เชียงใหม่ แนะ ยกปัญหาฝุ่นพิษเป็นวาระชาติ หลังได้รับผลกระทบสาหัส

เครือข่ายแก้ไขปัญหาหมอกควัน แนะยกสถานการณ์ฝุ่นพิษเป็นวาระชาติ เตรียมสรุปข้อเสนอส่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่

วันที่ 18 มี.ค. 2562 ที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนักวิชาการ ตัวแทนจากภาคเอกชนและภาคประชาชนนับร้อยคนที่รวมตัวกันในนาม “เครือข่ายแก้ไขปัญหาหมอกควันเชียงใหม่” ร่วมกันระดมความคิดเห็นต่อสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นควัน และเสนอทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว

หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ต้องประสบปัญหาหมอกควันเข้าขั้นวิกฤต ติดอันดับโลกติดต่อกันนานกว่าสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหนักหนาสาหัส

การพูดคุยกันในครั้งนี้มีการเสนอความเห็นที่น่าสนใจหลายประเด็น ทั้งการยกระดับปัญหาเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ การประกาศภัยพิบัติและการจัดการภัยพิบัติ การหาแหล่งกำเนิดของหมอกควันทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณเพื่อนำมาวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างตรงจุด และการกฎหมายระดับชาติที่จะใช้ควบคุมการก่อหมอกควัน เป็นต้น

ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดจะมีการสรุปประเด็น ก่อนที่เครือข่ายจะส่งตัวแทนยื่นข้อข้อเสนอทั้งหมดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) เพื่อเรียกร้องให้ทางจังหวัดรับมือ แก้ไขปัญหา และ ร่วมกันกับทุกภาคส่วนหาทางออกที่เหมาะสมอย่างจริงจัง

รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า ปีนี้ปัญหาหมอกควันค่อนข้างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับผู้คนจำนวนมาก หลายคนถึงขั้นไอเป็นเลือด สะท้อนถึงอันตรายของฝุ่นควัน ปัญหาหมอกควันจึงเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ทางเครือข่ายที่ทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่และต้องได้รับผลกระทบโดยตรง คาดหวังให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและตรงจุด เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ทั้งนี้จากข้อมูลทางเว็ปไซต์ airvisual.com รายงานคุณภาพอากาศเมืองเชียงใหม่รั้งอันดับสองเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ขณะที่ยังอยู่หนึ่งในสามของเมืองคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลกติดต่อกัน

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำวิธีการใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ดังนี้

1.เลือกใช้หน้ากากอนามัยกันฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนที่ได้มาตรฐาน

2. ควรสวมหน้ากากให้กระชับกับใบหน้า กดส่วนที่เป็นโลหะให้กระชับแน่นกับสันจมูก

3. เลือกขนาดที่เหมาะ ครอบได้กระชับกับจมูก และใต้คาง ควรแนบกับใบหน้า

4. ควรทิ้ง เมื่อพบว่าหายใจลำบาก หรือ ภายในหน้ากากสกปรก

5. หากเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนหน้ากากอันใหม่ทุกวัน

6. ถ้าสวมใส่แล้วมีอาการมึนงงหรือ คลื่นไส้ควรหลบไปอยู่ที่ที่ปลอดมลพิษอากาศ ถอดหน้ากากออกและปรึกษาแพทย์

ยอดสั่งเพียบ! เกษตรกรเพาะสาหร่ายพวงองุ่น แปรรูปทำข้าวเกรียบขายออนไลน์

เกษตรกรตรังเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น นำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบลงขายทางออนไลน์ ผลตอบรับเกิดคาดยอดสั่งเพียบ

วันที่ 18 มีนาคม 2562 นายจิรวุฒิ วงศ์เทพวณิชย์ อายุ 45 ปี เกษตรกรเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น กล่าวว่า เดิมเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น แต่เนื่องจากทำมาได้สักระยะหนึ่งสาหร่ายพวงองุ่นเกิดปัญหา คือ เรื่องของการเก็บรักษา พอขนส่งไกลๆ จะไปได้ยาก จึงมองว่าถ้าสามารถนำสาหร่ายพวงองุ่นมาแปรรูปได้ก็จะสามารถทำให้ขยายตลาดได้มากขึ้น เป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมด้วย

โดยเริ่มจากการแปรรูปทำข้าวเกรียบสาหร่ายพวงองุ่นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน จึงนับได้ว่าเป็นเจ้าแรกที่ทำข้าวเกรียบสาหร่ายพวงองุ่นโดยใช้สาหร่ายพวงองุ่นล้วนๆ ซึ่งต้นทุนจะสูง แต่เนื่องจากเราเลี้ยงเองสามารถทำและนำมาจำหน่ายได้

สำหรับขั้นตอนวิธีทำข้าวเกรียบสาหร่ายพวงองุ่น เรานำแป้งมันกับแป้งสาลีมาผสมตามสัดส่วน แล้วใส่เครื่องปรุงรส ได้แก่ พริกไทย รากผักชี กระเทียม หลังจากนั้นนำมาปั่นรวมกันเมื่อเข้าแล้วก็ทำการนวดให้เป็นเส้น หลังจากนั้นจึงนำไปนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง พอนึ่งเสร็จแป้งจะเซตตัวเป็นก้อนก็นำไปแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืน หลังจากนั้นก็นำไปหั่นตากแดดไว้ 1 วัน แล้วนำไปบรรจุใส่ถุง

โดยเราจะขายทั้งแบบที่ทอดแล้วและที่ยังไม่ทอด ราคาอยู่ที่ขีดละ 15 บาท กิโลกรัมละ 150 บาท สำหรับที่ทอดแล้วจะเก็บได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่สำหรับอันที่ยังไม่ทอดสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี หากลูกค้าที่อยู่ไกลสามารถซื้อไปทอดทำเองได้ที่บ้าน

ทั้งนี้ของเราเน้นสาหร่ายพวงองุ่นล้วน ไม่ผสมกับส่วนผสมอย่างอื่น มั่นใจว่าปลอดภัยไร้สารพิษแน่นอน เนื่องจากทางกรมประมงจะมาเก็บตัวอย่างสาหร่ายพวงองุ่นไปตรวจทุก 3 เดือน จากที่ได้นำสาหร่ายพวงองุ่นมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบสาหร่ายพวงองุ่นนั้นถือว่าได้ผลตอบรับที่ดี รสชาติอร่อย กรอบ อบอวลด้วยกลิ่นพริกไทย เนื่องจากยังไม่มีขายตามท้องตลาด

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาหวาน ปลาเค็ม รับมาจากชาวประมงในพื้นที่ โดยเรานำมาแปรรูปทำเอง ซึ่งปลาเค็มจะขายกิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนปลาหวานกิโลกรัมละ 300 บาท หากแพ็คใส่ถุงจะมีหลายราคาให้ลูกค้าได้เลือกเช่นกัน

ซึ่งสินค้าทุกตัวจะมีขายทุกวัน หากสนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ทาง Shopee และ Lazada หรือโทร 0896524660 หรือสามารถมาซื้อได้ด้วยตนเองที่พีพีการประมง 377 ม.8 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง

เกิดเหตุกราดยิงอีกที่เมือง อูเทร็คท์ ฮอลแลนด์ เบื้องต้นมีคนเจ็บ แต่ไร้คนเสียชีวิต

เกิดเหตุกราดยิงบนรถราง ในเมืองอูเทร็คท์ทางตอนกลางของเนเธอร์แลนด์ เบื้องต้นพบมีผู้บาดเจ็บ แต่ยังไม่มีรายงานคนเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ที่เมือง อูเทร็คท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนกราดยิงในรถราง ที่เข้าเทียบท่าในสถานีแห่งหนึ่งใกล้กับจัตุรัส 24 October

เบื้องต้นทราบว่ามีผู้บาดเจ็บ แต่ยังไม่มีรายงานระบุว่าร้ายแรงแค่ไหน  ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมบริเวณดังกล่าว และควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน หากมีความคืบหน้าทางทีมข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

สำหรับเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญต่อจากเหตุกราดยิงที่เมืองไครท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นสะเทือนขวัญคนทั่วโลก เพราะคนร้ายได้มีการถ่ายทอดสดการสังหารหมู่ด้วย จนทำให้ทั่วโลกได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะชาวมุสลิม


วิธีการเอาตัวรอด จากเหตุก่อการร้าย 

1. ตั้งสติไว้ให้มั่น จากนั้นให้ก้มต่ำและให้หาที่หลบ หรือหาที่กำบังตัวโดยเร็ว ซึ่งที่กำบังที่ดีที่สุดขณะนั้นคือเสาคอนกรีต เพราะมันหนาพอที่จะบังกระสุน สะเก็ดระเบิด หรือซากสิ่งของที่อาจร่วงหล่นได้ จากนั้นให้ทำตามเสียงประกาศอย่างเคร่งครัด และเมื่อพอออกมาได้แล้วให้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้เร็วที่สุด

2. หากอยู่ในเหตุการณ์ ให้หาทางออก ด้วยการสังเกตุป้ายทางออกฉุกเฉินอยู่เสมอ ถ้าไม่รู้ทางออกจริงๆ ให้หาที่ซ่อนตัว ล็อคประตู หาของมาขวางประตูไว้ ปิดเสียงโทรศัพท์ให้เรียบร้อย ทั้งนี้ถ้าเหตุร้ายเกิดที่ภายนอกอาคาร และตัวคุณอยู่ในอาคาร ให้ถอยห่างจากหน้าต่างให้มากที่สุด เผื่อกรณีที่อาจมีการระเบิดซ้ำสอง ปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันสารพิษ เขม่าควัน ไฟจากระเบิดเล็ดลอดเข้ามา

3. ถ้าอาคารถูกผู้ก่อการร้ายยึดไว้ โดยที่คุณยังติดอยู่ข้างใน ให้หาที่ซ่อนที่พบตัวได้ยาก ปิดเสียงโทรศัพท์ปิดไฟ และหาของรอบกายมาเป็นอาวุธ หากถูกพบตัว และไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ก็จงพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง เพื่อรักษาชีวิตให้รอด และเมื่อปลอดภัยแล้วให้ติดต่อสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือทันที