เผยโฉม พลายเอกชัย คชลักษณ์เข้าข่ายช้างมงคล

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ลุยตรวจ พลายเอกชัย หลังพบมีคชลักษณ์เข้าข่ายช้างมงคล

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง ได้เดินทางไปยัง ศูนย์อนุรักษ์ช้าง บริษัทช้างทองคำ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม หลังจากมีการแจ้งไปยังสำนักพระราชวังว่า ช้างที่อยู่ในความดูแล มีคชลักษณ์เข้าข่ายเป็นช้างมงคล อันประกอบด้วย  เล็บขาว ตาขาว เพดานขาว ขนขาว พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ อัณฑโกศขาว

โดยนายธนบดี พรหมสุข ประธานกรรมการบริษัทฯ ได้เปิดเผยว่าจากการตรวจลักษณะภายนอกของเจ้าหน้าที่พบว่าช้างพลายเอกชัยมีลักษณะครบทั้ง 7 ประการ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเข้าข่ายช้างมงคลตระกูลใดนั้น จะต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนของการขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายช้างที่มีลักษณะคชลักษณ์พิเศษเชือกนี้ แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเป็นช้างคู่บารมีของพระองค์ท่าน

ซึ่งถ้าหากผลการตรวจสอบคุณลักษณะพิเศษและตระกูลช้างมงคล ออกมาว่าเป็นช้างสำคัญตามคชลักษณะพิเศษของช้างเผือกและอยู่ในตระกูลช้างมงคล จะนำความปลาบปลื้มยินดีให้กับบริษัทช้างทองคำเป็นอย่างมาก  และทางบริษัทมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า และมีความหวังอันสูงสุดที่ทุกสิ่งจะเป็นอย่างนั้น สำหรับ พลายเอกชัย มีอายุ 33 ปี น้ำหนักตัว 3 ตันเศษ งายาวกว่า 100 เซนติเมตร โคนงาเส้นรอบวง 28 เซนติเมตร

Sky garden แนวคิดร่วมสร้างเมืองปลอดฝุ่น

Sky garden

วันที่ 15 ก.พ.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่คนเมืองหลวง และพื้นที่อื่นๆกำลังประสบและเป็นปัญหาระดับประเทศ หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ยังคงหามาตรการในการลดปริมาณฝุ่น ทั้งในแบบระยะสั้นและระยะยาว เช่นเดียวกับ Project sky garden ที่ริเริ่มโครงการ

นายณัทร ศรีกายกุล ประธานบริษัท Earth Craft TH จำกัด ซึ่งได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควันมาในช่วง2-3 ปี ก่อนหน้านี้ จึงได้หารือกับทีมนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ของไทย เพื่อทำเครื่องมือในการดักจับฝุ่นหรือ ไบโอฟิลเตอร์

นายณัทร กล่าวถึงที่มาที่ไปของโครงการ Sky garden ว่า หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องของปัญหามลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กแล้ว ทางบริษัท ต้องการสร้างเครื่องมือที่เป็น ไบโอฟิลเตอร์ ขึ้นมาเพื่อนำไปแก้ปัญหาฝุ่นควัน จึงทำการค้นคว้าหาข้อมูล ก็ได้ไอเดียมาจากประเทศเยอรมนี ที่เขาใช้ “มอส” มาติดตั้งกับพัดลม ทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศขึ้น

เมื่อเห็นไอเดียนี้ ครั้งแรกก็คิดว่าน่าจะซื้อเครื่องมือดังกล่าวจากประเทศเยอรมนี มาใช้ในประเทศไทย แต่ติดปัญหาหลักๆ คือ “มอส” ที่ใช้กับเครื่องมือนั้นเป็น มอสเมืองหนาว หากนำมาใช้ในประเทศไทย ก็น่าจะตายทันที พันธุ์มอสยังต้องถูกคัดเลือกพันธุ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ในสภาพอากาศประเทศไทย

ต่อมาคือราคาเครื่องมือนี้หากมีการนำเข้าจากประเทศเยอรมัน ราคาสูงถึง 25,000 เหรียญสหรัฐฯ ยังไม่นับรวมถึงภาษีนำเข้าและค่าขนส่ง และคิดว่าในเรื่องระบบทางลมของเครื่องที่ว่ายังสามารถพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นจึงเกิดแนวคิดว่าหากในประเทศไทย สามารถประดิษฐ์เครื่องไบโอฟิลเตอร์ ในการดักจับฝุ่นควันได้ ก็จะทำให้ลดการนำเข้าเครื่องมือจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล

แนวคิดนี้ ยังส่งต่อถึงกลุ่มเกษตรกร ด้วย เพราะหากมีการสร้างเครื่องนี้เป็นรูปธรรม จะมีความต้องการในการใช้ “มอส” จำนวนมาก เกษตรกรก็จะมีรายได้ เพราะราคารับซื้อตารางเมตรมากกว่า 1,000 บาท โดยใน 1 ไร่ ปลูกมอสได้ มากถึง 1,000 ตางรางเมตร

