ศาลปล่อยตัว ฮาคีม อดีตนักฟุตบอลบาห์เรนแล้ว หลังถอนคำสั่งส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ศาลอาญาสั่งปล่อยตัวฮาคีมแล้ว หลังอัยการยื่นถอนฟ้องคำสั่งส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อเวลา 14.20 น. วันนี้ (11 ก.พ. 2562) ผู้พิพาษาศาลอาญา ได้มีคำสั่งปล่อยตัว นายฮาคีม อัล อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ภายหลัง น.ส.เสฎฐา เธียรพิลากุล พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอถอนฟ้องคดีส่งผู้ร้ายข้ามเเดน คดีดำหมายเลข ผด.2/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศเคย ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่เตรียม ประสาน ตม. ส่งตัวนายฮาคีมเดินทางไปประเทศออสเตรเลียต่อไป

ด้านนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เผยว่า สาเหตุของการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวนั้น เป็นเพราะทางการประเทศบาห์เรน แสดงความประสงค์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้อีก ทางคณะทำงานของอัยการก็ได้ประชุมหารือกันเพื่อพิจารณาหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็พบว่า

พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 ที่บัญญัติให้อัยการมีอิสระในการที่นำสั่งคดี ไปหาอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็สั่งไม่ฟ้องได้

ดังนั้นอัยการสำนักงานต่างประเทศจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลอาญา ซึ่งศาลก็จะดำเนินการตามขั้นตอนและมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้วตามขั้นตอน และปล่อยตัวนายฮาคิมให้เป็นอิสระดังกล่าว   ส่วนการจะเดินทางกลับออกนอกประเทศอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

เปิดโพสต์เด็กแว้น หลังเพื่อนเฉี่ยวชนกันเสียชีวิต ‘เข้าใจตายบ่อย แต่เลิกไม่ได้’

เด็กแว้นโพสต์ภาพเศษสมองเพื่อน หลังเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกัน ลั่น ‘วงการนีี้ตายบ่อย แต่เลิกไม่ได้’

วันนี้ (11 ก.พ. 2562) โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ได้มีการรายงานบทสัมภาษณ์ของเด็กแว้นคนหนึ่ง ที่ได้เผยแพร่ภาพร่างของเพื่อนที่เสียชีวิตจากเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกันจนทำให้มีสมองตกเกลื่อนถนน

ระหว่างที่พากันออกมาปิดถนนซิ่งรถย่านถนนพระราม 2 ช่วงขาเข้ากรุงเทพฯ ใกล้เคียงปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่บางกระเจ้า ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา พร้อมระบุข้อความว่า “เหลือแค่ชื่อกับความทรงจำดี ๆ สินะ #ชาติหน้าขอให้เกิดมารู้จักกันอีกนะ”

โดยเด็กแว้นคนดังกล่าว ได้เผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้ตนและเพื่อนๆ นัดรวมตัวกันที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปกติทุกวันศุกร์และเสาร์ ที่ทางกลุ่มจะออกมาขี่รถจักรยานยนต์เล่น และในวันเกิดเหตุได้มีตำรวจมาไล่ กลุ่มตนจึงพากันขี่รถหนี และย้ายไปอีกจุด แต่ระหว่างที่กำลังขี่หนีนั้น ผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์ในท่ายกล้อ และได้ไปเกี่ยวกับรถคันอื่น จนทำให้มีรถล้มไปกว่า 20 คัน  และมีรถถูกเกี่ยวล้มต่อ ๆ กันไปมากกว่า 20 คัน

ทั้งนี้ยอมรับว่าตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไร เพราะข่าวเด็กแว้นเสียชีวิตในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และตนกับผู้ตายก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวจึงไม่กลัวเท่าไหร่ ซึ่งการที่มาเป็นเด็กแว้นนั้นก็เพราะความชอบ โดยจะเลือกถนนทางหลวงที่มีรถวิ่งมาเป็นสนามประลองความเร็ว   อย่างไรก็ตามอยากบอกคนอื่น ๆ ว่าถ้าเลิกได้ก็อยากให้เลิก เพราะชีวิตนั้นสำคัญ แต่ส่วนตัวตนยังเลิกไม่ได้

‘บิ้กป้อม’ ยันไม่มีรัฐประหารซ้อน สั่งติดตามสถานการณ์

“บิ้กป้อม” ยันไม่มีรัฐประหาร โฆษกกระทรวงกลาโหม ย้อนถามใครได้ประโยชน์ ลั่นรัฐบาล-เหล่าทัพเหนียวแน่น 100% ขอประชาชนอย่าตระหนก เตือนส่งต่อมูลเท็จผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

วันนี้ (11 ก.พ. 62) ที่ กระทรวงกลาโหม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณีข่าวลือรัฐประหารซ้อน ว่า ไม่มี ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้จับกลุ่มคนที่ปล่อยเอกสาร จะดำเนินการอย่างไร พลเอก ประวิตร กล่าวว่า ขอให้จับได้ก่อน ทั้งนี้ปฏิเสธตอบคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวลือ รวมถึงเป็นคนกลุ่มใด

ด้าน พลโทคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันตามคำพูดของ พลเอกประวิตร ว่า ไม่มีการทำรัฐประหารซ้อนแน่นอน และขณะนี้ พลเอกประวิตร ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามสถานการณ์การบิดเบือน เชื่อมโยงข้อมูลหรือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จที่จะสร้างความเสียหายกระทบต่อสังคม และให้องค์กรที่ได้รับผลกระทบดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ขอเตือนว่า เรื่องเหล่านี้ผิดกฎหมายและผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ขออย่าทำเลย บ้านเมืองเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว กำลังจะมีการเลือกตั้ง ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะทำบรรยากาศการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทุกฝ่ายมีความเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ขณะนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน