ผ่านฉลุย! พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ให้อำนาจ จนท.ค้นสถานที่-ยึดคอมฯ ได้

สนช. มีมติเอกฉันท์ ผ่านวาระ 3  พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์แล้ว ให้อำนาจจนท.ค้นสถานที่-ยึดคอมฯได้ หากพบคุกคามฯ เล็งประกาศใช้เป็นกฎหมสยบังคับใช้ต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เพื่อพิจารณาวาระ 3 ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มีนางเสาวณี สุวรรณชีพ เป็นประธานเสนอ วันนี้ (28 ก.พ. 2562) ที่ประชุมได้มีมติ 133 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ในพิจารณา

ซึ่งรายงานได้เผยว่า การประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. วาระ 3 ดังกล่าว ไม่มีกมธ.หรือสมาชิกสนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่กมธ.เสนอแต่อย่างใด

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ..การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ

1.นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความได้กว้างครอบคลุมเนื้อหาบนโลกออนไลน์
2.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน
3.กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสำเนาคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ หากคิดว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

4.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
5.ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้ โดยไม่ต้องขอหมายศาล
6.การใช้อำนาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้
7.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
และ 8.ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษปรับและโทษจำคุก

อนึ่ง กมธ.ได้มีข้อสังเกตแนบท้ายไปถึงรัฐบาล โดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อให้การทำงานด้านดังกล่าวซึ่งถือเป็นของใหม่ สอดคล้องกับเจตนารมย์ของกฎหมาย

ขณะที่การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับการทำงานระหว่างประเทศ ควรทำเป็นข้อตกลงระหว่างหน่วยงานแทนความตกลงที่มีผลผูกผันระหว่างรัฐ รวมถึงการทำข้อตกลงต้องอยู่ในภายใต้อำนาจและหน้าที่ของสำนักงานฯ เท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก  

อัยการเลื่อนส่งฟ้องแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นวันที่ 6 มี.ค.62

อัยการเลื่อนส่งฟ้องแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นวันที่ 6 มี.ค.62 ด้านรังสิมันต์ โรม หวั่นถูกดำเนินคดีจำคุก ชี้อาจขาดคุณสมบัติผู้รับสมัครเลือกตั้งได้ หากผลคดีเสร็จสิ้นก่อนเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ (28 ก.พ.62) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อัยการคดีอาญา นัดฟ้อง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง รวม 9 คน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม , นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว , นายอานนท์ นำภา , น.ส.ณัฏฐา มหัทธนาหรือโบว์ , นางศรีไพร นนทรีย์ , นายธนวัฒน์ พรหมจักร , นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ , นายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ , นายปกรณ์ อารีกุล ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งกลุ่ม ARMY57 ที่หน้ากองทัพบก เวลาต่อมีรายงานว่าทางอัยการกอง 7 เลื่อนส่งฟ้องกลุ่มคนเยอะเลือกตั้งทั้ง 9 คน เป็นวันที่ 6 มี.ค.62

โดย น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ เปิดเผยว่าสำหรับคดีเป็นการชุมนุมหน้ากองทัพบก ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เลื่อน โดยทางอัยการนัดส่งฟ้อง ที่ศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 6 มี.ค.62 ส่วนสาเหตุที่เลื่อนในครั้งนี้มาจากมีความผิดพลาดบางประการ เนื่องจากคดีชุมนุมหน้ากองทัพบกซึ่งมีผู้ต้องหารวม 9 คน แต่ว่าวันนี้ขาดนายเอกชัย หงส์กังวาน ที่ไม่ได้มีการนัดหมายพร้อมกันเพราะถูกฝากขังก่อนหน้านี้ ทำให้ชื่อนายเอกชัย ไม่อยู่ในการนัดหมายวันนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าผลในวันที่ 6 มี.ค.62 จะมีผลต่อการเคลื่อนทางการเมืองหรือการเลือกตั้งอย่างไร น.ส.ณัฏฐา มองว่าไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง รวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถูกส่งฟ้องก็ถูกดำเนินคดีไปตามขบวนการ ทั้งนี้ใน 2 คดีที่ผ่านมา ทางกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้มีขอความอนุเคราะห์ต่อศาล ในการขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาลโดยไม่วางหลักทรัพย์ ซึ่งทางศาลอนุญาตตามความประสงค์ของทางกลุ่มฯ ในส่วนของคดีนี้เป็นคดีที่ 3 ทางกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็หวังว่าจะเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน สำหรับผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองโดยเฉพาะ

นายปกรณ์ อารีกุล เปิดเผยว่าการถูกส่งฟ้องในครั้งนี้ไม่มีผลทางการเมืองเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในการหาเสียงกับทางพรรคก็เลยไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่จะมีผลกระทบต่อกำหนดการของทางพรรคในการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงในวันที่อัยการนัดส่งฟ้องวันที่ 6 มี.ค. ที่จะถึงนี้ ส่วนตัวมองว่าหากในอนาคตถูกดำเนินคดีและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็มองว่าอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และคงต้องมีการเรียกร้องและแก้ไขกันต่อไป

ทางด้านนายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่าการถูกส่งฟ้องในครั้งนี้อาจจะมีผลกระทบโดยตรงหากเป็นการตัดสินจำคุก เนื่องจากตนลงรับสมัครเลือกตั้ง ของทางพรรคอนาคตใหม่ด้วย ซึ่งหากถูกจำคุกก็จะขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎระเบียบข้อกำหนดไว้ทันที ซึ่งก็ต้องดูว่าคดีดังกล่าวจะมีผลก่อนหรือหลังการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.62 ส่วนตัวมองว่าจนถึงทุกวันนี้คนที่ร่วมต่อสู้เพื่อให้มีการเลือกตั้ง เพื่อร่วมต่อสู้ให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยจนถึงวันนี้ยังไม่มีใครติดคุก ยืนยันว่าพวกเรายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

เลือกตั้ง62 : ด่วน!!ศาลฯไม่รับฟ้อง คดีเรืองไกรขอให้เพิกถอนมติ กกต.ยื่นยุบไทยรักษาชาติ

ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ กกต. ที่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีหมายเลขดำที่ 351/2562 คดีหมายเลขแดงที่ 204/2562 ซึ่งนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะเป็นผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายทะเบียนพรรคการเมือง) จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 รวมทั้งการมีมติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อันถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองก็ตาม

แต่โดยที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมือง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) กระทำการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74 (4) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด

กรณี จึงถือว่า การพิจารณายุบพรรคการเมืองมีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้

ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