เลือกตั้ง62 : ‘สุเทพ’ ยันสนับสนุน ‘ประยุทธ์’ ปลุกมวลมหาประชาชนเป่านกหวีด

‘สุเทพ’ ยันสนับสนุน ‘ประยุทธ์’ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งปลุกมวลมหาประชาชนเป่านกหวีดไล่ระบอบทักษิณ

วันนี้ (18 มี.ค.62) ที่ บริเวณสวนเบญจสิริ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ได้จัดปราศรัยใหญ่แสดงพลังคนไทยห่วงใยประเทศรวมพลคนต้านทักษิณ เพื่อย้อนรำลึกร่วมต้านทักษิณ ซึ่งนำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

และแกนนำพรรค อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดยได้สลับกันขึ้นปราศรัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีมวลมหาประชาชนแห่ร่วมฟังกาาปราศรัยเป็นจำนวนมาก ผู้ร่วมปราศรัยส่วนใหญ่เป็นอดีต กปปส.ที่ต่างคล้องนกหวีดและมือตบมาเข้าร่วมฟังการปราศรัยด้วย

ทั้งนี้พรรคได้เปิดตัวแนะนำผู้สมัครในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้ง 30 เขต หลังจากนั้นในเวลา 19.40 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคนสำคัญ ได้ขึ้นเวทีปราศัย ซึ่งก่อนขึ้นเวทีได้มีการเปิดคลิปเหตุการณ์การชุมนุมทวงคืนประชาธิปไตยของกลุ่ม กปปส.

หรือ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ที่ถูกรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สลายการชุมนุม เมื่อปี 2557 มีประชาชน เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

โดยนายสุเทพ ได้ปราศรัยบนเวทีว่า การเลือกตั้งคราวนี้ชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้น และต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่เรารักมากที่สุด 2 วัตถุประสงค์นี้ต้องเลือก รปช. เลือกพรรคอื่นไม่ได้ เพราะพรรคอื่นมีเจ้าของทั้งนั้น แต่ รปช.ไม่มีเจ้าของ เพราะเป็นของประชาชน วันนี้พรรคที่เป็นตัวร้าย 2 ตัวที่เป็นเครือข่ายกันมีตัวร้ายเก่า กับตัวร้ายใหม่ที่เจ้าของพรรคตาขวางๆ อยู่ตามเสาไฟฟ้า

โดยปลุกระดมคนรุ่นใหม่ทำให้คนหนุ่มคนสาวเคลื้มไป ใครมีลูกมีหลานช่วยฝากบอกว่าอย่าไปเลือกพรรคตาขวาง ถ้าไม่ฟังก็ยกมือไหว้ลูกๆ เลยว่าอย่าไปลงคะแนนให้พรรคในระบอบทักษิณเลย แล้วบอกว่าเลือก รปช. แล้วจะปลอดภัยที่สุด อีกทั้งชีวิตครอบครัวประชาชนก็ดีขึ้น ประเทศดีก็จะดีที่สุด

แต่วันนี้พรรคที่ไม่ใช่เครือข่ายระบอบทักษิณจะมีอะไรแปลกๆ วันดีคืนดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้ไปกินอะไรผิด ออกมาประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่เดือดร้อนเรา เพราะถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่รัฐประหาร กปปส.จะตายอีกเท่าไหร่ จริงๆ พล.อ.ประยุทธ์ คือลูกน้องเก่าตน สมัยเป็นรองนายก ถือว่ามีเหตุผล เพราะวันนั้นเกือบๆเป็นสงครามกลางเมืองแล้ว

ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้คนไทยมีความสุข เศรษฐกิจโดยรวมก็ดี ที่ไม่ดีก็คือเศรษฐกิจชาวบ้านเท่านั้น นี่จึงทำให้ตนต้องประกาศสวนว่าเราหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพราะเราชอบ เราอยากให้บ้านเมืองสงบปลอดภัย หลังเลือกตั้งบ้านเมืองจะดีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นถึงจะเอาอยู่

ทั้งนี้ต้องขอโทษนายชวน หลีกภัยด้วย เพราะไปเตะของรักของห่วงของท่าน จึงไปอบรบตนที่สุราษฎร์ธานีเลยว่าถ้าด่าประชาธิปัตย์ก็เหมือนด่าพ่อแม่ ซึ่งฟังแล้วเหมือนเลือดหยด รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดเข้าไป

ขณะที่ตนอยากฝากถึงนายชวน หลีกภัย ว่า ตนไม่ใช่คนเนรคุณแน่ ออกมาจากประชาธิปไตยได้ไปลาแล้วบอกนายชวนว่า ถ้าอยู่ต่อในสภาก็ไม่มีทางสู้ทักษิณได้ ประชาธิปัตย์แพ้ตนยอมได้ แต่ถ้าประเทศแพ้ตนยอมไม่ได้ จึงขอลาออก เพราะตั้งใจไปโค่นล้มระบอบทักษิณให้ได้

ท่านก็บอกว่าให้สู้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนก็เชื่อ และฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือคิดผิด ผิดใจประชาชน ผิดใจพวกเราด้วย นายอภิสิทธิ์บอกว่าไม่เอาทั้งทักษิณ ไม่เอาประยุทธ์แล้วจะเอาใคร จะเอาตัวเองคนเดียวหรืออย่างนั้นหรือ หรือคิดฝันตามฝรั่งที่บอกว่าประชาธิปัตย์จะชนะมาเป็นที่ 1 แล้วเชื่อว่าจะชนะตามที่บอกอย่างนั้นหรือ

ตนไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อว่าจะสามารถรวมรวบสมาชิกรัฐสภาได้เกินครึ่ง เพราะคนจะเป็นนายกฯ ต้องได้อย่างน้อย 376 เสียง อภิสิทธิ์จะได้หรือไม่ เพราะคราวที่แล้วก็แพ้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คราวนี้ตนคิดว่าไม่ถึง 100 แน่นอน

ดังนั้นอนาคตถ้ายังไม่ลาออก ก็จะเป็นไปตามที่ประกาศไว้ว่าพร้อมเป็นฝ่ายค้านแน่นอน เพราะคนที่จะเป็นนายกฯ ตอนนี้ไม่มีใครเกินพล.อ.ประยุทธ์ เพราะวันนี้มีอยู่ในกระเป๋าแล้ว 250 เสียง แต่อภิสิทธิ์ไม่มีสักเสียง หากต้องการอีก 126 คนก็ได้เป็นนายกฯ ตนประกาศเลยว่าให้มาเอาจาก รปช. ก็ได้เป็นนายกแน่นอน คนฉลาดแบบอภิสิทธิ์ทำไมถึงคิดไม่ออก ผมถามจริงๆ ว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่เคารพหัวใจของประชาชนหรืออย่างไร

อย่างไรก็ตามนายสุเทพยังยืนยันว่าพรรคจะสนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งต่อไป พร้อมชูนโยบายการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจชาวบ้าน เกษตรกรทุกคนสามารถขายผลผลิตได้

‘กรณ์’ ชี้ ‘ธนาธร’ โอนทรัพย์สินเข้า Blind Trust ยิ่งไม่เห็น ยิ่งตรวจสอบไม่ได้

‘กรณ์’ ชี้ ‘ธนาธร’ โอนทรัพย์สินเข้า Blind Trust ยิ่งมองไม่เห็น ยิ่งตรวจสอบไม่ได้ เผยสิ่งที่ดีที่สุดคือเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีการแถลงข่าวเรื่อง Blind Trust ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ระบุถึงการนำทรัพย์สินส่วนตัวจำนวนกว่า 5 พันล้าน ให้บริษัทหลักทรัพย์ภัทรเป็นผู้ดูแลจัดการก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง

ซึ่งนายกรณ์ได้เปิดเผยว่าจากข้อมูลที่มีบางสื่ออ้างว่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จ ทั้งนี้เคยมีนักการเมืองอีกหลายท่าน รวมทั้งตนเอง ที่เคยทำเช่นนี้มาก่อนแล้ว

อ่านข่าว เผยข้อสงสัย Blind Trust คืออะไร? หลัง ‘ธนาธร’ โอนทรัพย์สินเข้ากว่า 5 พันล้าน

ขณะที่ นายกรณ์ ได้มีการโพสต์ชี้แจงดังนี้

1.Blind Trust ยังไม่มีจริงในประเทศไทยเพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะฉะนั้นที่คุณธนาธรลงนามไปนั้น ไม่ใช่ blind trust และไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

2.คุณธนาธรได้โอนทรัพย์สินให้สถาบันการเงินดูแล อันนี้หลายคนน่าจะเคยทำเหมือนกัน ผมก็เคยและวันนี้ก็ยังมีอยู่ โดยที่ผมก็ได้ลงนามสัญญาให้เขาบริหารโดยอิสระเช่นเดียวกัน

3.ผมเองเคยมี Trust อยู่ที่ต่างประเทศ และรายงานรายละเอียดทั้งหมดกับ ป.ป.ช. ตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการรายงานบัญชีทรัพย์สิน

4. แต่หลายปีมาแล้วผมได้ตัดสินใจทำสวนทางกับที่คุณธนาธรพยายามที่จะทำ คือผมยกเลิก Trust ที่มีอยู่ เพราะผมคิดว่าความโปร่งใสสำคัญกว่า ผมคิดว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสิ่งที่คุณธนาธรได้ประกาศวันนี้ ไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนแรกหรือไม่ แต่ที่ท่านบอกว่าทรัพย์สินที่ท่านโอนไปนี้จะ ‘มองไม่เห็น’ เพราะเมื่อทุกคนบอดสนิทกับข้อเท็จจริงว่าท่านมีทรัพย์สินอะไรบ้าง การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะเกิดขึ้นไม่ได้

จริงๆแล้ววิธีที่ชัดเจนที่สุดที่จะปลดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนคือการขายขาด (แต่อย่าขายให้ nominee กันอีกนะครับ) แต่หากไม่ขาย ผมว่าที่ดีที่สุดคือเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่าเรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ และที่ไม่ควรคือการโอนเข้าไปในที่ๆ ‘มองไม่เห็น’

หลังจากที่นายกรณ์โพสต์ชี้แจงไปแล้วนั้น ในเวลาต่อมา คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นโต้กลับทันที ซึ่งระบุว่า

1. ในฐานะนักการเงิน คุณกรณ์ย่อมเข้าใจดีว่า blind trust คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำงานแบบไหนในต่างประเทศ การนำคำว่า “มองไม่เห็น” มาเล่น บิดคำให้กลายเป็นเท่ากับหมายความว่า “ตรวจสอบไม่ได้” จึงไม่ถูกต้อง เพราะ blind ในคำว่า blind trust ไม่ใช่แปลว่าตรวจสอบไม่ได้ คำว่า “มองไม่เห็น” แปลตรงตัวว่า เจ้าของทรัพย์สินไม่มีสิทธิมองเห็นหรือบงการการจัดการทรัพย์สินใดๆ เท่านั้น

2. ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ blind trust ก็จริง แต่คุณธนาธรก็ได้แสดงความประสงค์ชัดเจนแล้วใน MOU ซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะว่า จะสร้างเงื่อนไขแบบ blind trust ขึ้นมาในสัญญาบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล

3. blind trust ที่คุณธนาธรตั้งในครั้งนี้เป็นการทำสัญญากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนสัญชาติไทย อยู่ในรูปกองทุนส่วนบุคคล (private fund) ในเมืองไทย ซึ่งต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ทุกประการ ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไม่ใช่ trust ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศแบบที่คุณกรณ์โพสต์ว่าเคยทำ

และในเมื่อคุณธนาธรยังคงเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงยังต้องรายงานทรัพย์สินถ้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามกฎระเบียบของ ป.ป.ช. เหมือนกับที่รัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่โอนทรัพย์สินให้กองทุนส่วนบุคคลจัดการ มีหน้าที่ต้องทำเช่นเดียวกัน แต่ย้ำอีกทีว่าไม่มีข้อมูลค่ะว่ากองทุนเหล่านั้นอันไหนเข้าข่าย blind trust บ้าง

4. การรายงานทรัพย์สินใน trust นี้ต่อ ก.ล.ต. และ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน้าที่ของ trustee หรือผู้ดูแล trust จะต้องละเอียดแค่ไหน อย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าของโพสต์นี้ไม่แน่ใจ แต่ในหลักการ การจัดตั้งโครงสร้างแบบนี้ถือว่าเป็นการวางมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว

ดังนั้นถ้าจะต้องเปิดเผย อย่างมากก็ควรเปิดเผยทรัพย์สินเดิม ณ ตอนที่สร้าง trust นั้นขึ้นมา เพราะถือว่ามีโอกาสเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับทรัพย์สินเดิม เพราะเจ้าของรู้ว่ามีอะไรบ้าง และยอดรวมของมูลค่าทรัพย์สินใน trust ตามกำหนดการยื่นของ ป.ป.ช. เท่านั้น (เราอยากรู้รายละเอียดทรัพย์สินก็เพราะเจ้าของทรัพย์สินมีอำนาจจัดการ สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเขาโอนอำนาจการจัดการไปแล้ว เราก็ไม่ต้องรู้ละเอียดขนาดนั้นก็ได้)

5. ดังนั้นคำพูดของคุณกรณ์ที่ดูจะชี้นำว่า “มองไม่เห็น” = “ตรวจสอบไม่ได้” จึงไม่เป็นความจริง พูดไม่ครบ และทำให้คนเข้าใจผิดได้

เสริมอีกนิดว่าคุณธนาธรเป็นนักการเมืองคนแรกที่รู้จัก ที่ 1) ประกาศว่าจะจัดตั้ง blind trust ก่อนรู้ผลการเลือกตั้ง 2) เปิดเผย MOU ต่อสาธารณะ 3) ในสัญญาจะกำหนดข้อบังคับว่า trustee จะต้องไม่ซื้อหุ้นไทย และ 4) ไม่รับโอนทรัพย์สินคืนจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 3 ปี ทั้งสี่ข้อนี้เป็นมาตรฐานสูงที่ไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนทำมาก่อน

สาวโร่แจ้งความอ้างถูก เบน ชลาทิศ ทำร้าย ระหว่างไปนั่งดื่มที่ร้านอาหารย่านทองหล่อ

สาวโร่แจ้งความอ้างกับตำรวจทองหล่อ อ้างถูกเบน ชลาทิศ ทำร้ายร่างกายที่ร้านอาหารดังย่านทองหล่อ ด้านแม่นักร้องดังรับเกิดเหตุจริง เล็งพาไปขอโทษผู้บาดเจ็บ

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (18 มี.ค. 2562) ได้มีหหญิงสาวรายหนึ่งเดินทางไปที่ สน.ทองหล่อ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ หลังเธออ้างว่าถูกนักร้องชื่อดัง เบน ชลาทิศ  ทำร้ายร่างกายด้วยการตบหน้า และปาของเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บบริเวณตา (ตาเขียว)  ระหว่างที่ไปนั่งดื่มในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ ทราบชื่อผู้ร้องทุกข์ต่อมาคือ น.ส.สาวิตรี ว่องไว อายุ 24 ปี

โดย น.ส.สาวิตรี เผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนและเพื่อนได้ไปนั่งดื่มที่ร้านดังกล่าว และสังเกตเห็นว่ามีนักร้องดังนั่งดื่มอยู่ในร้านด้วย ต่อมานักร้องคนดังได้ลุกชนแก้วสังสรรค์กับคนในร้านทุกโต๊ะ ก่อนมาทราบอีกครั้งว่า กลุ่มของเบน มีปากเสียงกับโต๊ะอื่น จนเหตุุการณ์สงบตนจึงไปเข้าร่ำลาขอกลับ แต่ระหว่างนั้นนักร้องดังกลับตบเข้าที่ใบหน้า 1 ครั้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ ตนจึงเดินหนี แต่นักร้องดังไม่ยอม และปาสิ่งของคล้ายที่เขี่ยบุหรี่มาโดนที่บริเวณขา ชกเข้าที่ตาซ้าย 1 ครั้ง จนบวมช้ำ จากนั้นได้มีคนเข้ามาห้ามปราม และพาตัวเบนขึ้นรถไป

ต่อมาแฟนของเบนได้เข้ามาขอโทษพร้อมไกล่เกลี่ยเรื่องสินไหม และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในส่วนนี้ตนยอมรับการรับผิดชอบจากคู่กรณี แต่ตนอยากให้เบนมาขอโทษด้วยตัวเองถึงจะยอมถอนแจ้งความให้ เพราะการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น เป็นเพราะตนรู้สึกเสียความรู้สึกกับนักร้องดังเป็นอย่างมากที่เข้ามาทำร้ายตนในครั้งนี้

ทั้งนี้จากเรื่องที่เกิดขึ้นทางญาติของเบน ชลาทิศ ทราบเรื่องและได้ติดต่อและเดินทางมาที่ สน.ทองหล่อแล้ว โดยยืนยันว่าจะพาลูกไปขอโทษผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยตัวเอง แต่ไม่ระบุวัน-เวลา ส่วนในเรื่องของคดีความก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ภาพจาก เจ๊มอย 108