เกษตรกรพะเยา ปลูกสตอเบอรี่ขาย สร้างรายได้กว่า 2 แสนบาทต่อไร่

เกษตรกรใน จ.พะเยา ใช้พื้นที่ประมาณ 3.5 ไร่ ปลูกสตอเบอรี่ขาย สร้างรายได้ต่อไร่มากกว่า 2 แสนบาท พร้อมจัดเป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชิมสตอเบอรี่ภายในสวนได้

นายสิงห์คำ จอมเที่ยง อายุ 48 ปี เกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเจริญราษฎร์ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ได้ดูแลผลผลิต “สตอเบอรี่” ที่ทำการปลูกไว้ประมาณกว่า 3.5 ไร่ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงนี้ หลังจากที่เขาได้หันมาปลูกสตอเบอรี่ พันธ์พระราชทาน 80 เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สร้างรายได้เป็นอย่างดียิ่ง

โดยนายสิงห์คำ จอมเที่ยง เล่าว่า ตนเองหันมาปลูกสตอเบอรี่ดังกล่าวเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถให้ผลผลิตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะฤดูหนาวผลผลิตจะดี ซึ่งตนเองได้ทำการปลูกไว้ประมาณ 3 หมื่นกว่าต้น โดยแต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 1-1.5 กิโลกรัมต่อต้น และจะจำหน่ายในกิโลกรัมเฉลี่ยประมาณ 200 บาท

ในส่วนของตลาดนั้นจะนำไปจำหน่ายเอง รวมทั้งมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมารับซื้อถึงสวน โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละปีจะสามารถสร้างรายได้ให้เฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดี นอกจากนั้นทางสวนสิงห์คำยังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเที่ยวชิมถึงสวน ซึ่งถือว่าทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้และสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

นับว่าอาชีพการปลูกสตอเบอรี่ ในพื้นที่ตำบลเจริญราษฎร์ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยในขณะนี้ผลผลิตจะออกมาอย่างต่อเนื่อง และจะมีลูกค้าเดินทางมาท่องเที่ยวกันตลอดไม่ขาดสาย

แม่ครูร้านนวดออกโรงแจง หลังสาวท้อง 6 เดือนนวดแล้วช็อก-แท้งลูก

แม่ครูร้านนวดออกโรงแจง หลังสาวท้อง 6 เดือนนวดแล้วช็อก-แท้งลูก เผย ติดต่อเจรจาญาติแล้ว พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่

ภาพจากกล้องวงจรปิดร้านนวดของชมรมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด ภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน อ.มือง จ.เชียงใหม่ เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะนางสาววิราวรรณ เกษเกษี อายุ 26 ปี เข้าไปใช้บริการนวดเท้าที่ร้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา

ตั้งแต่นางสาววิราวรรณมาถึงที่ร้านในเวลาประมาณ 11.18 น. ก่อนจะเข้ามาติดต่อที่เคาเตอร์ และเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า  จากนั้นจึงเดินไปนอนที่เตียงนวดเท้า โดยหลังนวดเท้าไปประมาณ 1 ชั่วโมงจึงย้ายเข้าไปรอหมอนวดในห้องนวดเพื่อนวดบ่าหลังไหล่ต่อ ก่อนจะเกิดอาการช็อกจนหมดสติ กระทั่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

นางอิ่นแก้ว ชัยศรี อายุ 81 ปี ประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด หรือที่บรรดาหมอนวดเรียกว่า “แม่ครู” ซึ่งดูแลร้านนวดของชมรมผู้สูงอายุ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ในวันเกิดเหตุนางสาววิราวรรณได้แจ้งกับทางร้านว่าต้องการนวดเท้าและบอกด้วยว่าท้อง 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของร้าน

ที่ระบุให้ต้องแจ้งประวัติสุขภาพทุกครั้งก่อนรับบริการ เมื่อหมอนวดทราบว่าลูกค้ารายนี้ท้องก็นวดเท้าโดยการใช้น้ำมันและพยายามลูบเท่านั้น ไม่ได้กดจุด หรือ คลึง เพราะหมอนวดทุกคนทราบดีว่าการนวดหญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วง 1- 3 เดือนแรก และ 6- 9 เดือนหลัง เพราะอาจส่งผลให้แท้งลูกได้

หลังนวดไปประมาณ 1 ชั่วโมง นาววิราวรรณขอนวดบ่า หลัง ไหล่ ต่ออีก 1 ชั่วโมง หมอนวดจึงแจ้งให้ย้ายจากเตียงนวดเข้าไปรอในห้องนวดแทน จากนั้นจึงไปล้างมือ แต่เมื่อเดินกลับมาพบว่าลูกค้ารายนี้เกิดอาการช็อกและหมดสติไป พนักงานนวดและลูกค้ารายอื่นรวมทั้งพยาบาลที่มารับประทานอาหารในศูนย์การค้าได้เข้ามาช่วยเหลือปั๊มหัวใจ ก่อนจะแจ้งรถกู้ภัยมารับตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

นางอิ่นแก้ว ยืนยืนว่า ตลอดระยะเวลาที่นางสาววิราวรรณพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้เดินทางไปเยี่ยม 4 – 5 ครั้ง แต่ไม่พบกับญาติของนางสาววิราวรรณ ซึ่งเรื่องนี้มีพยาบาลประจำห้องผู้ป่วยยืนยันได้ ต่อมาจึงมีญาติของนางสาววิราวรรณติดต่อมาพูดคุย ซึ่งตนเองก็พยายามเจรจาและนัดหมายกันหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถนัดหมายเพื่อเจรจากันได้ กระทั่งมีข่าวออกมาว่าทางร้านบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจา

นางอิ่นแก้ว กล่าวว่า ชมรมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ดก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุและชาวบ้านทั่วไปให้มีงานทำ  รวมทั้งนำเงินช่วยทำบุญสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะต่างๆ จึงยินดีให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอยู่แล้ว และหากทางร้านผิดก็ยินดีจะช่วยเหลือ หรือแม้จะไม่ผิดก็ยินดีจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ซึ่งตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมและซื้อแพมเพิสไปมอบให้นางสาววิราวรรณ และตั้งใจว่าจะยังไม่ออกมาพูดอะไร ขอรอทางโรงพยาบาลออกมาแถลงอาการของนางสาววิราวรรณว่าเกิดจากสาเหตุใด รวมทั้งรอตำรวจติดต่อนัดหมายให้กับพูดคุยกับคู่กรณี แต่เมื่อมีข่าวออกมาเช่นนี้จึงต้องออกมาพูดเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในประเด็นข่าวที่ออกไปว่า นางสาววิราวรรณช็อกคาเตียงขณะนวดเท้าซึ่งไม่เป็นความจริง

นางอิ่นแก้ว ยังบอกด้วยว่า ร้านนวดของชมรมฯ ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานสาธารณสุข มีใบอนุญาตเปิดดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ขณะหมอนวดทุกคนก็ผ่านการอบรมและได้ใบรับรองอย่างถูกต้องเช่นกัน และทางร้านก็เน้นนวดเพื่อผ่อนคลาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบาย ไม่ได้เน้นนวดเพื่อรักษา หรือนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดตามร่างกายแต่อย่างใด

ศูนย์แก้มลพิษกทม. คาด ปริมาณฝุ่น PM2.5 พรุ่งนี้แนวโน้มลดลง

ศูนย์แก้มลพิษกทม. แจ้งสถานการณ์ฝุ่นและการดำเนินงาน 6 ก.พ. 62 คาดปริมาณฝุ่น PM2.5 พรุ่งนี้แนวโน้มลดลง และอยู่ในเกณต์มาตรฐาน

วันนี้ 6 ก.พ. 62 ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์คุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 6 ก.พ. 62 เวลา 16.00 น. ดังนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง

พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ณ เวลา 15.00 น. ตรวจวัดได้ 15 – 47 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าไม่เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ที่มีการตรวจวัด (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ. ม.) ดัชนีคุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี – ดีมาก มีเพียงเขตบางเขนและเขตวังทองหลาง ที่ตรวจพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สูงสุด ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง

ทั้งนี้ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในวันพรุ่งนี้มีแนวโน้มลดลง และยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) ซึ่งจากการดำเนินมาตรการเพื่อลดฝุ่นละอองของหน่วยงานต่างๆ อย่างเข้มงวด ประกอบกับการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดว่าในวันที่ 7 ก.พ. 62 ลมมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเล็กน้อย จะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองโดยรวมยังคงมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ทุกภาคส่วนผนึกกำลังลดฝุ่น PM2.5 โดยกรุงเทพมหานครยังคงดำเนินมาตรการรณรงค์และประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการใช้หน้ากากอนามัยให้กับนักเรียน ประชาชน และสถานประกอบการต่างๆ พร้อมกันนี้ได้จัดเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขตรวจเยี่ยมชุมชน และให้การดูแลรักษาผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5

จัดหน่วยเร่งด่วนกรณีตรวจสอบพบการเผาขยะและการเผาหญ้า โดยจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถบรรทุกน้ำเข้าระงับเหตุอย่างทันท่วงทีในทุกพื้นที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ติดตามตรวจสอบค่า PM2.5 ประเมินสถานการณ์ และรายงานผลสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกวัน

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำการตรวจสอบสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมในการทำฝนเทียมตามสถานการณ์คุณภาพอากาศที่เหมาะสม กองทัพสนับสนุนเจ้าหน้าที่และรถฉีดน้ำล้างถนน และฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ เพื่อลดฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

กองบังคับการจราจร (บก.จร.) กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ จัดเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจวัด ควันดำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการโรงงาน ยังคงดำเนินการต่อเนื่องเพื่อลดกำลังการผลิต และหยุดประกอบกิจการบางประเภทที่สามารถทำได้ และจัดกิจกรรม “Big Cleaning” เพื่อช่วยลด PM2.5 ในช่วงวิกฤตนี้

กระทรวงสาธารณสุข ติดตามและประเมิน สถานการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม กรมอุตุนิยมวิทยา สนับสนุนการพยากรณ์อากาศในมิติต่างๆ เพื่อสนับสนุนการ แก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5

กรมชลประทานสนับสนุนเจ้าหน้าที่พร้อมรถน้ำร่วมปฏิบัติลดฝุ่น PM2.5 โดยดำเนินการร่วมกับสถานีดับเพลิงในพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ (6 ก.พ. 62) เวลา 13.30 น. โรงเรียนการบินกรุงเทพ ได้นำเครื่องบินเล็กขึ้นบินโปรยละอองน้ำดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

นอกจากนี้ สำนักงานเขตต่างๆ ยังคงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ดำเนินมาตรการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างต่อเนื่อง อาทิ เขตลาดพร้าว บริษัท เอสเตท คิว จำกัด ติดตั้งอุปกรณ์ฉีดพ่นละอองน้ำบนดาดฟ้าอาคาร โครงการ ATMOS CONDO อาคารชุดพักอาศัย 8 ชั้น

และจะรณรงค์ขอความร่วมมือให้โรงเรียนทั้งในและนอกสังกัดสำนักงานเขตฯ หน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ ประชาชนที่มีอาคารสูงร่วมกันดำเนินการติดตั้งด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่องจนกว่าปริมาณของบรรยากาศจะเข้าสู่สภาวะปกติ ปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน

ด้านเขตหลักสี่ ผนึกกำลังกับไปรษณีย์ไทย ภายใต้โครงการถนนอากาศสะอาด เพื่อตรวจวัดค่ามลพิษจากท่อไอเสียรถขนส่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ภายในไปรษณีย์ไทย แขวงทุ่งสองห้อง ตลอดจนให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ดีเซล ให้มีค่าควันดำเป็นไปตามมาตรฐานกำหนด

ผลการตรวจพบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าควันดำจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล