ธนชาต-ทหารไทย รวมกิจการ ขึ้นสู่แบงก์อันดับ 6

หลังจากมีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงการรวมกิจของ 2 แบงก์ ‘ทหารไทย-ธนชาต’ ล่าสุดเมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารธนชาต ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฏหมาย เกี่ยวกับการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต กับธนาคารทหารไทย เพื่อกำหนดหลักการสำหรับการเจรจาร่วมกันต่อไป

โดยเหตุผลในการรวมกิจการ เป็นการดำเนินโดยสมัครใจของผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองธนาคาร ตามนโยบายที่รัฐสนับสนุนให้เกิดธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ภายหลังการรวมกิจการ จะมีสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านราย และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ธนาคารทั้งสองแห่งมีจุดแข็งซึ่งส่งเสริมกัน กล่าวคือ ธนาคารทหารไทยมีจุดเด่นในการระดมเงินฝากด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่ธนาคารธนชาตเป็นผู้นำด้านสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์

คาดว่า การรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย โดยวิธีการโอนกิจการทั้งหมด จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท คาดว่าการรวมกิจการจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 และจะมีการใช้ชื่อทางการค้าใหม่ โดยพิจารณาจากจุดแข็งในเชิงพาณิชย์ของชื่อเดิมของทั้งสองธนาคาร

กยศ. ชี้แจงกรณีผู้ค้ำประกันถูกยึดบ้าน

กยศ. ชี้แจง กรณีผู้ค้ำประกันถูกยึดบ้าน เผยลูกหนี้ไม่ยอมชำระเงินหลังทำสัญญาประนีประนอม

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้ค้ำประกันได้โพสต์ร้องเรียนทางเฟซบุ๊กว่า ถูกยึดบ้านหลังจากเคยไปค้ำประกันเงินกู้ยืม กยศ. ให้กับลูกของเพื่อนที่ไม่ยอมชำระหนี้ ซึ่งทางกองทุนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ผู้ค้ำประกันได้ค้ำประกันผู้กู้ยืมตั้งแต่ปี 2540 ยอดหนี้เงินกู้ 78,610 บาท ซึ่งครบกำหนดชำระหนี้ในปี 2543

แต่ผู้กู้ยืมไม่เคยติดต่อชำระหนี้จนถูกเบี้ยปรับและมีหนี้ค้างชำระ ต่อมาผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในปี 2551 โดยผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันได้มาศาลและตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อผ่อนชำระเดือนละ 900 บาท ภายในระยะเวลา 9 ปี และศาลได้พิพากษาให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันร่วมกันผ่อนชำระหนี้ดังกล่าว

แต่ผู้กู้ยืมก็ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญา จนกระทั่งในปี 2560 กองทุนจึงได้ดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดีทั้งผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์ของผู้กู้ยืม แต่พบทรัพย์ของผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบ้านพร้อมที่ดิน กองทุนจึงจำเป็นต้องยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกัน

ซึ่งหลังจากการยึดทรัพย์แล้วผู้ค้ำประกันได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี เพื่อชะลอการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว โดยผู้ค้ำประกันขอผ่อนจ่ายเดือนละ 6,335 บาท จำนวน 20 งวด จากยอดหนี้ค้างชำระทั้งสิ้น 126,670.86 บาท

ซึ่งในขณะนี้กองทุนได้รับทราบจากผู้ค้ำประกันว่าผู้กู้ยืมได้ติดต่อมาเพื่อร่วมรับผิดชอบหนี้สินแล้ว โดยจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้กับกองทุน หลังจากนั้นผู้กู้จะไปชำระหนี้ในส่วนที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระแทนไปก่อน

อย่างไรก็ตาม กองทุนขอชี้แจงว่า ก่อนที่จะมีการบังคับคดีกองทุนพยายามที่จะติดต่อกับผู้กู้ยืมทั้งทางจดหมายและทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนติดตามหนี้จากผู้กู้ยืมมาโดยตลอด แต่เนื่องจากหมายเลขโทรศัพท์ของผู้กู้ยืมไม่สามารถติดต่อได้

อีกทั้งสืบทรัพย์ผู้กู้ยืมไม่พบและไม่มีชื่อผู้กู้อยู่ในระบบหักเงินเดือน ทำให้กองทุนไม่สามารถหักเงินเดือนได้ และเมื่อมีการตั้งเรื่องบังคับคดีดังกล่าวแล้ว กองทุนได้ส่งจดหมายร่วมกับสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ จัดโครงการไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี

ซึ่งได้ส่งจดหมายเชิญผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันเพื่อให้มาไกล่เกลี่ยแต่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันไม่ได้มาเข้าร่วมโครงการ กองทุนจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันก่อนที่คดีจะขาดอายุความ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

ทั้งนี้ กองทุนจึงขอฝากเรื่องการค้ำประกันการกู้ยืมใดๆ ขอให้ผู้ค้ำประกันตระหนักว่าจะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย และขอฝากถึงผู้กู้ยืมให้ชำระหนี้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องจนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดามารดา และญาติๆ

เพราะหากค้างชำระเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดเบี้ยปรับ กองทุนขอให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านมีจิตสำนึกความรับผิดชอบในการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด

ตะลึง ! หลวงพ่อสดทองคำแท้ทั้งองค์หนัก 1 ตันสมัยอยุธยาอายุกว่า 260 ปี

พระหลวงพ่อสดทองคำแท้ทั้งองค์หนัก 1 ตันสมัยอยุธยาอายุกว่า 260 ปี

วันที่ 26 ก.พ.62 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ที่วัดโบสถ์บน ถนนนครอินทร์ หมู่ 4 ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีพระทองคำแท้ที่ทำจากทองคำน้ำหนัก 1ตัน ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหลังเก่าสมัยอยุธยา จึงได้ติดต่อขอเข้าพบพระวินัยธร อนุวัฒน์ อายุวฑฒโน เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน เพื่อสอบถามข้อมูลและความเป็นมาขอพระทองคำและพระอุโบสถ์เก่า

วัดโบสถ์บน ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมันอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ.2300 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีพระอุโบสถเก่าที่สวยงามตระการตา เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ( พระมงคลเทพมุนี สด จนทสโร)

อุโบสถหลังเก่านี้มีรูปทรงแอนตรงกลางคล้ายเรือ มีวิหารทิศทั้ง 4 มุมของอุโบสถ สำหรับให้พระมานอนเฝ้าพระทองคำ รอบๆอุโบสถมีใบเสมาที่ทำจากหินทรายแดง ที่ผ่านกาลเวลา สายลมพัดจนลวดลายและอักขระลบ จางหายไปมาก ทางวัดจึงต้องทำกล่องอาคิริกครอบใบเสมาไว้

ด้านหน้าประตูมีการติดตั้งประตูเหล็กที่แข็งแรงไว้ โดยรอบติดตั้งกล้องวงจรปิด ที่ด้านบนหลังคาอาคารรอบอุโบสถติดตั้งระบบเลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนามาก ตั้งเวลาเปิด-ปิดอุโบสถไว้ตั้งแต่ 08.00-17.00 น.ทุกวัน

ด้านในอุโบสถ เป็นแบบเรียบง่ายไม่ทีภาพจิตรกรรมฝาพนัง มีพระประธานขนาดใหญ่ ที่รายล้อมไปด้วยพระพุทธเจ้าอีกจำนวน 27 องค์ ที่ด้านหน้าพระประธาน เป็นรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด มีขนาดใหญ่ หนึ่งเท่าครึ่งขององค์จริง ทำจากทองคำแท้น้ำหนักทองคำ 1 ตัน หรือ 1,000 กก. จัดสร้างโดยคณะศิษย์ยานุศิษย์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2558

หลวงพ่อสด เกี่ยวข้องกับวัดนี้ คือเมื่อในอดีตท่านได้มาศึกษาพระธรรมที่วัดโบสถ์บนแห่งนี้ และใช้อุโบสถหลังนี้ปฎิบัติจนบรรลุพระธรรม เมื่อปี พ.ศ.2460 จึงเรียกอุโบสถแห่งนี้ว่า โบสถ์บรรลุธรรม ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ที่มีอายุเกือบ 260 ปี ผู้ที่เดินทางมาส่วนใหญ่จะมานั่งสมาธิ เนื่องจากมีความสงบร่มรื่น

ผู้ที่สนใจจะเดินทางมาดูความตระการตาพระทองคำน้ำหนัก 1 ตัน และนมัสการรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสด สามารถเดินทางมาได้ทุกวันตามเวลาที่กำหนด โดยแต่งกายสุภาพ นอกจากนี้ในวันเสาร์-อาทิตย์ ยังสามารถมาเที่ยวชมตลาดน้ำริมคลองบางกอกน้อย เพื่อจับจ่ายซื้อพืชผักจากเกษตรกร อ.บางกรวย และสินค้าท้องถิ่นได้

นายสมชาย ยอดสิงห์ อายุ 45 ปี เจ้าของธุรกิจสิ่งตีพิมพ์ เดินทางมานมัสการหลวงพ่อสดทองคำ พร้อมลูกชาย 2 คน กล่าวว่า วันนี้เพิ่งจะมาวัดนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากลูกๆปิดเทอมเลยจะพามาไหว้พระในระแวกจังหวัดนนทบุรี เป็นความโชคดีของครอบครัวตน

เพราะตนนับถือหลวงพ่อสดมาตั้งแต่สมัยบวชเป็นเณรที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ และเคยมีประสบการ์เมื่อครั้งหนึ่งตนไปไหว้พระที่วัดปากน้ำและเจ้าอาวาสวัดได้ทั้งตนว่าขอให้ปลอดภัยแคล้วคลาด และเรียกตนให้เข้าไปกราบท่าน ท่านได้ให้พระเครื่องหลวงพ่อสดมา 1 องค์

จากนั้นตนและลูกได้ไปเที่ยวทะเลที่ จ.ชลบุรี และลงเล่นบานาน่าโบ๊ท จากนั้นได้มีพายุเข้าจนบันนาน่าล่มทำให้ตนและลูกๆจมน้ำ มีเชือกคล้องคอลูกตนอยู่ ตนได้พยายามช่วยลูกและมีหลวงพ่อสดห้อยติดตัวตลอดเวลา ตนได้ลากลูกชายทั้ง 2 คนว่ายเข้าฝั่งจากนั้นตนได้สลบไป

ตนคิดว่าเป็นเพราะตนมีหลวงพ่อสดห้อยติดตัวอยู่ทำให้รอดพ้นมาได้ หลังจากนั้นตนได้กลับไปกราบเจ้าอาวาสวัดปากน้ำอีกครั้ง ท่านได้ทักว่าปลอดภัยทั้งครอบครัวนะโยม วันนี้ถือว่าเป็นวันมหัสจรรย์อีกครั้งที่ตนได้มาพบรูปกล่อทองคำหลวงพ่อสด ตนยังไม่อยากจะเชื่อเลยที่บังเอิญมาพบท่านอีก

พระวินัยธร อนุวัฒน์ อายุวฑฒโน เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน เปิดเผยว่าโบสถ์แห่งนี้สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.2300 ความพิเศษคือมีพระประธานที่มีพระพุทธเจ้าล้อมรอบถึง 27 พระองค์ รวมพระประธานเป็นพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ส่วนกำแพงด้านข้างพระอุโบสถยังโค้งเป็นคล้ายเรือ ซึ่งหมายถึงอุโบสถแห่งนี้เปรียบเสมือนพระพุทธศาสนาที่จะพาเราทั้งหลายก้าวพ้นความโกรธ หลง โลภ ต่างๆไปถึงนิพพานได้

สำหรับรูปหล่อทองคำเป็นสถานที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมาสำเร็จวิชาธรรมกายที่อุโบสถหลังนี้ ทางลูกศิษย์จากวัดธรรมกายก็เลยสร้างรูปกล่อทองคำแท้น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัมมาประดิษฐานไว้ที่อุโบสถแห่งนี้ เพื่อให้ญาติโยมได้สักการะบูชา เรามีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี มีพระเฝ้าตลอด 3 ปีที่มาประดิษฐานที่นี่

เราเปิดให้ญาติโยมเข้าชมและปฎิบัติธรรมได้ทุกวันตั้งแต่ 08.00-17.00 น.ทางวัดยินดีต้อนรับ ญาติโยมที่มีความศรัทธา สามารถมาปฎิบัติธรรมเพื่อความสงบได้ รวมทั้งยังมีตลาดน้ำให้เที่ยงชมได้ในวันหยุดนักขัตฤกษ์