เทรนด์ผม ‘ทรัมป์-คิม’ กำลังนิยมในฮานอย

ทรงผมของ ‘ทรัมป์-คิม’ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของชาวเวียดนาม ก่อนมีการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ ปลายเดือนนี้

ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ ครั้งที่ 2 กรุงฮานอย ของเวียดนามในสัปดาห์หน้า ทรงผมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และทรงผมของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ชาวกรุงฮานอยส่วนหนึ่งตัดสินใจตัดและย้อมผมตามผู้นำทั้งสอง

นายเล พุ๊ก ฮาย คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง วัย 66 ปี ตัดสินใจเปลี่ยนสีผม โดยเขารอย่างอดทนที่จะได้เห็นผมดำตามธรรมชาติของเขาถูกเปลี่ยนให้เป็นสีผมเดียวกับนายทรัมป์ เขาบอกว่าชอบโดนัลด์ทรัมป์มาก เขาเลยอยากไว้ผมทรงเดียวกับนายทรัมป์ หลังจากที่รอมากกว่า 1 ชั่วโมง นายฮายก็ได้ทรงผมใหม่สีส้มทองแบบนายทรัมป์

ในร้านตัดผมแห่งเดียวกัน เด็กชายโต ซา ฮึย อายุ 9 ขวบ ที่มาใช้บริการร้านตัดผม ก็ได้รับฉายาว่า “อึน” เพราะเขามีหน้าตาคล้ายผู้นำเกาหลีเหนือ และเขาก็มาทำผมให้คล้ายนายคิม จอง-อึน ด้วย เด็กชายฮึย บอกว่า เขาตื่นเต้นที่ผู้นำเกาหลีเหนือจะมากรุงฮานอย และเขาอาจมีโอกาสได้พบนายคิม

นายฮายและเด็กชายฮึน เป็นหนึ่งในจำนวนลูกค้าหลายสิบคนที่มารับบริการทำผมกับช่างผม เล ต่วน เซือง ที่เสนอทำผมทรงผู้นำทั้งสองให้ลูกค้าฟรี ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอด

นายเซือง บอกว่า ทรงผมของนายคิมเผยให้เห็นวัยเยาว์ ส่วนทรงผมนายทรัมป์บ่งบอกถึงอำนาจ แต่ในบรรดาลูกค้าของเขามีคนนิยมตัดผมทรงนายคิมมากกว่า

เตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ประจำปี 62 เฉลี่ยอยู่ที่ 2-10 บาท

คณะกรรมการค่าจ้าง เตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำประจำปี 2562 เตรียมประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม คาดมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน นี้

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง เปิดเผยความคืบหน้าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดได้สรุปตัวเลขส่งมาที่คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ การปรับขึ้นอาจไม่มากนักเฉลี่ยอยู่ที่ 2 -10 บาท

ส่วนกรณีที่แรงงานบางส่วนต้องการให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 360 บาท น่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะอัตราค่าแรงต้องเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจจริงของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ คาดว่า การพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของคณะอนุกรรมการฯ จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อส่งเข้าคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณา ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562

กระทรวงกลาโหม แจงงบกองทัพ 25 ปี ยันโปร่งใส

กระทรวงกลาโหม ชี้แจงการใช้งบประมาณย้อนหลัง 25 ปี พร้อมย้ำ อยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย

ภายหลังหลายพรรคการเมือง ชูนโยบายหาเสียงตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม ส่งผลให้โฆษกกระทรวงกลาโหม ต้องออกมาชี้แจงการใช้งบประมาณกองทัพในช่วง 25 ปี พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมามีการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีของรัฐบาล คสช.ซึ่งแม้ว่า กระทรวงกลาโหมจะได้รับจัดสรรงบประมาณแต่ละปีเพิ่มขึ้น แต่เป็นไปตามงบประมาณภาพรวมรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งการเป็นรัฐบาลทหารไม่ได้เอื้อให้กับกองทัพได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยังย้ำถึงการจัดทำงบประมาณกระทรวงกลาโหมว่า อยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณในภาพรวมของประเทศ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม และในฐานะหน่วยงานความมั่นคง นอกจากมีภารกิจป้องกันประเทศแล้ว ยังมีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุสาธารณภัยต่างๆ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น

ทั้งนี้ งบประมาณกระทรวงกลาโหม ปี 2536 ถึง 2541 ได้รับจัดสรรเฉลี่ยถึงร้อยละ 12.7 แต่ในปี 2542 ซึ่งเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ได้รับเฉลี่ยเหลือร้อยละ 9.34 ส่วนปี 2543 ถึง 2549 ได้รับเฉลี่ยร้อยละ 7.76 และปี 2550 ถึง 2562 ได้รับจัดสรรเฉลี่ยร้อยละ 7.79 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนแล้ว กระทรวงกลาโหมของไทย จัดอยู่ในลำดับที่ 6 เทียบเท่ากับประเทศฟิลิปปินส์

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า กองทัพพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ตามวิถีประชาธิปไตย โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อทำความเข้าใจไปด้วยกัน และพร้อมปรับลดขนาดกองทัพให้เหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และสัปดาห์หน้าหลังการประชุมสภากลาโหม จะชี้แจงในประเด็นการเกณฑ์ทหาร