เลือกตั้ง62 : จับตาศาล รธน.ตัดสินยุบพรรคไทยรักษาชาติ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนนัดตัดสินยุบพรรคไทยรักษาชาติ / ด้านนักวิชาการชี้ แม้พรรคจะถูกยุบ แต่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ก็จะยังไม่เปลี่ยนโฉมหน้า

วันนี้ (7 มี.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย ในประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ขอให้พิจารณายุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในเวลา 13.30น. และจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00น.

สำหรับการเตรียมความพร้อม มาตรการรักษาความปลอดภัย บริเวณศาลรัฐธรรมนูญนั้น วานนี้ ทางพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าตรวจความเรียบร้อย พร้อมสั่งติดตั้งกล้องวงจรปิด รอบพื้นที่ จากเดิม 20 ตัว เพิ่มเป็นรวมแล้วกว่า 100 ตัว พร้อมจัดกำลังตำรวจ 1,500 นาย

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า มีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ และหากเกิดขึ้นจริง กรรมการบริหารพรรค อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี หรือถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

พร้อมเชื่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะไม่เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือ ผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ทำให้เสียสิทธิ์ทางการเมืองไป และไม่สามารถไปลงสมัคร หรือสังกัดพรรคใหม่ได้ทัน จะเยียวยาผู้สมัครอย่างไร เพราะที่ผ่านมา บางกรณีเป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่นำไปสู่การยุบพรรคง่ายเกินไป

ศาลปกครอง ไม่รับคำร้อง ‘เรืองไกร’ ฟ้องกกต.มีมติให้ยุบ ทษช.

ศาลปกครอง ไม่รับคำร้อง ‘เรืองไกร’

วันที่ 7 มี.ค. 62  เวลา 08.30 น. ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะศาลได้อ่านคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่ คร.57/2562 ที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นอุทธรณ์หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคดีที่ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง (พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 2 ในคดีหมายเลขดำ 351/2562 ที่ผู้ฟ้องเห็นว่า กกต. ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง นำข้อเท็จจริงมาตีความขยายเกินเลยไป จึงขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติ กกต. ในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 ที่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) เพื่อสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ซึ่ง “ศาลปกครองกลาง” มีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา ไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะการพิจารณายุบพรรคการเมือง มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำของ กกต. ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ โดยเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว “ศาลปกครองสูงสุด” พิจารณาแล้วก็มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

โดยเห็นว่า แม้ “กกต.” และ “นายทะเบียนพรรคการเมือง” จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การมีมติของ กกต. เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 – 93 อันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค ทษช. และเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องสามารถยกข้ออ้างเกี่ยวกับการกระทำของ กกต. ที่อ้างในคำฟ้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น การกระทำตามคำฟ้องจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 197 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง “ศาลปกครองสูงสุด” จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

‘อภิรัชต์’ นำกำลังพลกว่า 700นาย กล่าวคำปฏิญาณจะรักษามรดก ร.5 ด้วยชีวิต

ผู้บัญชาการทหารบกกองทัพบก นำผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศปฏิญาณตน ลั่นจะสนับสนุนรัฐบาล ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ ( 7 มี.ค. 62 ) ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอกอภิรัช คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ในวาระพิเศษที่มีขึ้นทุก 3 เดือน มีผู้บังคับหน่วยระดับกองพันขึ้นไป ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชามลฑลทหารบกทั่วประเทศ กว่า 700 นายร่วมในการประชุม

โดยก่อนการประชุมพลเอกอภิรัช ได้นำกำลังพลกล่าวคำปฎิญาณตน บริเวณลานพระบรมราชานุเสารีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ กล่าวคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” จำนวน 3 ครั้ง และกล่าวคำปฎิญาณตน ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้าและจะธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหาร

ข้าพเจ้าในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสนับสนุนรัฐบาลที่ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความจงรักภักดี และมีธรรมาภิบาล ข้าพเจ้าจะดูแลและช่วยเหลือเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาสและจะปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและครองครัวด้วยความเมตตาและเป็นธรรม

จากนั้นผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก และได้มอบประกาศประกาศชมเชยให้กับพันโทปกิจ ผลฟัก รองหัวหน้ากองยุทธการมลฑลทหารที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวตำหนิระหว่างดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมกล่าวชมเชยพันโทปกิจ ผู้ซึ่งปฎิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยมีความอดทน อดกลั้นสามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี จากการถูกยั่วยุ หมิ่นประมาทขณะปฎิบัติหน้าที่

ซึ่งสถานการณ์นี้เราเคยได้พูดไว้หลายครั้ง ก่อนที่จะมีการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ว่าทหารจะยืนอยู่ตรงไหน เราทำหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย โดยครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างงานรักษาความสงบเพียงงานหนึ่งเท่านั้น ที่ทหารเข้าไปมีส่วนร่วมกับประชาชน และการที่ทหารจะมีโอกาสที่สัมผัสกับประชาชนถือว่าน้อยมาก แต่ทหารจะสัมผัสกับประชาชนเมื่อประชาชนเดือนร้อน ภัยพิบัติ และมีศึกสงคราม นั่นคือหน้าที่หลักของทหาร

ส่วนในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกตั้ง ทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองด้วยความอดทนอดกลั้น เป็นกลาง ดำเนินทุกอย่างตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นการปฎิบัติหน้าที่ของพันโทปกิจนั้น ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกคนได้ชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ฟังว่าเรามีสมบัติผู้ดี ถูกอบรบสั่งสอน เป็นหนึ่งเดียวกัน

ดังนั้นจากนี้ไปต้องมีความระมัดระวัง รักษาเกียรติความเป็นทหารอาชีพของเราไว้ให้ดี เมื่อไหร่ที่เราแตกสามัคคกันประเทศชาติอยู่ไม่ได้ เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกันผ่านพ้นอุปสรรคให้ประชาชนเห็นว่าเราเป็นทหารอาชีพมีความอดทนอดกลั่น