หากการสร้างเครื่องมือไบโอฟิลเตอร์ สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม นอกเหนือจาก เกษตรกร จะมีรายได้จากการปลูกมอสแล้ว ยังช่วยทำให้อากาศในประเทศเราดีขึ้น รวมถึงรายได้ไม่ไหลออกนอกประเทศด้วย

เมื่อได้แนวคิดนี้แล้ว และต้องการผลักดัน Project sky garden ให้เป็นรูปธรรม จึงมีการปรึกษากับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาในการระดมสมอง สร้างเครื่องมือในการดักจับฝุ่นควันหรือไบโอฟิลเตอร์ขึ้นมา โดยใช้มอสเป็นปัจจัยหลักในการดูดจับฝุ่นควัน เริ่มแรกได้มีการทำการวิจัยในห้องปิดประมาณ 1 ตารางเมตร ปล่อยควันและมลพิษ ต่างๆ เข้าไปในห้องปิดดังกล่าวซึ่งมีปริมาณมากถึง 2,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และใส่มอสลงไปด้านในพร้อมระบบลม ผลปรากฎว่าในเวลาเพียง 10 นาทีค่าฝุ่นลดลงมาเหลือแค่ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เมื่อทดลองต่อไปอีก 10 นาที ในห้องปิดดังกล่าว กลายเป็นอากาศบริสุทธิ์ และเมื่อทดลองระบบครบเวลา 40 นาที พบว่าอากาศในห้องค่าฝุ่นละอองกลายเป็นศูนย์

หลังจากทำการทดลองในระบบปิดแล้ว ก็ได้มีการไปหารือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อพัฒนาระบบทางลมที่มีเซนเซอร์วัดค่า ทั้งก่อนและหลังที่จะดูดเอาฝุ่นเข้ามาในเครื่องนี้ ส่วนในเรื่องประสิทธิผลที่ทางเราคาดหวัง เครื่องมือนี้จะสามารถดูดมลพิษบริเวณรัศมี 5 เมตร เป็นอย่างน้อย

ทางกลุ่มมีความตั้งใจว่าจะทำให้แล้วเสร็จ และนำมาทดลองใช้งาน อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มผู้ริเริ่มโครงการ จะมีการหารือกันอีกครั้งเพื่อให้โปรเจ็คนี้ มีความสมบูรณ์มากที่สุดในอนาคตต่อไป

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน วัฒนา-อริสมันต์ คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน วัฒนา-อริสมันต์ คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

จากกรณีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น

และอีก 1 สำนวนในคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร หมายเลขดำ อม.102/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย กับพวก ในฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนนายวัฒนา ซึ่งศาลได้พิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2561 โดยให้ทั้ง 2 คดีรวมเป็นคดีเดียวกันเนื่องจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นชุดเดียวกัน

ล่าสุดวันนี้ 15 ก.พ. 2562 นายวัฒนา และนายอริสมันต์ ได้เดินทางมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังศาลได้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ครั้งที่ 2 ซึ่งศาลได้กำหนดวันสืบพยานมาทั้งหมด 14 นัด โดยเป็นของโจทก์ 10 นัดเริ่มในเดือน มิ.ย.นี้ และเป็นของจำเลย 4 นัดเริ่มในเดือน ก.ย. ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 27 ก.ย. 2562

นายวัฒนา กล่าวว่า สำหรับประเด็นสำคัญของเรื่องคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร คือ 1. ป.ป.ช.กล่าวว่าไม่มีเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในคดีนี้ 2. ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติโครงการทุกคนทำถูกต้องและไม่มีใครขาดคุณสมบัติ 3. ผู้ประกอบการที่ได้โครงการทำถูกต้องตามระเบียบ 4. คณะกรรมการมี 10 คนแต่แจ้งข้อหาเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจมาก

และ 5. ผู้ประกอบการที่อ้างว่ามีการจ่ายสินบน 11 ราย แต่นำมาฟ้องแค่ 3 ราย อีก 8 รายไม่ฟ้อง ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร อีกทั้งการเคหะรวมถึงราชการไม่มีใครได้รับความเสียหายซึ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จ สรุปทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

ทั้งนี้ตนมองว่าเรื่องดังกล่าว ป.ป.ช.ส่งสำนานมาศาลด้วยความพิสดารที่สุด ปกติสำนวน ป.ป.ช.จะมีการแถลงและอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งทางป.ป.ช.อ้างว่าถ้าให้ทราบก่อนแล้วมีการดำเนินการขอความเป็นธรรมจะส่งสำนวนไม่ได้ ซึ่งแปลว่า ป.ป.ช.กลัวการขอความเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นคดีดังกล่าวจึงมีความน่าสนใจที่ว่าทำไมถึงใช้เวลานานถึง 12 ปี และสำนวนที่ส่งมาศาลได้เป็นเพราะ ป.ป.ช.ที่ตั้งมาโดยคณะรัฐประหาร เพราะฉะนั้นสำหรับคดีนี้ตนจึงมีความจำเป็นที่ตนเองต้องแถลงด้วยวาจาเพื่อทำความเข้าใจ อีกทั้งอย่างน้อยเมื่อมีประชาชนมารับการการพิจารณาจะได้เห็นภาพร่วมกัน