กระทรวงกลาโหม แจงงบกองทัพ 25 ปี ยันโปร่งใส

กระทรวงกลาโหม ชี้แจงการใช้งบประมาณย้อนหลัง 25 ปี พร้อมย้ำ อยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย

ภายหลังหลายพรรคการเมือง ชูนโยบายหาเสียงตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม ส่งผลให้โฆษกกระทรวงกลาโหม ต้องออกมาชี้แจงการใช้งบประมาณกองทัพในช่วง 25 ปี พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมามีการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีของรัฐบาล คสช.ซึ่งแม้ว่า กระทรวงกลาโหมจะได้รับจัดสรรงบประมาณแต่ละปีเพิ่มขึ้น แต่เป็นไปตามงบประมาณภาพรวมรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งการเป็นรัฐบาลทหารไม่ได้เอื้อให้กับกองทัพได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยังย้ำถึงการจัดทำงบประมาณกระทรวงกลาโหมว่า อยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณในภาพรวมของประเทศ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม และในฐานะหน่วยงานความมั่นคง นอกจากมีภารกิจป้องกันประเทศแล้ว ยังมีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุสาธารณภัยต่างๆ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น

ทั้งนี้ งบประมาณกระทรวงกลาโหม ปี 2536 ถึง 2541 ได้รับจัดสรรเฉลี่ยถึงร้อยละ 12.7 แต่ในปี 2542 ซึ่งเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ได้รับเฉลี่ยเหลือร้อยละ 9.34 ส่วนปี 2543 ถึง 2549 ได้รับเฉลี่ยร้อยละ 7.76 และปี 2550 ถึง 2562 ได้รับจัดสรรเฉลี่ยร้อยละ 7.79 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนแล้ว กระทรวงกลาโหมของไทย จัดอยู่ในลำดับที่ 6 เทียบเท่ากับประเทศฟิลิปปินส์

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า กองทัพพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ตามวิถีประชาธิปไตย โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อทำความเข้าใจไปด้วยกัน และพร้อมปรับลดขนาดกองทัพให้เหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และสัปดาห์หน้าหลังการประชุมสภากลาโหม จะชี้แจงในประเด็นการเกณฑ์ทหาร

สาวโพสต์ถามความคืบหน้า ใช้บริการ U Drink I Drive จนบาดเจ็บ แต่ไร้เยียวยา

เปิดภาพพร้อมข้อความ เรียกร้องขอความเป็นธรรม สาวใช้บริการ U Drink I Drive ได้รับบาดเจ็บ จากการที่คนขับฝ่าไฟแดงจนเกิดอุบัติเหตุ เมื่อทวงถามค่าชดใช้แต่ไม่ได้รับการเยียวยา

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก สุวิดา เทียนมณี ได้โพสต์ข้อความเรียกร้อง ขอความเป็นธรรม ให้กับรุ่นน้อง ภายหลังประสบอุบัติเหตุรถชนจนได้รับบาดเจ็บ จากการขับรถประมาณของคนขับรถผู้ให้บริการ U Drink I Drive แต่เมื่อพอทวงถามเรื่องค่าชดใช้ความเสียหาย ผู้ให้บริการดังกล่าวกลับเงียบหายเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โดยผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า น้องเราใช้บริการของ U Drink I Drive แล้วคนขับๆ รถผ่าไฟแดงไปชนกับรถแท็กซี่ จนเกิดอุบัติเหตุตามภาพ

ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันนี้ ทางบริษัทยังไม่มีการช่วยเหลือใดๆ เลย ถามว่าน้องเราเป็นผู้เรียกใช้บริการกับบริษัทนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน แต่ดันมาเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ณ ตอนนี้น้องต้องดำเนินเรื่องเองทุกอย่าง ทั้งๆที่เป็นฝ่ายเสียหาย

อยากให้สมาชิกในกลุ่มของเราช่วยน้องแชร์กระจายข่าวให้กับผู้อื่นที่ยังเรียกใช้บริการของ U Dring I Drive อยู่ ได้พิจารณาก่อนที่จะเรียกใช้บริการ เป็นอุทาหรณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนด้วยค่ะ
JiraWan WonGsena

สำหรับ U Drink I Drive คือ บริการที่มีพนักงาน รับหน้าที่ขับรถให้ หลังจากที่คุณต้องการเดินทางไปร่วมงานปาร์ตี้ หรือสังสรรค์ ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ โดยคนขับมีความปลอดภัยสูง  เพราะประสบการณ์ในด้านการขับขี่ไม่ต่ำกว่า 5 ปี และความเร็วที่ถูกกำหนดจะอยู่ที่ไม่เกิน 80 กม./ชม. บนทางปกติ และไม่เกิน 100 กม./ชม.บนทางพิเศษตลอดการให้บริการ

และหากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของพนักงานขับรถของบริษัทระหว่างการให้บริการ ลูกค้าจะได้รับการดูแลความเสียหายจากบริษัทประกันภัยในวงเงินสูงสุด

ศรีสุวรรณยื่นฟ้อง อบจ.เชียงใหม่ หลังสั่งตัดต้นยางนาอายุกว่า 100 ปี

ศรีสุวรรณยื่นฟ้อง อบจ.เชียงใหม่ หลังสั่งตัดต้นยางนาอายุกว่า 100 ปี บนถ.เชียงใหม่-ลำพูน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าวันนี้ (21 ก.พ.62) สมาคมฯได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1 และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 2

ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในการสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตัดฟันทำลายต้นยางนา 2 ต้น บริเวณที่แยกกองทราย ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี บริเวณถนนต้นยาง หรือถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน จนมีสภาพเหลือแต่ตอโด่เด่เป็นที่อุจาดทัศน์และครหาของผู้คนที่พบเห็น

ทั้งนี้ ต้นยางนาดังกล่าวปลูกมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศให้ถนนสายดังกล่าวเป็น “พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” แล้วตั้งแต่ปี 2558 และกำหนดมาตรการคุ้มครองการห้ามตัด ห้ามทำลายต้นยางนาโดยเด็ดขาด

หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตาม ม. 100 แห่งพรบ.สิ่งแวดล้อม 2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยให้คณะกรรมการกํากับดูแล และติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ควบคุม ดูแล แต่ทว่ากลับถูกหน่วยงานราชการต่างๆ ทำลาย โดยเฉพาะกรมทางหลวงได้ก่อสร้างถนนวงแหวนรอบนอกเมืองเชียงใหม่ โดยการเทคอนกรีตทับรากและโคนต้นจนทำให้ต้นยางนาขาดอากาศหายใจ เริ่มชงักการเติบโต อ่อนแอ

และล่าสุดทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่กลับถือวิสาสะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มาตัดฟัน ทำลายเหลือสภาพแค่ครึ่งต้น ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสลดใจ และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรงต่อการกระทำเยี่ยงนั้น ว่าเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ ไม่สนใจบริบททางประวัติศาสตร์ของต้นยาง และขัดต่อนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการปลูกและดูแลต้นไม้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเกิดปัญหาฝุ่นพิษเกินมาตรฐานในจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนี้

นอกจากนั้นไม้ยางนา ถือว่าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เป็นไม้ต้องห้ามตาม ม. 6, 7 ประกอบ ม.11 แห่ง พรบ.ป่าไม้ 2484 การตัดฟันหรือทำลายย่อมมีความผิดตาม ม.73 ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.360 ที่บัญญัติว่าผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์

ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับต้นยางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ สมาคมฯไม่อาจยอมรับได้ต้องสู้คดีกันให้ถึงที่สุด และจะนำความไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เอาผิดต่อผู้สั่งการในเรื่องดังกล่าวต่อไปด้วย นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด