แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ เสด็จประทับ รพ.รามาฯ

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ ‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ เสด็จประทับ รพ.รามาฯ ทรงมีอาการพระเนตรมัวลงทั้งสองข้าง ร่วมกับพระอาการปวดพระปฤษฎางค์

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปรับการถวายการรักษาพระเนตร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ตามที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีอาการพระเนตรมัวลงทั้งสองข้างร่วมกับพระอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจเบื้องต้นแล้วมีความเห็นว่า ควรจะได้ถวายการตรวจพิเศษเพิ่มเติมโดยละเอียด เพื่อจะได้ถวายการรักษาที่เหมาะสมต่อไป จึงได้กราบทูลเชิญเสด็จไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ และขอให้ทรงงดพระกรณียกิจระยะหนึ่ง

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง

๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

แพทย์ แจง ภาพเลือดกำเดาไหล จาก PM2.5 อาจเกิดได้กับกลุ่มเสี่ยง

แพทย์ แจง ภาพผู้ป่วยเลือดกำเดาไหลและเยื่อบุตาอักเสบ จาก PM2.5 ไม่ได้พบกับคนทั่วไป อาจเกิดได้กับผู้ที่เป็นภูมิแพ้

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2562) นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีการนำเสนอภาพข่าวพบผู้ป่วยมีอาการเลือดกำเดาไหลและเยื่อบุตาอักเสบมีเลือดออกในตา และให้ข้อมูลว่าเป็นผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นั้น ขอเรียนว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป แต่อาจเกิดได้กับกลุ่มเสี่ยง

โดยข้อมูลวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาให้ข้อมูลไว้ว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พบในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับประชาชนในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด

ที่ผ่านมามีการศึกษาในต่างประเทศที่ยืนยันว่ามีอุบัติการณ์ของโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นจริง ทั้งภูมิแพ้ จมูกอักเสบกำเริบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หอบหืดกำเริบ โรคถุงลมโป่งพองกำเริบเฉียบพลัน ดังนั้น ในช่วงที่มีปัญหามลพิษผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความไวต่อการเกิดโรค (Hypersensitive)

เมื่อสัมผัสกับฝุ่นก็จะไปกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ส่งผลให้เกิดการอักเสบมากขึ้นและทำให้เลือดฝอยบริเวณจมูกมีการอักเสบแตกง่าย โดยอาการเลือดกำเดาไหลและเลือดออกในเยื่อบุตา ยังมีเหตุอีกหลายปัจจัยที่ไม่ได้มาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ สื่อสารแจ้งเตือนประชาชน พร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนผ่านทุกช่องทางสื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อโซเชียล จัดทำแนวทางการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและจัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่

พร้อมทั้งจัดตั้ง “คลินิกมลพิษ” ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เน้นการทำงานด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประเมินสถานการณ์มลภาวะ ประเมินจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคจากมลภาวะทางอากาศ ใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการออกมาตรการ เพื่อลดการเจ็บป่วยของประชาชน ควบคู่กับการรักษา ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการรักษาและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขอให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดูแลตนเองเบื้องต้นโดยรับประทานยาที่รักษาโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่กลางแจ้ง ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้ง และรีบกลับเข้าในอาคารทันทีเมื่อเสร็จธุระ เตรียมยาฉุกเฉินเช่น ยาพ่นขยายหลอดลมไว้ติดตัวตลอดเวลาหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ขนส่งฯ พบ รถบรรทุก-รถโดยสารควันดำ สั่งห้ามใช้แล้ว 161 คัน

กรมการขนส่งทางบก เผยผลตรวจควันดำ รถบรรทุก-รถโดยสาร รวม 3 วัน พบรถควันดำสั่งห้ามใช้แล้ว 161 คัน ออกใบเตือนให้ปรับปรุง 72 คัน

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามมาตรการ “One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5” ของกระทรวงคมนาคม เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยตั้งจุดตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารรวม 31 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดโดยรอบ

บนเส้นทางสายหลักมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานครและจุดสำคัญต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 3 วัน ดำเนินการตรวจรถบรรทุกและรถโดยสารรวมทั้งสิ้น 4,616 คัน พบรถที่มีค่าควันดำเกินร้อยละ 45 จำนวน 161 คัน เป็นรถบรรทุก จำนวน 137 คัน และเป็นรถโดยสาร จำนวน 24 คัน สั่งเปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท และพ่น “ห้ามใช้” ทันที

โดยจะไม่สามารถใช้งานรถได้จนกว่าจะแก้ไขปัญหาเรียบร้อยและนำรถเข้าตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น นอกจากนี้พบรถที่มีค่าควันดำระหว่างร้อยละ 30-45 จำนวน 72 คัน จึงได้ออกใบเตือนเพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงให้ค่าควันดำลดลง โดยพบรถควันดำมากที่สุดบริเวณ ถนนสุวินทวงศ์ ขาเข้า, ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี, ถนนบรมราชชนนี ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม, ถนนพระราม 2 และถนนบางนา-ตราด ตามลำดับ

ทั้งนี้ ได้เพิ่มมาตรการให้ผู้ประกอบการนำรถเข้าตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดและสำนักงานขนส่งสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป เพื่อป้องกันสาเหตุการเกิดควันดำและก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 ดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ดำเนินมาตรการตรวจวัดควันดำรถบรรทุกและรถโดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และบนถนนสายต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงสุ่มตรวจสอบการดำเนินการของสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ในเขตพื้นที่ หากพบสถานตรวจสภาพรถใด ละเลยไม่ทำการตรวจสภาพรถให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด พิจารณาสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการตรวจควันดำรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร ได้ให้ผู้ตรวจการลงพื้นที่ ณ อู่รถโดยสาร ขสมก. ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เพื่อตรวจสอบรถโดยสารประจำทางจำนวน 2,075 คัน โดยพบรถควันดำ 23 คัน ทั้งยังร่วมกับ ขสมก. จัดเจ้าหน้าที่ลงตรวจควันดำบริเวณอู่รามคำแหง 2 และรถโดยสารหมวด 4 ในพื้นที่เขตสายไหม จำนวนทั้งสิ้น 1,521 คัน พบรถโดยสารควันดำ 1 คัน

โดยได้สั่งห้ามใช้รถควันดำทุกคัน และแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขก่อนนำเข้ารับการตรวจสภาพอีกครั้ง สำหรับประชาชนที่พบเห็นรถบรรทุกและรถโดยสารมีควันดำ ให้จดจำรายละเอียดหมายเลขทะเบียนรถ เลขข้างรถ แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร.1584 หากผลการตรวจสอบพบว่ารถมีควันดำตามที่ผู้ร้องเรียนได้แจ้งมาจริงจะถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที