ออมสินยันไม่จริง ข่าวลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเปิดบัญชีธนาคารออมสิน ได้รับเงิน 3,000

ธนาคารออมสินยืนยันข่าวเปิดบัญชีที่ธนาคารออมสินรับเงิน 3,000 จากรัฐไม่เป็นความจริง

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเปิดเผยถึงกรณีที่มีประชาชนจำนวนมาก เดินทางมาเปิดบัญชีที่ธนาคารออมสิน เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะโอนเงินให้ 3,000 บาท โดยข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2562 ที่มีข่าวในสื่อออนไลน์ระบุว่าประชาชนผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะที่ธนาคารออมสินสาขาหนองฉาง และสาขาบ้านไร่ มีข่าวหรือให้ประชาชนเปิดบัญชีและทำบัตรเอทีเอ็มกับธนาคารออมสินเพื่อรับเงิน 3,000 บาทจากรัฐบาล

ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 ธนาคารออมสินได้มีการชี้แจงเผยแพร่ข่าวไปแล้วว่าไม่เป็นความจริงรวมถึงได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินสาขาทั่วประเทศพร้อมทั้งปิดประกาศประชาสัมพันธ์ที่สาขาด้วยทำให้กระแสการแห่เปิดบัญชีจึงได้ลดลงตามลำดับ และเมื่อวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการแห่เปิดบัญชีในลักษณะดังกล่าวอีกครั้งโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ธนาคารออมสินสาขาอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ดธนาคารออมสินขอยืนยันอีกครั้งว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามทางธนาคารออมสินได้มีการประชาสัมพันธ์ หรือต่อยอดโครงการลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยธนาคารออมสินได้ดำเนินตามนโยบายรัฐบาล คือการให้บริการบัญชีเงินฝาก เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารออมสินได้แนะนำเกี่ยวกับการเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพนักงานได้แนะนำประชาชนที่เดินทางมาติดต่อ เปิดบัญชีธนาคารที่สาขาในจังหวัดอุทัยธานีดังกล่าวด้วย

สำหรับบัญชีเงินฝากพื้นฐาน ผู้ฝากต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นผู้ถือสัญชาติไทยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 1 คนเปิดได้ 1 บัญชี ได้รับอัตราดอกเบี้ย เหมือนเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารฯ แต่ได้รับสิทธิประโยชน์คือ เปิดบัญชีแล้วยังไม่ต้องฝากเงินในทันที ไม่มีค่ารักษาบัญชี และสมัครใช้บัตรอิเล็คทรอนิกส์ได้ฟรี (เฉพาะบัตรออมสิน เดบิต เบสิค) โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าทำเนียมรายปี และค่าออกบัตรใหม่เมื่อบัตรหมดอายุ

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ เสด็จประทับ รพ.รามาฯ

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง “ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” เสด็จไปรับการถวายการรักษาพระเนตร รพ.รามาธิบดี ฉบับที่ 3

แถลงการณ์สำนักพระราชวังเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปรับการถวายการรักษาพระเนตร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉบับที่ 3

ตามที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จไปประมับ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อทรงรับการรักษาพระอาการพระเนตรมัวทั้งสองข้าง ร่วมกับพระอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) นั้น คณะแพทย์ได้ถวายรายงานว่า การอักเสบของพระปิฐิกัณฐกัฐิ (กระดูกสันหลัง) มีพระอาการดีขึ้น ทรงประกอบพระกิจวัตรประจำวันได้ตามเดิม คณะแพทย์ ได้ขอพระราชทานพระอนุญาตเลื่อนการผ่าตัดต้อกระจกพระเนตรไปดำเนินการหลังถวายพระโอสถปฏิชีวนะ ทางหลอดพระโลหิตครบ 6 สัปดาห์

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง

22 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2562

ลงดาบกระเป๋ารถเมล์รถเมล์ ดื่มเบียร์-สูบบุหรี่ หลังถูกผู้โดยสารโพสต์ร้องเรียน

ตามที่มีประชาชนใช้ชื่อ Pang Orathai โพสต์ร้องเรียนกรณีรถมินิบัส สาย 34 หมายเลขข้างรถ 34-9  พอสรุปได้ว่า พขร. และ พกส. ดื่มเบียร์พร้อมสูบบุหรี่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ประจำรถ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 18.22 น. นั้น    

กรมการขนส่งทางบก โดยกองตรวจการขนส่งทางบก ได้รายงานผลการดำเนินการลงโทษต่อพนักงานคนดังกล่าวระบุว่า

1. รถคันก่อเหตุเป็นรถร่วมบริการขสมก. สายที่ 34 หมายเลขข้างรถ 34-9 คันหมายเลขทะเบียน 14-8114 กทม.  ภาษีสิ้นอายุ 30 มิถุนายน 2562

2.  พนักงานเก็บค่าโดยสารชื่อนางสาวมณัสปัณฑ์ แก้วสุรินทร์ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้เก็บค่าโดยสาร ใบอนุญาตเลขที่279/57 วันสิ้นอายุ 23 พฤศจิกายน 2563      

วันนี้ (22 ก.พ. 2562)  พนักงานเก็บค่าโดยสารได้มารายงานตัวที่ กองตรวจการขนส่งทางบกแล้ว และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้รับสารภาพว่ามีการดื่มเบียร์ในขณะปฏิบัติหน้าที่และแต่งกายไม่เรียบร้อยจริงตามที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จึงได้ลงโทษพนักงานเก็บค่าโดยสาร ดังนี้

       1. ขณะปฏิบัติหน้าที่แต่งกายไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวงฯ ตามมาตรา 102(1) ประกอบมาตรา 127   เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000บาทและดื่มของมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 102(3)ประกอบมาตรา 127 ทวิ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 4,000บาท และพักใช้ใบอนุญาตพนักงานเก็บค่าโดยสารเป็นเวลา 1 เดือน

      2. ส่งตัวพนักงานเก็บค่าโดยสารเข้ารับการอบรมเรื่องกฎระเบียบของการให้บริการที่ดีและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมไปยังศูนย์ประวัติผู้ขับรถกรมการขนส่งทางบก ต่อไป