​แอมนาสตี้ชี้ เจ้าหน้าที่ไทย ไม่ควรใส่โซ่ตรวน “ฮาคีม”

ผู้อำนวยการแอมนาสตี้ประเทศไทย กล่าวถึงกรณีภาพของนายฮาคีม อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรนถูกใส่โซ่ตรวน ถือเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ไทยที่ไม่เหมาะสม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ส่งตัวฮาคีม กลับประเทศออสเตรเลีย แทนการส่งกลับประเทศบาห์เรน เพราะเกรงจะได้รับอันตราย

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ มีการแพร่ภาพนายฮาคีมอัลอาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรนถูกใส่ตรวน ขณะไปขึ้นศาลเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ว่า จากภาพทำให้หลายหน่วยงานและองค์กร ตั้งคำถามถึงการใส่โซ่ตรวน ทำให้รู้สึกไม่สบายใจถึงภาพที่ออกมา ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ สามารถใช้ดุลยพินิจได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้โซตรวน

ทั้งนี้ ต้องมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ที่ควรจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ ซึ่งที่จริงแล้วนายฮาคีมไม่ควรโดนจับ เพราะเป็นผู้ลี้ภัยของประเทศออสเตรเลีย และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งกลับไปที่ประเทศบาห์เรน เพราะตามหลักสิทธิมนุษยชนไม่ควรส่งกลับไปยังพื้นที่ที่จะส่งผลอันตรายถึงชีวิต ส่วนกรณีที่การถูกจับกุมของนายฮาคีมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว

จากนี้จะต้องดูว่าทนายของนายฮาคีมจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ก็ต้องการให้ผู้ที่สนับสนุนและสนใจในประเด็นนี้ช่วยกันลงชื่อ และรณรงค์ เพื่อยื่นต่อทางการไทยให้ปล่อยตัวนายฮาคีม ตั้งเป้าไว้ที่หนึ่งแสนรายชื่อ

ขณะนี้ได้รายชื่อแล้วกว่า 5 หมื่นรายชื่อ อย่างน้อยถือเป็นการให้กำลังใจแก่นายฮาคีม และ หน่วยงานที่รณรงค์ในเรื่องนี้ ส่วนทางออกที่ดีที่สุดคือการให้นายฮาคีมกลับไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อหาครอบครัวตามหลักสิทธิมนุษยชน และ เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

กรมราชทัณฑ์ ชี้แจง ‘ฮาคีม’ แค่ใส่กุญแจเท้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2562 พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่สื่อมวลชนเผยแพร่ภาพและข่าวให้เข้าใจว่า นายฮาคีม อัล – อาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน ถูกใส่ตรวนขณะไปขึ้นศาลเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ว่า กรณีดังกล่าว เป็นกุญแจเท้าไม่ใช่ตรวนอย่างที่เข้าใจกัน

ซึ่งเป็นระเบียนขั้นตอนปกติที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สามารถกระทำได้ตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 ข้อ (4) ความว่า “เมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ”

กุญแจเท้า
โซ่ตรวน

ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่เรือนจำในการพิจารณาใส่เครื่องพันธนาการเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุม เห็นแล้วว่าผู้ต้องขังรายนี้เป็นที่สนใจของสังคม และมีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาเห็นสมควรใส่กุญแจข้อเท้า ซึ่งเป็นพันธนาการอย่างหนึ่งตามกฎหมาย

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า งานราชทัณฑ์เป็นงานสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งใคร่ขอชี้แจงต่อสังคมว่า เรามีหน้าที่ควบคุมและเคลื่อนย้ายนักโทษ และผู้ต้องขังที่ถูกจำกัดอิสรภาพ หรือถูกคุมขังไว้ตามอำนาจศาล หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างราบรื่นเรียบร้อย มิให้มีการแหกหักหลบหนี จะปล่อยให้เดินลอยชายตามใจคงไม่สามารถทำได้

เนื่องจากหากผู้ต้องขังหลบหนีระหว่างการควบคุมก็จะเป็นภัยต่อสังคม และเจ้าหน้าที่ก็จะถูกตั้งกรรมการสอบ ข้อหาละเว้น หรือละเลย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยพิจารณาจากกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว

เตือน กทม.รับมือฝุ่นระลอกใหม่ 6-8 ก.พ.นี้

กรมควบคุมมลพิษ เตือนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลเตรียมตัวรับมือฝุ่นอีกระลอก ช่วงวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ และ 13-15 กุมภาพันธ์นี้

พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลัง ประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ว่า สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ได้รายงานในที่ประชุมถึงสถานการณ์คุณภาพอากาศตลอด 4-5 วัน ภายหลัง กทม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแผนปฏิบัติการแก้มลพิษทางอากาศ พบช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ยังมีค่าไม่คงที่ บางวันมีค่าสูงและต่ำกว่ามาตรฐาน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน

สำหรับวันนี้พบมีค่าฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เกินมาตรฐาน 1 พื้นที่ ซึ่งอยู่ในระดับสีส้ม ได้แก่ บริเวณเขตบางเขน มีค่า 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อลบ.ม.) ส่วนพื้นที่อื่นพบมีค่าฝุ่นละอองต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ล่าสุด ทางกรมควบคุมมลพิษ แจ้งว่า ระหว่างวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ และ 13-15 กุมภาพันธ์นี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองอาจมีแนวโน้มรุนแรง เนื่องจากอากาศจะปิด

อย่างไรก็ตาม กทม.ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์แก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของ กทม.และปริมณฑล ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมแผนปฏิบัติการลดฝุ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่มีอากาศปิด กทม.จะประสานไปยังโรงเรียนการบินกรุงเทพอีกครั้ง เพื่อนำเครื่องบินเล็กฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศทุกชั่วโมง พร้อมกำหนดเส้นทางการบินในบริเวณเดิมและเพิ่มเส้นทางการบินให้ครอบคลุมพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐาน

ร้องเรียนถูกรางวัลมัจฉากาชาด! ได้มอเตอร์ไซค์ แต่กลับไม่ได้รับจริง

สองผัวเมียร้องศูนย์ดำรงธรรม อ้างถูกรางวัลมัจฉากาชาดงานฤดูหนาว ได้มอเตอร์ไซค์ แต่กลับไม่ได้รับจริง ทั้งที่ถ่ายภาพรับมอบกันไปแล้ว

นางน้อง พงษ์วิชัย อายุ 38 ปี และ นายคำปาง ดวงดี อายุ 38 ปี เข้าร้องเรียนกับนายศรัณยู มีทองคำ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ และ นายชลิต ทิพย์คำ จ่าจังหวัด ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังโชคดีถูกรางวัลมัจฉากาชาดในงานฤดูหนาว ของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้รับรางวัลเป็นรถจักรยานยนต์ แต่จนถึงวันนี้กลับไม่ได้รับรางวัลตามที่ระบุไว้ แถมทราบว่าทางจังหวัดได้มอบให้กับคนอื่นไปแล้ว

นางน้องและนายคำปาง นำภาพถ่ายตอนรับมอบรถจักรยานยนต์บนเวทีงานฤดูหนาวประจำปี 2562 มายืนยันเป็นหลักฐาน พร้อมกับเล่าว่าเข้าไปเที่ยวงานฤดูหนาวเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา และได้ซื้อบัตรตักมัจฉากาชาด 10 ใบ เพื่อเสี่ยงโชค ปรากฏว่าโชคเข้าข้าง เจ้าหน้าที่ประกาศผลรางวัล ตนได้กาต้มน้ำ และรถจักรยานยนต์อีกหนึ่งคัน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสลากที่ได้รางวัล ก่อนพาไปลงทะเบียนและพาตนขึ้นเวทีไปถ่ายรูปรับมอบคู่กับรถจักรยานยนต์ แต่หลังจากนั้นกลับมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเป็นการเข้าใจผิด ตนไม่ได้รับรางวัลนี้ แต่เป็นบุคคลอื่น จึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเข้าร้องเรียนและต้องการสอบถามข้อเท็จจริง

ด้าน นายศรัณยู มีทองคำ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องทางจังหวัดก็ได้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในวันนั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำภาพถ่าย ที่มีคณะกรรมการจัดงานกาชาดถ่ายรูปคู่กับหญิงสาวผู้โชคดีตัวจริง ที่จับฉลากได้รับรางวัลเบอร์ 3 และ ได้รับจักรยานยนต์มาแสดง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

โดยเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า นางน้องจับฉลากได้รถจักรยาน แต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่พานางน้องและลูกชายไปลงทะเบียนเป็นผู้โชคดีได้รับรถจักรยานยนต์ และพาไปขึ้นไปถ่ายรูปเพื่อรับรางวัลจนเกิดความเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และจะเชิญผู้ที่ได้รางวัลจักรยานยนต์ตัวจริง รวมถึงพยานที่อยู่ในคืนนั้นให้ถ้อยคำ เมื่อได้พิสูจน์ได้แล้วก็จะเชิญทุกฝ่ายเข้ามาพบอีกครั้ง เนื่องจากข่าวที่ออกไปนั้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับทางจังหวัดเชียงใหม่