ประกาศอุตุฯ ฉบับที่ 16 เตือน 23 จังหวัดรับมือพายุฤดูร้อนวันนี้

กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 16 เตือนพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบนวันนี้ ส่งผลกระทบ 23 จังหวัด

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบถึงวันที่ 19 มีนาคม 2562 ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2562 บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบางพื้นที่ โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อพืชผลทางการเกษตรไว้ด้วย โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆ มีดังนี้

ภาคเหนือ : จังหวัดอุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ภาคกลาง : จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้เนื่องจากความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือเข้าปกคลุมภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและประเทศลาว ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ข้อครวรู้ : การเตรียมการรับมือและการป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน

สิ่งที่ควรทำก่อนพายุจะมา

  • ติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์
  • รวบรวมและเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม
  • ประเมินระดับความปลอดภัยของบ้านท่านรวมทั้งโรงรถและต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียง
  • เรียนรู้แผนฉุกเฉินประจำสถานที่เช่น สถานที่ทำงานของท่านหรือที่โรงเรียนหรือที่ศูนย์เด็กเล็ก
  • ขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ของท่านในการดูแลสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ค้นหาว่าผู้ใดในหมู่บ้านของท่านที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น คนชรา คนพิการหรือเพื่อนบ้านที่พูดภาษาไทยไม่ได้ เป็นต้น
  • เรียนรู้วิธีใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากผู้ขายหรือหนังสือคู่มือในกรณีที่ท่านมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนตัว

สิ่งที่ควรทำในระหว่างเกิดพายุ

  • อย่าตกใจ ปกป้องตนเองให้ปลอดภัยและช่วยเหลือผู้อื่น
  • ปิดเตาขณะทำอาหารเมื่อไฟฟ้าดับและปิดอุปกรณ์ที่ใช้แก๊สทุกชนิด
  • ถ้าท่านอยู่ในบ้านหรือในอาคาร จงเคลื่อนตัวให้ห่างหน้าต่างหรือวัตถุอื่นๆ ที่อาจหล่นลงมาโดนท่านและควรลงไปอยู่ชั้นล่างของบ้านหรือของอาคาร
  • ถ้าท่านอยู่นอกบ้าน ควรเข้าไปอยู่ในบ้านหรืออาคาร หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สายไฟฟ้าที่ขาดเสาไฟฟ้าและต้นไม้
  • ถ้าท่านกำลังขับขี่ ควรจอดรถ และหยุดในบริเวณที่ห่างจากต้นไม้ ถ้าเป็นไปได้จงวิ่งเข้าไปอยู่ในอาคารที่ปลอดภัย จงอยู่ห่างจากสะพานลอยเสาไฟฟ้าและสิ่งอันตรายอื่นๆ
  • จงรับฟังข่าวสารทางวิทยุเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตาม

ที่มา  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ

รวมมิตร กกต. และข้อควรรู้ หลังการเลือกตั้งล่วงหน้า

การเลือกตั้งล่วงหน้า 17 มีนาคม ผ่านพ้นไปพร้อมๆ กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของหน่วยงานอย่าง กกต. ทีมข่าว MThai รวมรวมมานำเสนอ พร้อมข้อควรรู้ ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม

1. กาๆ ไปเถอะ

การแจกบัตรผิดเขต เป็นประเด็นใหญ่ที่เกิดขึ้น และมีรายงานอย่างกว้างขวางในสื่อออนไลน์ อย่างเช่นผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งเขียนเล่าเหตุการณ์ว่า เธอได้รับบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกับเขตที่เธอมีสิทธิ พอท้วงเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่กลับบอกว่า ให้ “กาๆ ไปเถอะ” ซึ่งสุดท้ายแล้วบัตรของเธอกลายเป็นบัตรเสีย ทำให้เสียคะแนนไปโดยที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง

เหตุการณ์เช่นนี้ เว็บไซต์ iLaw ซึ่งเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลความเสียหาย สันนิษฐานว่า อาจไม่ได้เกิดจากการจงใจทุจริตระดับนโยบาย แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ‘ส่วนน้อย’ ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมที่ดีพอจาก กกต. ว่าแต่ละเขตจะต้องใช้บัตรเลือกตั้งไม่เหมือนกัน

ข้อควรรู้
ระบบการเลือกครั้งนี้ให้แต่ละเขตผู้สมัครจากแต่ละพรรคได้หมายเลขไม่ซ้ำกัน ทำให้บัตรเลือกตั้งของแต่ละเขตใช้ด้วยกันไม่ได้ ต้องพิมพ์ขึ้นเฉพาะสำหรับของแต่ละเขต กรณีแจกบัตรผิดเขต กกต. บอกว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำเรื่องนี้มาร้องเรียนต่อ กกต.ได้ในภายหลัง คำถามคือ ในเมื่อเสียสิทธิไปแล้ว จะรับผิดชอบอย่างไร?

2. ขออภัยในความผิดพลาด คนมาใช้สิทธิเยอะกว่าที่คิด

พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวยอมรับความผิดพลาด และขออภัยต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า “ถ้าเกิดผิดพลาดอะไรก็ขออภัยแทน กกต. เขตด้วย เพราะว่าตัวเลขที่คาดคิดไว้ไม่ถึงขนาดนี้…”

คำถามของหลายๆ คนที่ตามมาคือ ทำไมจึงบอกว่ามีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่าตัวเลขที่คาด เพราะในเมื่อเป็นการลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว ควรจะเตรียมการรองรับให้พร้อม และบางความเห็นบอกว่า การกล่าวว่า หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนั้น ดูเหมือนจะเป็นวิสัยของงานบวชงานแต่งมากกว่า

เปิดสถิติเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง
ปี 2554 ลงทะเบียน 2,647,330 คน มาใช้สิทธิ 1,473,660 คน คิดเป็น 55.67%
ปี 2562 ลงทะเบียน 2,632,935 คน มาใช้สิทธิ 2,287,574 คน คิดเป็น 86.98%

ลงทะเบียนล่วงหน้าแต่ไม่ไปใช้สิทธิ จะเกิดอะไรขึ้น?
ผู้ที่ขอลงทะเบียนไว้แต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ จะไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 24 มีนาคมได้ แต่หากต้องการรักษาสิทธิสามารถดาวน์โหลดเอกสารแจ้งเหตุจำเป็นไม่ไปใช้สิทธิ เพื่อยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่นได้ ภายในก่อนและหลัง 7 วันของวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งจะทำให้ไม่ถูกจำกัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี

3. ระบุพบการทุจริตผิดจังหวัด!

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการ กกต. แถลงถึงภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้า พบการทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง 3 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสาคร ผู้ใช้สิทธิ์แอบเอาสมุดบัตรเลือกตั้งทั้งเล่มไปกาลงคะแนนให้ผู้สมัครพรรคหนึ่ง, จังหวัดอุทัยธานี มีการนำบัตรประชาชนผู้มีสิทธิไปลงคะแนนแทน, จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผู้สมัครพรรคหนึ่ง ทำเอกสารปลอม ที่ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งไม่รับสมัคร แต่พบมีการติดป้ายหาเสียง

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีจังหวัดสมุทรสาคร ทาง กกต. สมุทรสาคร ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่สมุทรสาคร แต่เป็นจังหวัดสมุทรสงครามต่างหาก

โทษทั้งจำทั้งปรับ อย่าทำในคูหาเลือกตั้ง

1. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

2. ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้ง ไปหย่อนกล่องเลือกตั้ง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

3. นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

4. จงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

5. สวมสิทธิ์ แอบลงชื่อแทนคนอื่น หรือเอาบัตรของคนอื่นมาลงคะแนน โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

6. ขัดขวางไม่ให้คนไปเลือกตั้ง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

7. โชว์บัตรของตัวเองที่ลงคะแนนแล้วให้คนอื่นดู จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท

8. รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

9. ทำบัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

10. ขายเหล้าในเขตเลือกตั้ง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

11. พนันผลเลือกตั้ง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับ 20,000 – 100,000 บาทและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้จัดให้มีการเล่นพนัน

4. เอาบัตรมามัดรวมกัน เพราะขนทั้งหีบจะเสียเวลาและเปลืองงบ?

นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ภาพเจ้าหน้าที่ กกต.และตำรวจ เปิดหีบบัตรแล้วนำมามัดรวมกัน จนหลายคนสงสัยในการกระทำ และเกรงว่าจะเกิดการทุจริต ว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ กกต. ต้องทำ เพราะหากขนหีบบัตรมาจะเสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณ ดังนั้นจึงต้องคัดแยกแล้วนำมาใส่ถุง เพื่อส่งไปรษณีย์ไปตามจังหวัดต่างๆ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตอาจมีการเปลี่ยนบัตรนั้น ยืนยันว่าทำได้ยาก เพราะมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริงแล้ว เป็นไปตามระเบียบของ กกต. 2562 ข้อ 182 ที่ระบุว่า ให้คณะกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัด เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อนับจำนวนซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส.39) แล้วบรรจุในถุงพลาสติกใส และเขียนบัญชีจำนวนซองใส่บัตรเลือกตั้งตามแบบ ส.ส.43 และให้บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด หรือผู้แทนหน่วยงานหรือองค์กรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายมารับซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส.39) เพื่อส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตามที่ระบุไว้หน้าซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส.39)

ทราบหรือไม่? หากบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปถึงสถานที่นับไม่ทันเวลาเริ่มนับคะแนน ถือถือเป็นบัตรเสีย

กรณีนี้ส่วนใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เป็นบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เช่น เหตุขัดข้องทางการบิน ที่ผ่านมามีไม่มาก โดย กกต. จะใช้ศูนย์ไปรษณีย์เขตหลักสี่ เป็นศูนย์ปฏิบัติการการคัดแยกบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร และจะทำการส่งมอบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าคืนพื้นที่หน่วยเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งปกติ อย่างช้าภายในวันที่ 22-23 มี.ค.2562

5. ทำไมไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ?

ข้อความในทวิตเตอร์ของผู้ใช้อีกรายหนึ่ง คือ นายธนวัฒน์ วงค์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แสดงความกังวลถึงการไม่พิมพ์ลายนิ้วมือในบัตรเลือกตั้งว่า อาจง่ายต่อการสับเปลี่ยน โดยระบุว่า

“เลือกตั้งรอบนี้ ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือของเราลงไปที่บัตรเลือกตั้งครับ นั่นหมายความว่าไม่มีอะไรเป็นหลักฐานว่าเป็นบัตรของเรา และง่ายต่อการถูกสับเปลี่ยนบัตรเป็นอย่างมาก อาจมีการเอาบัตรที่เลือกวันนี้ออก แล้วใส่บัตรที่เลือกลุงเข้าไปแทนที่ก็ได้”

เรื่องนี้นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ตามกฎหมายจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเซ็นชื่อที่ต้นขั้วบัตร เว้นแต่พิการ เขียนหนังสือไม่เป็นจึงจะให้พิมพ์ลายนิ้วมือ แต่กรณีออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา กกต.ขณะนั้นใช้เรื่องการพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นกิมมิกหรือจุดขายเพื่อเชิญคนออกมาออกเสียงประชามติ โดยต้นขั้วบัตรที่มีลายนิ้วมือหรือลายเซ็นต์จะถูกส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบกรณีที่มีปัญหา แต่ปกติในการเลือกตั้งการให้เซ็นต์ที่ต้นขั้วอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาการยืนยันตัวตนการมาใช้สิทธิ เพราะการเซ็นต์ชื่อสามารถตรวจสอบได้เช่นเดียวกับลายนิ้วมือ

เปิดระเบียบ กกต. ว่าด้วยการลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อไม่ได้ให้พิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวา และหากไม่มีนิ้วหัวแม่มือขวาให้พิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือซ้าย ถ้าไม่มีนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างให้พิมพ์ลายนิ้วมือใดนิ้วมือหนึ่งแทน หากไม่มีนิ้วมืออยู่เลยให้ได้รับการยกเว้นและให้กรรมการ ประจำหน่วยเลือกตั้งหมายเหตุว่าไม่มีนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

6. ไม่ได้เลือกตั้งมานาน ก็เลยงงๆ

วาทะนี้เป็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่า คิดเห็นอย่างไรกับการที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากท้วงติงการทำหน้าที่ของ กกต. นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อผิดพลาดก็ต้องแก้ไขกันไป เพราะใหม่ด้วยกันทั้งนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน เจ้าหน้าที่ก็อาจจะงงๆ ประชาชนก็ยังงงอยู่ด้วยเหมือนกัน

ทราบหรือไม่ว่า เราว่างเว้นจากการเลือกตั้งมานานเท่าไหร่?
คำตอบคือ 7 ปี ซึ่ง วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คือครั้งหลังสุดที่คนไทยได้ใช้สิทธิใช้เสียงในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้อายุ 18 ปีบริบูรณ์ยังไม่เคยมีโอกาสเลือกตั้งเลย ฉะนั้น อย่ามัวแต่งง และออกไปใช้สิทธิของเรากันให้เยอะๆ ในวันที่ 24 มีนาคมนี้

ศาลสั่งคุก 15 ปี 3 เดือน ไอ้หมอก ข่มขืนน้องสาวแฟนป่วยออติสติก

ศาลจังหวัดนาทวี พิพากษาติดสินคดี ที่พี่สาวอายุ 15ปี ยอมให้แฟนหนุ่มอายุ 19ปี ข่มขืนน้องสาวที่ป่วยออติสติก โดยจำคุกจำเลย 15 ปี 3 เดือน

วันนี้ (19มี.ค.2562) ศาลจังหวัดนาทวี ได้อ่านคำพิพากษาตัดสิน คดีที่พี่สาวอายุ 15 ปี ยอมให้แฟนหนุ่มอายุ 19 ปีข่มขืนน้องสาวอายุ 12 ที่ป่วยออติสติก เหตุเกิดที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมปี 2561 ที่ผ่านมา

โดยศาลได้พิพากษาสั่งจำคุก นายสัณห์พิชย์ โกบใบ หรือหมอก อายุ 19 ปี จำเลยในคดีนี้ 30 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี 3 เดือน

ตามฐานความผิดรวม 4 ข้อหา คือ ร่วมกันชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 14 ปี,

ฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจำคุก 4 ปี ,ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุก 12 ปีและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมายจำคุก 6 เดือน

และริบของกลาง กับให้จำเลยคืนแหวนทองคำและโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้เสียหายที่สาม กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าธรรมเนียม ค่าทนายให้เป็นพับ หลังรับฟังคำตัดสินของศาลทางญาติของ นายสัณห์พิชย์ จำเลยยังไม่มีท่าทีจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่

สำหรับเรื่องราวของคดีนี้น้องขวัญอายุ 15 ปี รู้เห็นเป็นใจให้นายสัณห์พิชย์ หรือหมอกแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน ข่มขืนน้องสาวที่ป่วยออทิสติกอายุ 12 ปี ในบ้านพัก จนเรื่องแดงขึ้นมาและญาติได้เข้าแจ้งความที่ สภ.สะเดา และทั้งสองคนได้หลบหนีไปกระทั่งยอมเข้ามอบตัว

แต่นายสัณห์พิชย์ ให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่ได้ข่มขืน แต่แฟนสาวเป็นคนใช้แตงกวายัดเข้าไปในอวัยวะเพศของน้องสาวเองเ พราะน้อยใจที่พ่อรักน้องสาวมากกว่า และชอบดุด่าตัวเอง ส่วนน้องขวัญพี่สาวขณะนี้ยังอยู่ระหว่างควบคุมของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา