นที่ สน.สายไหม และมีนบุรี และในอดีตเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด เมื่อปี 2555 และ 2561 ในพื้นที่ สน.โชคชัย / โคกคราม และบึงกุ่ม

ภาพจาก โปลิศไทยแลนด์

มี.ค.นี้มีผล ปลดล็อก! ปลูกไม้หวงห้ามในที่ดินตัวเอง

อธิบดีกรมป่าไม้ คาด มี.ค.นี้ พ.ร.บ.ป่าไม้ ให้ปลูก-ตัดไม้หวงห้ามในที่ดินตนเอง จะมีการประกาศบังคับใช้

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการปรับแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ที่บังคับใช้มานานกว่า 78 ปี ว่า

ขณะนี้ รัฐบาลได้มีการยกเลิกมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว ที่กำหนดเกี่ยวกับไม้หวงห้ามที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่า ให้สามารถตัดไม้ยืนต้นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง เช่น โฉนด นส.3 ก. ใบจอง สค.1 เป็นต้น หรือให้ยกเลิกไม้หวงห้ามในที่ดินเอกชน และที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ โดยคาดว่า ประมาณ เดือน มี.ค. หรือเดือน เม.ย.2562 จะมีประกาศในราชกิจจาฯ ออกมาบังคับใช้

ซึ่งนายอรรถพล เผยว่า การปรับแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ ดังกล่าวก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้มากขึ้น เพื่อมีรายได้ที่มั่นคงจากการประกอบอาชีพทำไม้ปลูกป่าเศรษฐกิจ รวมถึงเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ และที่สำคัญการแก้กฎหมายนี้ จะทำให้ผู้ต้องขังที่ถูกดำเนินคดีตัดไม้ในที่ดินตนเอง พ้นโทษและได้รับปล่อยให้มีอิสระออกหมดด้วย

สำหรับกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมไม้หวงห้าม จำนวน 158 ชนิด และไม้หายากอีก จำนวน 13 ชนิด คือ
1.กระเบา กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่
2.กำจัดต้น มะแข่น แขว่น มะข่วง ลูกระมาศ
3.กำยาน
4.จันทน์ชะมด
5.จันทน์หอม
6.จันทนา จันทน์ขาว
7.ตีนเป็ดแดง เยลูต
8.ปะ กระ
9.รง รงทอง
10.สนแผง สนใบต่อ แปกลม
11.สำรอง พุงทะลาย ท้ายเภา
12.แสลงใจ แสลงไหน แสลงทม แสลงเบื่อ แสงเบื่อ มะตึ่ง ตึ่งต้น บึงกา ตูมกา ตึ่งตูมกาขาว
และ 13. แหลง แสลง ยวนผึ้ง ผึ้ง ลุง

‘อนุทิน’ ชูออกกฎหมายปกป้องชาวสวนยาง ลั่นพ่อค้ารวย เกษตรกรก็ต้องรวย

‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชูออกกฎหมายปกป้องชาวสวนยาง ย้ำพ่อค้ารวย เกษตรกรก็ต้องรวย

วันที่ 18 ก.พ. 62 ที่ตลาดเทศบาลเมือง จ.นครศรีธรรมราช นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายสรอรรถ กลิ่นประทม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรค, ดร.พะโยม ชินวงศ์ ทีมยุทธศาสตร์พรรค, นางสุภาพ ขุนศรี และ ดร.รวิศรา ทิศนุ่น ผู้สมัครแบบเขต จ.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน โดยได้รับความสนใจจากชาวบ้าน และพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก

นายอนุทิน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้เห็นปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริง ชาวบ้านในตลาดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรยากาศการจับจ่าย ซบเซาเงียบเหงา เพราะเศรษฐกิจรากฐานไม่แข็งแรง ราคายางตกต่ำ ชาวสวนยางประสบกับภาวะยากจน พรรคภูมิใจไทยรู้สึกแปลกใจมากที่ราคายางมีแต่ตกลง ทั้งที่โลกยังใช้ยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำถุงมือ ทำยางรถยนต์ กลไกการตลาดมันไม่เป็นปกติ

พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางแก้ไขคือ เราต้องออกกฎหมายมาสร้างความเป็นธรรมกับโครงสร้างราคา ตามหลักการแบ่งปันกำไร คนทำงานมาก เหนื่อยมาก ลงทุนมาก ต้องไม่ขาดทุน พ่อค้ามีกำไร ชาวสวนยางต้องมีกำไร นอกจากนั้น พรรคยังสนับสนุนให้ชาวสวนยาง แปรรูปผลผลิต และขายผลผลิตปลายน้ำด้วยตัวเอง

เราเชื่อมั่นในความศักสิทธิ์ของกฎหมาย เราต้องการนำกฎหมายมาใช้เพื่อสร้างความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรามองข้ามมาตลอด แน่นอนว่า หากทำสำเร็จย่อมกระทบกับบางคนบางกลุ่ม แต่เราจำเป็นต้องทำ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี