อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ! ‘MThai’ คว้ารางวัล ‘ผู้ทรงอิทธิพลบน Twitter’

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ! ‘MThai’ คว้ารางวัล Best Brand Performance for influencer : ผู้ทรงอิทธิพลบน Twitter ในงานประกาศรางวัล Thailand Zocial Awards 2019 ครั้งที่ 7

วันนี้ (28 ก.พ.) เวลา 15.00 น. ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน คุณกัญญาภัทร สุขสมาน ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และอินเทอร์เน็ต บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ “MONO”

นางสาววริศรา ดากลืน ตัวแทนผู้บริหารเว็บไซต์ MThai ขึ้นรับรางวัล Best Brand Performance for influencer : ผู้ทรงอิทธิพลบน Twitter จากงานประกาศรางวัลโซเชียลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Thailand Zocial Awards 2019 ครั้งที่ 7 ซึ่งงานนี้จัดโดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลด้านโซเชียลมีเดีย

โดยนายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลอดปี 2561 ที่ผ่านมามีจำนวนข้อความเกิดขึ้นบนโลกโซเชียลสูงถึง 5.3 พันล้านข้อความโดยเฉลี่ย 10,000 ข้อความต่อนาทีเติบโตขึ้น 47% ซึ่งมีกว่า 230 ล้านภาพนับเป็นครั้งแรกในไทยที่เราสามารถนำรูปเหล่านี้มาทำการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ลึกขึ้น ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และบริการ

ทั้งนี้ รางวัลถือเป็นสิ่งที่การันตีความสามารถทั้งยังเป็นอีกแรงผลักดันให้เราคนดังบนโซเชียลมีเดียได้สร้างสรรค์และพัฒนาผลงานของตนให้ดียิ่งขึ้นไปซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ PLAY: Rolling data ภายในงานมีดาราศิลปิน เซเลปบริตี้ทั่วฟ้าเมืองไทยมาเดินพรมแดงกันอย่างคับคั่ง

สำหรับรางวัล Thailand Zocial Awards 2019 มีทั้งหมดกว่า 154 รางวัล แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คือ 1.รางวัลแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม 2.รางวัลแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยมโดยแพลตฟอร์ม 3.รางวัลคนบันเทิงบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม 4.รางวัลผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม 5.รางวัลโซเชียลมีเดียแคมเปญยอดเยี่ยม และ 6.รางวัลพิเศษที่เชิดชูบุคคลหรือหน่วยงานที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ

สจ๊วตหนุ่มการบินไทยเปิดใจ หลังถูกกัปตันตบหัว-ดึงคอเสื้อ หลังโมโหหิว

สจ๊วตหนุ่ม ไม่เอาเรื่องกัปตันโมโหหิว หลังโดนกระชากคอเสื้อ-ตบหัว เหตุฉุนไม่พอใจสจ๊วตไม่บริการอาหาร – น้ำดื่ม ขณะขับเครื่องบิน

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ เดินทางมายัง สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจดูบันทึกประจำวัน หลังเกิดกรณีนายธนศักดิ์ อายุ 34 ปี ลูกเรือ หรือ สจ๊วต ของสายการบินไทย เข้าแจ้งความว่าถูกกัปตันสายการบิน เที่ยวบิน ทีจี 110 เส้นทางสุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ ทำร้ายร่างกายด้วยการกระชากคอเสื้อและตบที่ศีรษะ

โดยเหตุเกิดขึ้นหลังจากที่เครื่องได้ลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ และส่งผู้โดยสารลงหมดแล้ว ซึ่งสาเหตุของการทำร้ายร่างกายกันในครั้งนี้มาจากการที่กัปตันไม่พอใจสจ๊วต ที่ไม่เข้าไปสอบถามกัปตันระหว่างการบินว่า ต้องการอาหาร-เครื่องดื่มหรือไม่

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ได้โทรศัพท์สอบถามนายธนศักดิ์ ที่ถูกกัปตันทำร้ายร่างกาย เพื่อสอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้น ก่อนจะทราบว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา โดยหลังเครื่องบินเดินทางถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ กัปตันได้เข้ามาพูดคุยตำหนิสจ๊วต กระชากคอเสื้อและตบที่ศีรษะ จากนั้นเที่ยวบินดังกล่าวก็ได้รับผู้โดยสารบินกลับไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ. นายธนศักดิ์ จึงได้นั่งเครื่องบินกลับมายัง จ.เชียงใหม่ เพื่อเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีกับกัปตันรายดังกล่าว  เพราะหลังก่อเหตุไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ตามนายธนศักดิ์แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับกัปตันในข้อหาทำร้ายร่างกายแล้ว แต่ที่เข้าแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานว่าเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง

ขณะเดียวกันทางบริษัทได้เรียกทั้งสองฝ่ายไปเจรจาทำความเข้าใจกัน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าหากประสงค์จะดำเนินคดีตำรวจก็พร้อมดำเนินการให้ แต่คดีนี้มีความผิดลหุโทษมีโทษปรับเท่านั้น

เพจ iLaw เปิด 8 ข้อน่ากังวล หลัง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ผ่านมติ สนช.

จากกรณีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ‘พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ’ ให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย ด้วยมติ 133 ต่อ 0 เสียง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนก็ตาม

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจ iLaw ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 8 ข้อน่ากังวล เมื่อ พ.ร.บ.ไซเบอร์ ถูกบังคับใช้เป็นกฎหมาย ดังนี้..

1. นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความได้กว้าง ครอบคลุม ‘เนื้อหา’ บนโลกออนไลน์

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 59 กลับเปิดทางให้ตีความ ‘ขยาย’ ความหมายของภัยคุกคามไซเบอร์ให้กว้างขึ้น เช่น “อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ..” การเขียนกฎหมายเช่นนี้ เสี่ยงต่อการที่ในอนาคตอาจมีผู้ที่เจตนาไม่ดี ตีความให้คำว่า “ภัยคุกคามไซเบอร์” ครอบคลุมถึงประเด็น “เนื้อหา” บนโลกออนไลน์มากกว่าเรื่องระบบ

2. เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน

ร่างพ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 61 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามไซเบอร์ เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) มีอำนาจขอความร่วมมือจากบุคคลให้มาให้ข้อมูล หรือทำข้อมูลเป็นหนังสือเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ และสามารถขอข้อมูล เอกสาร หรือสำเนาข้อมูล ที่อยู่ในการครอบครองของผู้อื่นได้ หากเห็นว่า เป็นประโยชน์ รวมถึงสามารถเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้น

3. กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสำเนา คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์

ในร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 65 กำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เห็นว่า มีภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับที่ร้ายแรงขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถตรวจค้นสถานที่ได้ และสามารถค้นคอมพิวเตอร์ เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เจาะระบบ หรือทำสำเนาเอาข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์หรือในระบบคอมพิวเตอร์ไปได้ รวมถึงสามารถยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ไว้ได้ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์

4. เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบ Real-time

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 67 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่มีภัยคุกคามระดับร้ายแรงหรือวิกฤติ และเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ประเมินผล รับมือ ปราบปราม ระงับ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้เลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติโดยความเห็นชอบของ กกม. มีอำนาจขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและต่อเนื่อง (ข้อมูลแบบ Real-time) จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์

5. ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล

ตาม ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ การจะเข้าถึงข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ การทำสำเนา การเจาะระบบ หรือยึดอายัค เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ‘ขอหมายศาล’ เพื่อให้มีอำนาจในการดำเนินการ แต่ถ้าในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยื่นขอหมายศาล

6. การใช้อำนาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้

ตาม ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 68 กำหนดว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับคำสั่งอันเกี่ยวกับการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์อุทธรณ์คำสั่งได้ในกรณีที่เป็นการใช้อำนาจเมื่อมีภัยคุกคามในระดับร้ายแรงขึ้นไป

7. เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 66 กำหนดให้ กรณีที่เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับวิกฤติ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาความมั่นคงแห่งชาติในการดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามกฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือกฎหมายอื่นทีเกี่ยวข้อง

8. ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก

ในกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ดำเนินการใดๆ ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐสั่ง เช่น ไม่ได้ตรวจสอบ แก้ไข หรือแม้แต่กำจัดไวรัสที่มีผลเป็นภัยคุกคามไซเบอร์ ก็จะมีความผิดไปด้วย โดยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://ilaw.or.th/node/5173