ปิดตำนาน ด้วนด่านลอย ช้างป่าจอมซ่าปล้นรถขนอ้อยล้มแล้ว หลังมันติดเชื้อรุนแรง

เพจ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน โพสต์ภาพ-ข้อความอาลัย ด้วนด่านลอย ช้างป่าจอมซ่าปล้นรถขนอ้อย หลังมันล้มตายลงแล้ว เหตุจากมีแผลติดเชื้อรุนแรง

วันนี้ (18 มี.ค. 2562) เพจ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ได้มีการโพสต์ข้อความเปิดเผยว่า ด้วนด่านลอย ช้างป่าที่เคยก่อเหตุดักปล้นรถขนอ้อยที่วิ่งผ่านบนถนนสายฉะเชิงเทรา-วังน้ำเย็น จนทำให้ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ออกมาประกาศเตือนให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจรเพิ่มความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอันตรายจากพฤติกรรมของช้างป่าตัวดังกล่าว ว่า ช้างช้างป่าจอมซ่า ด้วนด่านลอย ได้ล้มแล้ว หลังจากมันมีแผลติดเชื้อรุนแรงที่บริเวณหาง จนหางของมันหลุด

โดยเพจดังกล่าวได้มีข้อความระบุว่า “ด้วนด่านลอย” ผู้ริเริ่มการตั้งด่านลอยที่โด่งดัง จนมีลูกศิษย์ลูกหาหลายรายลอกเลียนแบบ ก่อนหน้านี้ีพบว่ามีแผลบริเวณปลายหาง เป็นหนอง หางหลุดขาด คาดว่าแผลติดเชื้อ ล่าสุดล้มแล้ว..
..ขอบคุณที่ด้วนเป็นครูให้เราได้เรียนรู้ศึกษาพฤติกรรม..

….ปิดตำนาน “ด้วนด่านลอย”..ชื่อนี้จะอยู่ในใจ….RIP …


ข้อแนะนำเมื่อเจอช้างป้า

  • หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร
  • หากช้างเดินเข้าหา ให้เคลื่อนรถหนี รอจนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป
  • อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้าง เพราะอาจทำให้ช้างโกรธ และตรงเข้ามาหา
  • ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา ทำให้กีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายแทน
  • ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ เพราะอาจทำให้วิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน
  • ควรระลึกอยู่เสมอว่า โดยทั่วไปช้างมักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวหรือโขลง การเจอช้างเพียงตัวเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช้างตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น โขลงช้างอาจจะกระจายกันหากินอยู่ในบริเวณป่าข้างๆ ทางนั้นก็เป็นได้

เผยข้อสงสัย Blind Trust คืออะไร? หลัง ‘ธนาธร’ โอนทรัพย์สินเข้ากว่า 5 พันล้าน

นักวิชาการอิสระด้านการเงิน เผยข้อสงสัย หลัง ‘ธนาธร’ โอนทรัพย์สินเข้า Blind Trust กว่า 5 พันล้าน

จากกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ออกมาแถลงข่าวถึงการโอนทรัพย์สินส่วนตัวจำนวน 5 พันล้านบาทเข้ากองทุน blind trust ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่าวิธีดังกล่าวเป็นการให้บุคคลที่สาม คือ blind trust เข้ามาดูแลและมีอำนาจในการบริหารทรัพย์สินเพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และหวังให้เป็นมามาตรฐานทางการเมืองใหม่ที่จะลบข้อสงสัยว่าการเข้ามาทำงานการเมืองนั้นจะต้องหวังผลประโยชน์ ขณะที่เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว หากมีการยกเลิกจะต้องพ้นตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 3 ปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์ในการบริหารจัดการทรัพย์สินกลับมาบริหารเอง

โดยล่าสุดวันนี้ (18 มี.ค.) คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Sarinee Achavanuntakul – สฤณี อาชวานันทกุล อธิบายถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งมีเนื่อหาดังนี้

1. การจัดการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องสำคัญที่นักการเมืองผู้มาจากภาคธุรกิจทุกคนควรใส่ใจ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่ามุ่งคอร์รัปชันเชิงนโยบาย (ออกนโยบายเอื้อธุรกิจตัวเองหรือพวกพ้อง) หรือใช้ข้อมูลภายในที่ได้จากตำแหน่งทางการเมืองไปซื้อหุ้นทำกำไร

เรื่องนี้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยให้ความสำคัญมาตลอด แต่มีหลายคนหาทางซิกแซก “ซุกหุ้น” ตลอดมา อย่างเช่นคดีอดีตนายกทักษิณเมื่อหลายปีก่อน ที่ตัวเองก็เคยเขียนวิจารณ์ไปหลายรอบ

รัฐธรรมนูญ 2560 วางเกณฑ์เข้มข้นกว่าเดิมอีก โดยมาตรา 184 ​ห้าม​ไม่​ให้​ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ถือ​หุ้น​ใน​บริษัท​หรือ​กิจการ​ที่​ได้​รับ​สัมปทาน​จาก​ภาค​รัฐ​หรือ​เป็น​คู่สัญญา​กับ​รัฐ​ทั้ง​ทาง​ตรง​และ​ทาง​อ้อม

2.ถ้าการห้ามถือหุ้น แปลว่าต้องขายหุ้นไปให้คนอื่น นักการเมืองก็จะไม่ได้รับประโยชน์โภชผลใดๆ ในหุ้นนั้นอีก เท่ากับหมดสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่(เคย)เป็นของตัวเอง ซึ่งก็จะลดแรงจูงใจของนักธุรกิจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง

ฉะนั้นคำถามก็คือ มีวิธีใดหรือไม่ที่จะป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ตัดสิทธิของนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์จากหุ้น? คำตอบซึ่งเป็นมาตรฐานสากลทำกันทั่วโลก คือ ให้ทำข้อตกลงโอนหุ้นนั้นให้มืออาชีพทางการเงินบริหารแทนระหว่างที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ถ้าจะให้ดีก็ควรให้บริหารแบบ blind trust คือ ให้เจ้าของเดิม (นักการเมือง) ไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ในทรัพย์สินนั้นเลย ไว้ใจให้มืออาชีพบริหารจัดการแทนให้เกิดผลงอกเงย ระหว่างที่ตัวเองมีตำแหน่งทางการเมือง

การโอนหุ้นให้คนอื่นบริหารแทนนี้ กฎหมายไทยก็เปิดช่องให้ทำได้ โดย พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี ออกตั้งแต่ พ.ศ. 2543 แต่กฎหมายนี้กำหนดเฉพาะระดับรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่รวม ส.ส. และ ส.ว. และไม่ได้ระบุว่าต้องเป็น blind trust ระบุแค่หลวมๆ ว่า ให้โอนให้กองทุนส่วนบุคคลบริหารได้

3. การลงนาม MOU ของคุณธนาธร โอนทรัพย์สินให้จัดการแบบ blind trust ก่อนที่ตัวเองจะรู้ผลการเลือกตั้ง (ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ด้วยซ้ำ) จึงนับเป็นก้าวที่น่าชื่นชม ขยับเพดานธรรมาภิบาลนักการเมือง สังคมควรเรียกร้องให้นักการเมืองคนอื่นทำตาม

สำหรับคำถามที่ว่า คุณธนาธรเป็นนักการเมืองคนแรกในไทยหรือไม่ที่โอนทรัพย์สินให้จัดการแบบ blind trust ส่วนตัวไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เป็นคนแรก (เท่าที่เคยเห็น) ที่เปิดเผยรายละเอียด MOU ต่อสาธารณะ และการระบุว่าจะไม่รับโอนทรัพย์สินกลับมาจนกว่าจะพ้นตำแหน่งการเมืองไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ก็นับเป็นมาตรฐานขั้นสูง กฎเกณฑ์ลักษณะคล้ายกันนี้ในหลายประเทศระบุเพียง 2 ปีเท่านั้น

อดีตโปรแกรมเมอร์หันมาปลูก ‘ดอกฮอปส์’ แบบสมาร์ทฟาร์มแห่งแรก!!

ทุกอย่างมันต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เรียนรู้เองก่อน และการทำเกษตรมันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาไปเรื่อยๆ‘ คำพูดจากอดีตโปรแกรมเมอร์ ที่คร่ำหวอดอยู่ในสายงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ มามากกว่า 14 ปี ก่อนจะผันตัวมาทำฟาร์ม ‘ดอกฮอปส์‘ แบบสมาร์ทฟาร์มแห่งแรกในเมืองไทย

‘ดอกฮอปส์’ คืออะไร?

ฮอปส์’ (Hops) เป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อยชนิดหนึ่งมีใบและดอก เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาว และแสงแดด ส่วนใหญ่นิยมปลูกกันในประเทศเมืองหนาว อาทิทางฝั่งยุโรป หรือทางฝั่งอเมริกา ‘ดอกฮอปส์‘ มีคุณสมบัติพิเศษเสมือนสารกันบูดแบบธรรมชาติ มีรสชาติขม และมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์หรือพื้นที่ในการปลูกจะให้กลิ่นที่แตกต่างกันออกๆ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ ‘คราฟท์เบียร์

ปัจจุบันการในเมืองไทยการปลูก ‘ดอกฮอปส์’ ยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกค่อนข้างยาก อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้นว่า ‘ฮอปส์’ เป็นพืชเมืองหนาว การนำมาปลูกในเมืองไทยกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นเช่นนี้ ก็ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้เข้ากับเจ้าต้นฮอปส์พอสมควร

วันนี้ MThaiNews ในช่วง ‘เกษตรสร้างรายได้‘ ได้มีโอกาสเดินทางไปพบกัน คุณณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ หรือคุณอ๊อบ อายุ 38 ปี อดีตเจ้าของบริษัทด้านซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่น ประสบการณ์กว่า 14 ปี ที่ผันตัวมาทำฟาร์มฮอปส์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของ ‘Deva Farm‘ ฟาร์ม ‘ดอกฮอปส์‘ แบบสมาร์ทฟาร์มแห่งแรกในเมืองไทย ตั้งอยู่ภายในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 21 ถนนติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  ซึ่งเป็นสมาร์ทฟาร์มที่คุณอ๊อบ นำความรู้ทางด้านโปรแกรมเมอร์มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์ม นอกจากนี้ปัจจุบันยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับคนที่สนใจอยากทดลองปลูกฮอปส์อีกด้วย

คุณอ๊อบ เปิดเผยกับทีมข่าว MThai ว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบการปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว พอเรียนจบก็ทำงานด้านโปรแกรมเมอร์ และมาเปิดบริษัทด้านพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นบนมือถือมากว่า 14 ปี ก็จะใช้เวลาว่างมาปลูกผักไม้ผลแบบไฮโดรโปนิกส์ อาทิ มะเขือเทศ แตงกวา เมล่อน เพื่อให้คนที่บ้านได้ทานกัน กระทั่งบริษัทที่เปิดถึงจุดอิ่มตัว เนื่องจากในยุคที่แอพพลิเคชั่นบนมือถือกำลังบูม ก็มีหลายบริษัทเปิดแข่งขันกันอย่างมากมาย

ช่วงใกล้ปิดบริษัทได้มีโอกาสไปเรียนการคราฟท์เบียร์ ที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนที่ชื่นชอบในการดื่มเบียร์อยู่แล้ว จึงรู้ว่า ‘ฮอปส์‘ เป็นส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการทำเบียร์ ซึ่งถึงแม้จะรู้ว่าต้นฮอปส์เป็นพืชเมืองหนาว แต่ด้วยความท้าทาย!!! และอยากเรียนรู้ ในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2558 จึงทดลองสั่งเหง้ามาจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 10 เหง้า ในราคาประมาณหนึ่งหมื่นบาท (ราคาตามค่าเงินในตอนนั้น)

คุณอ๊อบ กล่าวต่ออีกว่า ช่วงที่ปลูกแรกๆนั้น จะปลูกไว้ในบริเวณห้องนอนเปิดแอร์ เพราะตอนนั้นยังไม่จัดสรรพื้นที่ในการปลูกอย่างเต็มตัว ซึ่งปรากฏว่าพอปลูกได้สักระยะหนึ่ง ต้นฮอปส์ออกดอกได้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจต่อยอดทำเป็นฟาร์มอย่างเต็มตัวแบบเป็นโรงเรือน ส่วนสาเหตุที่ทำเป็นแบบโรงเรือนนั้น เพื่อป้องกันแมลงเป็นหลัก เนื่องจากต้นฮอปส์เป็นพืชที่ใบค่อนข้างเยอะ ทำให้เกิดศัตรูพืชทั้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง จึงเน้นการป้องกันด้วยการไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สารเคมีเลย

ปัจจุบันพื้นที่ในการปลูกต้นฮอปส์ มีอยู่ประมาณ 1 ไร่เศษ มี 6 โรงเรือน ซึ่งจะแบ่งโรงเรือนตามความเหมาะสมเปรียบเสมือนห้องทดลองไปในตัว โดยดอกฮอปส์ที่ใช้ในการทำคราฟท์เบียร์จะเป็นดอกเพศเมีย ก็จะแยกปลูกไว้อีกโรงเรือน อีกโรงเรือนก็จะปลูกต้นฮอปส์ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียควบคู่กันไปด้วย รวมถึงทดลองปลูกแบบนอกโรงเรือนโดยไม่มีการควบคุมเรื่องแมลงแต่อย่างใด

โดย 1 โรงเรือน สามารถปลูกได้ประมาณ 120-140 ต้น ใช้ระบบสมาร์ทฟาร์มควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากเคยทำงานด้านโปรแกรมเมอร์มา จึงเขียนแอพพลิเคชั่น ทำเซ็นเซอร์ต่างๆ ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ มีการให้ปุ๋ยผสมน้ำแบบอัตโนมัติ จะให้วันละประมาณ 4-5 ครั้งต่อวัน นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูงกว่าที่ตั้งค่าไว้ก็จะมีระบบพ่นหมอก เพื่อปรับสภาพอากาศภายในโรงเรือน ซึ่งการทำระบบการจัดการฟาร์มดังกล่าว เป็นการช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เราสามารถนำเวลาที่เหลือมาใช้ในการศึกษาข้อมูลการปลูกฮอปส์เพิ่มเติมได้

ส่วนปัญหาที่พบบ่อย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคและแมลง โดยแมลงที่พบบ่อยคือ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ทางฟาร์มจะใช้ระบบ Bio control หรือการควบคุมด้วยระบบชีวภาพ เป็นการใช้ระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติเข้ามาใช้ในฟาร์ม อาทิ การปล่อยแมลงช้างปีกใส เพื่อให้วางไข่บนต้นฮอปส์ที่มีเพลี้ยแป้งอยู่ โดยตัวอ่อนจะกินเพลี้ยแป้งเป็นอาหาร ส่วนตัวเต็มวัยกินน้ำหวานที่เพลี้ยปล่อยออกมา โดยเจ้าแมลงช้างปีกใส นั้นก็ไม่ได้กัดกินหรือทำลายต้นฮอปส์แต่อย่างใด หรือการพ่นราเพื่อไปกำจัดเพลี้ย แล้วใช้แสงแดดในการกำจัดราต่ออีกที

คุณอ๊อบ ยังบอกอีกว่า ณ ตอนนี้ผลผลิตทางฟาร์มจะได้เฉลี่ยต่อต้นประมาณ 300-500 กรัม (เก็บเฉพาะดอก) หรือประมาณ 30 กิโลกรัมต่อ 1 โรงเรือน ซึ่งถือว่ายังน้อยมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่พึ่งเริ่มปลูกเท่านั้น หากเทียบกับในต่างประเทศต่อต้นสามารถเก็บดอกได้เป็นกิโลกรัมเลยทีเดียว โดยในอนาคต 3-4 ปีนี้ จะทำการพัฒนาสายพันธุ์ฮอปส์ให้ลักษณะเฉพาะตัว และเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับสภาพอากาศในเมืองไทย และตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถเก็บผลผลิตต่อต้นได้ราวๆ 1 กิโลกรัม พร้อมต่อยอดผลิตดอกฮอปส์ส่งออกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ด้วยเช่นกัน

โดยที่ฟาร์มตอนนี้มีต้นฮอปส์อยู่ประมาณ 55 สายพันธุ์ และเป็นสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาเอง 3-4 สายพันธุ์ ซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทางฟาร์ม ส่วนราคาดอกฮอปส์ (ดอกสด) ปัจจุบันมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันบาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่จะไปทำขั้นตอนเป็น ‘ดอกแห้ง’ เพราะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการดอกสด ซึ่งอัตราส่วนที่ได้เฉลี่ย ดอกสด 5 กิโลกรัม จะได้ดอกแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,500 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับมุมมองด้านการตลาดของ ‘ฮอปส์’ ในอนาคต คุณอ๊อบ มองว่าการปลูกต้นฮอปส์ ยังสามารถต่อยอดได้อีกไกล เนื่องจากปัจจุบันยังมีการเพาะปลูกที่ไม่ค่อยแพร่หลายมากเท่าไรนัก ซึ่งเจ้าต้นฮอปส์ค่อนข้างปลูกยาก แต่ในอนาคตอาจมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับการปลูกเมืองไทยได้

อย่างไรก็ตามคุณอ๊อบ อยากแนะนำผู้ที่สนใจอย่างปลูก ‘ต้นฮอปส์’ ควรศึกษาข้อมูลทั้งจากตำราหรือในโลกอินเตอร์เน็ต และที่สำคัญควรลงมือปลูกเอง โดยอาจจะทดลองสั่งเหง้าจากต่างประเทศมาทดลองปลูกก่อนก็ได้ ตัวส่วนจะไม่แนะนำให้มองถึงการทำเพื่อธุรกิจอย่างเต็มตัว เพราะไม่ว่าจะธุรกิจประเภทไหนก็ตาม ควรมองหาช่องทางการตลาดให้ได้เสียก่อน ซึ่งเจ้าต้นฮอปส์ เป็นพืชเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ทั้งนี้ปัจจุบันทางฟาร์มได้มีการเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ เปิดโอกาสให้คนที่สนใจอยากปลูก ‘ต้นฮอปส์’ เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน สำหรับใครที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เพจ Deva Farm & Cafe หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 081-827-7956 (คุณอ๊อบ) ที่ตั้งฟาร์มภายในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 21 ถนนติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ภาพและบทความโดย ธเนตร พุทธิตระกูล


สาระน่ารู้… กฎหมายและบทลงโทษ ข้อหาเมาแล้วขับ

พ.ร.บ.จราจรทางบก บทลงโทษสำหรับกรณีเมาแล้วขับ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับขั้นต่ำ 10,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต จนถึงการยึดรถที่ใช้ไม่เกิน 7 วัน

การดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ มีผลเสียอะไรบ้าง

-ความบกพร่องทางสติปัญญาและการเคลื่อนไหว จะเกิดขึ้นหลังจากการดื่มในแต่ละครั้ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่มในครั้งนั้นๆ ด้วย

-ความจำเสื่อมแบบไปข้างหน้า หลังการดื่มในปริมาณมากๆ เซลล์สมองถูกทำลายเนื่องจากการใช้แอลกอฮอล์

-ความบกพร่องด้านความจำ ซึ่งรูปแบบที่รุนแรงที่สุดคือ Korsakoff syndrome มีความสัมพันธ์กับการขาดไธอามีน ร่วมกับการได้รับพิษจากแอลกอฮอล์ โดยจะมีอาการความจำเสื่อมในระยะสั้น แต่ละรักษาความจำระยะยาวและการคิดย้อนอดีตได้ดีกว่า

-อาการผิดปกติที่สมองส่วนหน้า ทำให้เกิดความบกพร่องในด้านการคิดรวบยอด การวางแผน และการจัดระบบ

-การฝ่อของสมองส่วนซีรีเบลลั่ม ทำให้เดการเดินเซ ทรงตัวได้ไม่ดี

-ภาวะเลือดใต้เยื่อหุ้มสมอง ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจเกิดหลังจากมีอุบัติเหตุที่ศีรษะซึ่งอาจถูกมองข้ามไปเนื่องจากการได้รับพิษจากแอลกอฮอล์