เผยรายชื่อ กลุ่มคน ปลูก-นำเข้า-ส่งออก กัญชาได้

ป.ป.ส. เผยรายชื่อ 7 กลุ่ม ที่มีสิทธิ์ขออนุญาตให้ปลูก – นำเข้า และส่งออกกัญชาได้ วอนผู้ป่วยอย่าหลงเชื่อปลูกกัญชาเองที่บ้าน เหตุยังผิดกฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (22 ก.พ. 2562) นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.  ได้ออกมาเปิดเผยรายชื่อกลุ่มคนผู้มีสิทธิ์ขออนุญาตให้ปลูก นำเข้า และส่งออกกัญชาได้ หลังจากกัญชาสามารถนำมาใช้รักษาทางการแพทย์ได้ โดยกลุ่มคนที่มีสิทธิ์ดังกล่าวประกอบด้วย

1.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือให้บริการทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชกรรม

2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม และสัตวแพทย์ หรือแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์หรือหมอพื้นบ้านตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำหนด

3.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีการศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์

4.เกษตรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย และดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของผู้ขออนุญาตที่เป็นหน่วยงานรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

6.ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ ที่มีความจำเป็นต้องนำติดตัวเข้ามาใน หรือออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อใช้รักษาโรค

และ 7.ผู้ขออนุญาตอื่นๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตต้องยื่นคำขอต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจึงจะเสนอเลขาธิการ อย.เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตต่อไป จึงจะสามารถดำเนินการผลิต นำเข้า หรือส่งออก ได้

การขออนุญาตและการอนุญาต เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยผู้ขออนุญาตที่หน่วยงานของรัฐ ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศและผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ

กรณีบุคคลธรรมดาต้องมีสัญชาติไทยและอยู่ในประเทศไทย ส่วนกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย และกรรมการ 2 ใน 3 ต้องมีสัญชาติไทย รวมทั้งต้องมีสำนักงานที่ตั้งในประเทศไทยด้วย

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไม่ว่าจะเป็น กัญชา หรือพืชกระท่อม ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย

ทั้งโทษจำคุกหรือโทษปรับ การผ่อนปรนเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ กฎหมายได้กำหนด ให้มีมาตรการในการกำกับดูแลทั้งการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายและครอบครองหรือเสพเพื่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข

ดังนั้นจึงอยากฝากถึงผู้ป่วยอย่าหลงเชื่อว่าสามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาโรคที่บ้านเองได้ หากต้องการใช้กัญชาเพื่อการบำบัดรักษาโรคให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวินิจฉัยหรือสั่งใช้กัญชาหรือสารสกัดเพื่อการบำบัด รักษาโรค

ซึ่งจะได้กัญชาหรือสารสกัดที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ และไม่ผิดตามกฎหมายด้วย

แคนนอน โชว์ตัวจริง “อีโอเอส อาร์พี” มิเรอร์เลสฟูลเฟรมรุ่นล่าสุด

แคนนอน โชว์ตัวจริง “อีโอเอส อาร์พี” มิเรอร์เลสฟูลเฟรมรุ่นล่าสุด พร้อมเปิดตัวเลนส์ “อาร์เอฟ” 6 รุ่น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพ

วันที่22 กุมภาพันธ์ 2562 – บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดตัวกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมรุ่นใหม่ล่าสุด “แคนนอน อีโอเอส อาร์พี” (Canon EOS RP) ที่จะสร้างความเป็นเลิศด้านออปติคอลอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีจัดเต็มในตัวกล้องขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบาที่สุดในซีรีย์ EOS แบบฟูลเฟรม บรรจุด้วยเซ็นเซอร์ Dual Pixel CMOS 26.2 ล้านพิกเซล จับโฟกัสไวเพียง 0.05 วินาที แม่นยำแม้ในที่แสงน้อยถึง EV-5 และระบบตรวจจับดวงตาสุดล้ำ (Eye Detection AF) เสริมทัพด้วยเลนส์รุ่นใหม่ในตระกูล RF ที่เปิดตัวพร้อมกันถึง 6 รุ่น พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นายนิฐิวัฒน์ วัจนวรานันท์ หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ คอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง (Imaging Consumer Product) บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า หลังจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ของกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมตระกูล EOS R ที่ปล่อยออกมาเมื่อปลายปี 2561 ประกอบกับสถานการณ์ตลาดกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมในประเทศ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แคนนอนจึงเอาใจสาวกกล้องตระกูลดังกล่าว และจริงจังกับตลาดกล้องฟูลเฟรม ด้วยการเปิดตัว “แคนนอน อีโอเอส อาร์พี” (Canon EOS RP) มิเรอร์เลสฟูลเฟรมล่าสุดในตระกูล EOS R ที่มาในน้ำหนักเพียง 485 กรัม เล็ก และเบาที่สุดในปัจจุบัน 

พร้อมเซ็นเซอร์ Dual Pixel CMOS ความละเอียด 26.2 ล้านพิกเซล โฟกัสฉับไวเพียง 0.05 วินาที ชิปประมวลผลภาพขั้นสูง DIGIC 8 ให้ภาพถ่ายคุณภาพยอดเยี่ยมในทุกสถานการณ์ พร้อมฟังก์ชั่นปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Lighting Optimizer) ช่วยปรับสมดุลจุดที่สว่างที่สุด และมืดที่สุด ให้ภาพสวยสมบูรณ์แบบแม้ในสภาพย้อนแสง นอกจากนี้ Canon EOS RP ยังสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวด้วยความคมชัดสูงสุดระดับ 4K ที่ 24p/25p และด้วยเทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสได้อย่างแม่นยำ และราบรื่นไม่สะดุด

นายนิฐิวัฒน์ กล่าวเพิ่มว่า แคนนอนยังจัดเซอร์ไพรส์เอาใจคนรักกล้องเปลี่ยนเลนส์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวเลนส์ RF พร้อมกันถึง 6 รุ่น  ให้การถ่ายภาพสนุกยิ่งขึ้น ได้แก่

1.       RF 85mm f1.2 L USM เลนส์ในฝันสำหรับภาพพอร์ตเทรต คมชัดทุกรายละเอียดถึงขอบภาพ

2.       RF 85mm f1.2 L USM DS ด้วยเทคโนโลยี Defocus Smoothing (DS) ให้ภาพถ่ายละมุนสวยงาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรต

3.       RF 24-70mm f2.8 L IS Nano USM เลนส์ซูมอเนกประสงค์คุณภาพสูง รูรับแสงกว้าง โฟกัสฉับไว ครอบคลุมทุกการถ่ายภาพ

4.       RF 15-35mm f2.8 L IS Nano USM เลนส์ซูมมุมกว้างพิเศษ พร้อมระบบกันสั่นไหว ลงตัวเพื่องานถ่ายภาพสถาปัตยกรรม และวิวทิวทัศน์

5.       RF 70-200mm f2.8 L IS SWC USM เลนส์ซูมช่วงยอดนิยมคุณภาพสูง ให้ภาพถ่ายคมชัด สีอิ่ม พัฒนามาให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวให้กับช่างภาพ

6.       RF 24-240mm f4-6.3 IS Nano USM เลนส์ซูมอเนกประสงค์ ตัวเล็ก น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับนักเดินทาง ถ่ายภาพได้หลากหลาย ตั้งแต่ภาพมุมกว้าง ไปจนถึงการซูมภาพระยะไกล

นอกเหนือจากเลนส์ RF ทั้ง 6 รุ่นล่าสุด สาวกเลนส์ EF และ EF-S ยังสามารถใช้งานเลนส์เดิมร่วมกับ Canon EOS RP ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพผ่าน Mount Adapter เสริมถึง 3 ตัว Canon EOS RP ยังมาพร้อมช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) ความละเอียดประมาณ 2.36 ล้านจุด ให้ความละเอียดที่คมชัด พร้อมออโต้โฟกัสแบบทัชสกรีนบนหน้าจอ LCD ทำให้เลือกจุดโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว  และให้ประสบการณ์ในการถ่ายภาพจากมุมมองใหม่ๆ ร่วมด้วยช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ในตัว ที่สามารถปรับตั้งค่าการแสดงผลได้ตามความต้องการ

 ในส่วนการใช้งาน Canon EOS RP ออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถใช้งานคุณสมบัติได้เกือบทั้งหมด ผ่านช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีระบบควบคุมการทำงานที่หลากหลาย เช่น ปุ่ม สวิตช์ และปุ่มหมุน พร้อมทั้งฟีเจอร์ศิลปินสร้างสรรค์ (Creative Artist) ที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนมีผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาช่วยแนะนำเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่เหมาะกับอารมณ์ หรือโทนของภาพ เช่น ความสว่าง แสงเข้ม และความอิ่มตัวของสี เสริมด้วยคุณสมบัติผู้ช่วย (Feature Assistant) ที่ให้คำอธิบายข้อความอย่างง่าย และภาพถ่ายตัวอย่างสำหรับฟังก์ชั่นต่างๆ เสมือนมีผู้ช่วยแนะนำทุกขั้นตอนการใช้งาน

แคนนอนในฐานะผู้นำด้านกล้องดิจิตอล และอิมเมจจิ้ง ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมชั้นเลิศ ยังคงสัญญาว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อภาพถ่าย เพื่อให้เลนส์ในตระกูล RF เป็นเลนส์ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพ พร้อมส่งเสริมให้กิจกรรมการถ่ายภาพของทุกท่านให้ได้รับความประทับใจอย่างไม่สิ้นสุด นายนิฐิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ แคนนอนจัดงานเปิดตัว Canon EOS RP มิเรอร์เลสฟูลเฟรมล่าสุด พร้อมเผยในราคาตัวกล้อง 48,900 บาท และตัวกล้องพร้อมเลนส์ RF 24-105L ราคา 88,690 บาท โดย Canon EOS RP จะเริ่มวางจำหน่ายต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2344-9988 เว็บไซต์ www.cannon.co.th หรือ facebook.com/canon.thailand

นายกฯ รับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มรดกล้ำค่า เป็นสมบัติของชาติ

กรมศิลปากรนำไปอนุรักษ์ – จัดแสดงนิทรรศการให้เด็ก เยาวชน – ประชาชนศึกษาเรียนรู้

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีรับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จากนายธรรมฤทธิ์ จิรา ผู้ครอบครองโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวน ๑๐๔ รายการ เพื่อเป็นสมบัติของชาติในความดูแลของกรมศิลปากรต่อไป โดยมี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมในพิธี ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีรับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ตอนหนึ่งว่า ในนามรัฐบาล มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มารับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจากนายธรรมฤทธิ์ จิราและครอบครัว เพื่อเป็นสมบัติของชาติต่อไป โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเหล่านี้เป็นมรดกอันล้ำค่าและยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของชาติไทย

ซึ่งโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเหล่านี้นอกจากจะมีคุณค่าทั้งด้านอายุและศิลปกรรมแล้ว ยังมีคุณค่าทางภูมิปัญญาที่นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพชนในอดีตบนผืนแผ่นดินไทย ทำให้เห็นความกระจ่างชัดของพัฒนาการทางสังคมที่ก้าวเดินมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ทั้ง 104 รายการ ที่นำมามอบให้ในครั้งนี้ มีความหลากหลายและมีที่มาจากหลายแหล่ง ทั้งแหล่งโบราณคดีในภาคกลาง แหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำชี และแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำสงคราม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ล้วนแสดงถึงอารยธรรมบนผืนแผ่นดินไทยที่มีความเจริญอย่างต่อเนื่องมายาวนานนับกว่า 4,000 ปี จึงเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

การส่งมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กลับคืนเป็นสมบัติของชาตินั้น ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความรักและหวงแหนในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เกิดความเสียสละ อุทิศเพื่อเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ และขอชื่นชมกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากรที่มีการส่งเสริมและดูแลงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มแข็งและจริงจังมาโดยตลอด

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มรดกอันล้ำค่าของชาติ จึงมีนโยบายในการติดตามหรือขอคืนโบราณวัตถุของไทยที่อยู่ในต่างประเทศให้กลับมาเป็นสมบัติของชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ และในช่วงที่ผ่านมา ได้รับคืนโบราณวัตถุของไทยจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศออสเตรเลีย จำนวน 8 ครั้ง รวม 751 รายการ และเมื่อเดือนธันวาคม 2561 กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการติดต่อจากนายธรรมฤทธิ์ จิรา ว่ามีความประสงค์จะส่งมอบโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมบ้านเชียง อายุราว  1,800-5,000 ปี จำนวน 104 รายการ ไว้เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนแสดงเจตจำนงจะมอบโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า จำนวนมากให้กับราชการ

สำหรับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่นายธรรมฤทธิ์ จิรา มอบให้เป็นสมบัติของชาติในครั้งนี้ มีทั้งโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 1,800-4,300 ปีมาแล้ว ประกอบด้วยเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้สำริด เครื่องประดับทำด้วยหิน แก้ว และเปลือกหอย บางชิ้นได้รับการซ่อมแซมต่อเติมให้มีสภาพสมบูรณ์ และมีวัตถุจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นศิลปวัตถุทำขึ้นเลียนแบบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมทั้งสิ้น ๑๐๔ รายการ

ในกลุ่มโบราณวัตถุ ซึ่งได้รับมอบสามารถกำหนดอายุสมัยตามแหล่งที่มา ดังนี้

1. กลุ่มโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ภาคกลาง  หลักฐานประเภท

ภาชนะดินเผาที่พบ ที่มีลักษณะโดดเด่นคือ ภาชนะดินเผาทรงก้นกลม คอคอด ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีฐานเตี้ย และไม่มีฐาน ภาชนะดินเผาที่มีลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมนี้น่าจะได้แก่ภาชนะดินเผาทรงพานสูง และทรงบาตร  นิยมตกแต่งผิวภาชนะด้วยการทาน้ำดินสีแดง กดประทับด้วยลายเชือกทาบ หรือขูดขีดด้วยเครื่องมือปลายแหลม  มีแหล่งโบราณคดี

ที่สำคัญ อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวดลพบุรี กำหนดอายุราว 1,500-2,500 ปีมาแล้ว

2.กลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำสงคราม หรือกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี สกลนคร

และหนองคาย หรือกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ภาชนะดินเผาในกลุ่มนี้มีรูปทรงที่หลากหลาย และสามารถจำแนกลักษณะออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ ๒.๑ ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุระหว่าง 3,000-4,300 ปีมาแล้ว เป็นภาชนะดินเผาสีดำหรือเทาเข้ม มีเชิงหรือฐานเตี้ย ตัวภาชนะมักจะตกแต่งด้วยลายขีดเขียนเป็นเส้นคดโค้ง ลายเชือกทาบ และลายกดประทับ ๒.๒ ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 2,300-3,000 ลักษณะเด่น คือ มีขนาดใหญ่ ผิว

นอกเป็นสีขาว ไหล่ภาชนะหักเป็นมุม มีทั้งแบบก้นกลมและก้นแหลม บางใบมีการตกแต่งด้วยลายขีดผสมกับลายเขียนหรือทา ด้วยน้ำดินสีแดง 2.3 ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 1,800-2,300 นิยมเขียนลายและตกแต่งภาชนะด้วยสีแดง เป็นลวดลายที่สื่อถึงความหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ อาทิ ลายงู  ลายก้นหอย และลายรูปสัตว์ เป็นต้น โบราณวัตถุกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่นายธรรมฤทธิ์ จิรา มอบในครั้งนี้ ยังประกอบไปด้วย เครื่องมือเครื่องใช้โลหะ ซึ่งบ่งบอกถึงการสร้างสรรค์งานโลหะกรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมบ้านเชียง ได้แก่ เครื่องประดับสำริด

3.โบราณวัตถุกลุ่มแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำมูล  ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี วัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล พบวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปทรงหลากหลาย ที่โดดเด่นคือแหล่งโบราณคดีบ้านก้านเหลือง จังหวัดอุบลราชธานี ภาชนะดินเผากลุ่มนี้จะมีลักษณะพิเศษ คือ มีเนื้อดินสีส้ม การตกแต่งด้วยการขูดขีดที่บริเวณขอบปาก วัตถุประเภทเครื่องมือเครื่องประดับ เครื่องใช้สอยสำริด พบว่าเทคนิคการผลิตเพื่อใช้หล่อสำริดมีฝีมือประณีต ซับซ้อน มีเทคนิคและลวดลายกับเครื่องสำริดในคล้ายกับวัฒนธรรมดองเซิน ประเทศเวียดนาม กำหนดอายุสมัยอยู่ในราว 1,500-2,500ปีมาแล้ว ภาชนะดินเผาและวัตถุทางโบราณดีต่างๆ เหล่านี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการใช้ศึกษาวิเคราะห์ถึงวิถีชีวิตมนุษย์สมัยโบราณในแง่มุมต่าง ๆ ได้ อาทิ พฤติกรรมด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ศิลปะ และสังคม เป็นหลักฐานในการจัดลำดับอายุสมัย และบ่งบอกช่วงเวลาของวัฒนธรรมและชุมชนในแหล่งโบราณคดีนั้น ๆ เป็นหลักฐานในการคำนวณความหนาแน่นของประชากร

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า โบราณวัตถุที่ได้รับมอบในครั้งนี้จะถูกนำไปตรวจสภาพ และทำการอนุรักษ์เบื้องต้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ จากนั้นจึงจะนำไปเก็บรักษาที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อสำหรับนำไปศึกษา หรือนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในแหล่งโบราณคดีนั้น ๆ ต่อไป