พ่อแม่พระขอโทษหากกระทบนักศึกษา เผยตั้งใจเตรียมงานมานาน ไม่รู้ว่าตรงสอบ

พ่อแม่พระขอโทษหากกระทบนักศึกษา เผยตั้งใจเตรียมงานมานาน ไม่รู้ว่าตรงสอบ แม่วอน ขอให้ยุติการนำเสนอข่าวได้แล้ว ต้องขอโทษที่ทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 นายธวัช พวงปทุม อายุ 48 ปี นางสาวญานิสา พุ่มแพ อายุ 48 ปี บิดามารดาของนายนนทฤทธิ์ พวงปทุม อายุ 22 ปี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก งานบวชเปิดเสียงดังรบกวนนักศึกษาที่กำลังจะสอบ

และมีการแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นว่า ชาวบ้านเป็นตลาดล่างนั้น ขอทำความเข้าใจว่าตนเองและครอบครัวเกิดที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นระดับแรกๆ เป็นคนดั่งเดิม

โดยชุมชนแห่งนี้เรียกกันติดปากว่า คุ้งผ้าพับ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาต่อเนื่องจนถึงยุคของตนเองกว่า 100 ปี ประกอบอาชีพทำนายึดหลักขนบธรรมเนียมประเพณีกันมาอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ชาวบ้านจัดงานประเพณีไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง งานศพ ก็จะต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่เช่น ทม.คลองหลวง ในเรื่องของการใช้เครื่องขยายเสียงหรืออะไร หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างถูกต้อง

และเมื่อลูกชายคือนายนนทฤทธิ์ พวงปทุม ครบกำหนดบวช ก็จัดงานบวชให้เขาโดยชาวบ้านซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันก็มาร่วมงานบุญด้วย ก็เป็นปกติของสังคมไทย แต่ไม่เข้าใจว่างานบวชลูกชายของตน ไปสร้างความหนักใจอะไรให้กับนักศึกษาเพียงคนเดียวจนโลกโซเชียลทั้งตำหนิและด่า

นางสาวญานิสา พุ่มแพ เปิดเผยต่อไปอีกว่า ขอให้ยุติการนำเสนอข่าวได้แล้ว ต้องขอโทษที่ทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย และขอร้องไม่ต้องไปสอบถามหรือสัมภาษณ์พระลูกชายอีก เพราะเขาบวชก็ต้องการความสงบร่มเย็นเพื่อศึกษาธรรมมะและเข้าถึงธรรมในบวรพระพุทธศาสนา พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านไม่มีอะไรจะไปโต้แย้ง

ซึ่งจริงๆ แล้วตนเองมีการเตรียมงานมาก่อนล่วงหน้า โดยไม่รู้ว่าตรงช่วงสอบกับนักศึกษา แต่จริงๆ แล้วก็มีประชาชนเพียงไม่มีคนที่ได้รับความเดือดร้อน และจริงๆ แล้วนี่คือประเพณี และขอให้ทุกอย่างจบแต่เพียงเท่านี้โดยคลิปที่มีการแชร์ในเฟซบุ๊กนั้นเกิดขึ้นวันที่ 1 มีนาคม2562 โดยมีการเปิดเครื่องเสียงตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเวลาประมาณหัวค่ำประมาณ 20.30 น.ก็เบาลง และปิดเพราะเป็นวันสุกดิบ

สำนักข่าวทีนิวส์​ ยืนหยัดอุดมการณ์​ ยืนยัน​ “ธนาธร” เป็นอันตราย

สำนักข่าวทีนิวส์​ออกแถลงการณ์ ยืนหยัดอุดมการณ์​ ยืนยัน​ “ธนาธร” เป็นอันตราย หลังพรรอนาคตใหม่ ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท หลังกล่าวหา ‘ธนาธร’ ล้มสถาบันฯ

จากกรณีที่ วันนี้ (6 มี.ค.2562) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ยื่นฟ้องต่อศาลเอาผิดกรณี ม.จ.จุลเจิม ยุคล และสำนักข่าว T-News กรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมถึงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 73 (5) ฐานหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2562 ม.จ.จุลเจิม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหาว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีพฤติการณ์ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนักข่าว T-News ได้นำข้อความของ ม.จ.จุลเจิม ไปเผยแพร่

ล่าสุดสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ออกแถลงการณ์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ยืนหยัดอุดมการณ์ ยืนยัน “ธนาธร” เป็น อันตราย พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า

สำนักข่าวทีนิวส์ก่อตั้งขึ้นมาและทำหน้าที่สื่อมวลชนมาด้วยจุุดยืนที่ชัดเจน​ คือ​ การนำเสนอข่าวสารที่วางอยู่บนความคิด​ว่า​ ชาติ​ ศาสนา​ พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของสังคมไทย​ มาอย่างช้านาน

ที่ผ่านมา​ยามประเทศไทยเราเกิดวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า​ หากเป็นเพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นหลักร่วมรวมใจของสังคม​ ร้อยรัดสังคมไทย​ คนไทย​ ให้ผ่านพ้นวิกฤติมานับครั้งไม่ถ้วน​

และแม้ว่าจะมีบางความคิด​ ความเห็นที่แตกต่าง​ แต่กระนั้นหากความคิดและความเห็นที่แตกต่างกันนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีอยู่​ สังคมไทยเราก็ยอมที่จะให้สามารถแสดงความคิด​และดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ตามกรอบของกฏหมาย

ดังที่ผ่านมา​ ปรากฏการดำเนินการของ​ นาย​ “ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่​ ที่ได้เคยร่วมก่อตั้ง​ ให้ทุน​ สนับสนุนนิตยสาร​ “ฟ้าเดียวกัน” ​ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีการนำเสนอเนื้อหาที่วิพากษ์​ วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเปิดเผย​ และ​ นาย​ “ปิยะบุตร​ แสงกนกกุล” ​ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่​ ที่อาศัยฐานะของนักวิชาการ​ อาจารย์มหาวิทยาลัย​ วิพากษ์วิจารณ์การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย​ ก็ยังสามารถทำได้​แม้จะไม่ใช่ฉันทามติของคนในสังคมก็ตาม​ ทั้งนั้นทั้งนี้เพราะ​ บุคคลและกลุ่มบุคคลเหล่านี้​ ต่างรู้ในข้อ​กฏหมาย​ และจงใจดำเนินการความคิดความเห็นที่แตกต่างไม่ให้ผิดกฎหมาย​ที่มีอยู่

ทั้งๆ ที่โดยพื้นหลังและเจตนาแล้ว​ บุคคลและกลุ่มบุคคลเหล่านี้​ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองและพวกมีจุดยืนทางการเมืองที่อยู่คนละฝั่งกับการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข​

แม้นายธนาธร​ และพรรคอนาคตใหม่จะพูดเสมอต่อสาธารณะว่า​มีจุดยืน ต้องการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย​ ต้องการต่อต้านเผด็จการทหาร​ ต้องการต่อต้านรัฐประหาร​ แต่ในอีกทางหนึ่ง​ นายธนาธร​ กลับสนับสนุนโดยเปิดเผยให้มีหนังสือที่มีเนื้อหา​ “ต่อต้าน” สถาบันพระมหากษัตริย์​ ซึ่งนายธนาธรจะอ้างว่าเป็นการดำเนินการของกองบรรณาธิการ​ ไม่เกี่ยวกับตน​ แต่ถ้านายธนาธรไม่ได้มีความคิดต่อสถาบันในแนวทางเดียวกัน​ ทำไมถึงไม่แสดงการทักท้วง​ ห้ามปราม​ ซึ่งสามารถทำได้ในฐานะผู้ก่อตั้ง​และให้ทุนสนับสนุน​

ถ้านายธนาธรไม่ได้มีความคิดในทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทำไมถึงไม่ปฏิเสธการร่วมงานทางการเมืองกับนายปิยะบุตร​ ที่เคยแสดงความเห็นว่า​ “กษัตริย์มีพระราชดำรัสสดกับประชาชนไม่ได้​ สิ่งที่กษัตริย์จะตรัสต่อประชาชน​ ควรเป็นสิ่งที่ยกร่างโดยฝ่ายบริหาร” แต่กลับร่วมกับนายปิยะบุตร​ ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่และนายปิยะบุตรเป็นถึงเลขาธิการพรรค

พฤติกรรมของ​ นายธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ นายปิยะบุตร​ แสงกนกกุล​ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่​ เป็นที่ชัดเจนว่า​มีจุดยืนอยู่คนละฝั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์​ อยู่ตรงข้ามกับเสียงส่วนใหญ่ของสังคมไทยที่ยังรักและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์​ หรืออาจเรียกง่ายๆว่า​มีความคิดแบบ​ “ต่อต้านสถาบันฯ” หรือ​ “ชังเจ้า” (anti-royalism)​ เห็นว่า​ การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นมาโดยตลอดในสังคมไทยไม่สามารถไปด้วยกันได้กับการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง​ กระทั่งจะต้องมีการดำเนินการลดทอนสถานะและอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งในทางรัฐธรรมนูญ​ ทางกฏหมาย​ และทางวัฒนธรรม​ (ดังที่มีความพยายามดำเนินการตลอดมา)​เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์​ โดยแท้จริง

ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่นายธนาธร​ นายปิยะบุตร​ เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นเพียงนักเคลื่อนไหวทางสังคม​ มาเป็นนักการเมืองตั้งพรรคอนาคตใหม่​ เพื่อใช้รัฐสภา​เป็นช่องทางในการขับเคลื่อนความคิดของตนและกลุ่ม​ ซึ่งสังคมและสื่อมวลชนพึงต้องสามารถตรวจสอบและตั้งข้อสังเกตได้ต่อพฤติกรรมและความคิดต่างๆที่​ “คาบลูกคาบดอก” (เช่น​ การบอกว่าจะสานต่อภารกิจ​2475) และที่อาจจะเป็น​ “อันตราย” ต่อสังคมทั้งในอดีต​ ปัจจุบันและอนาคต​ นั่นไม่นับถึงพฤติกรรม​ ความสัมพันธ์​ การดำเนินกิจกรรมที่เคยมีกับ​กลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรม​ “ล้มเจ้า” และหลบหนีคดีมาตรา​ 112​ อยู่ที่ต่างประเทศ

นอกจากนี้​ การพูดของนายธราธร​อาจเป็น​ “อันตราย” ในประเด็นศาสนา​ เพราะขาดการศึกษาและการทำความเข้าใจปัญหาสังคมอย่างลึกซึ้ง​ รอบด้าน​ ทำให้นายธนาธร​ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน​ โดยก่อให้เกิดเข้าใจผิด​ เช่น​ เรื่องปัญหา​ 3​ จังหวัดชายแดนใต้​ ที่นายธนาธรกล่าวว่า​ “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ” และ​ “ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด​ คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง​ เพราะปัญหาใน​ 3​ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากรัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนา​ และ​ พี่น้องใน​ 3​ จังหวัคภาคใต้ก็อยู่กันอย่างเป็นปกติสุข​ ไม่เคยอยู่ในสถานะพลเมืองชั้นสอง​แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด​ ซึ่งการพูดที่ผิดพลาดในประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้​ของนายธนาธร​ อาจเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างศาสนา​และอาจทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นได้​ และนับได้ว่าเป็นอันตรายต่อสังคมยิ่ง

จากจุดยืนของสำนักข่าวทีนิวส์ที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น​ การที่พรรคอนาคตใหม่ฟ้องสำนักข่าวทีนิวส์​ว่าใส่ร้ายและหมิ่นประมาทนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่นั้น​(แม้ว่าจะเป็นการ​ “เลือกปฏิบัติ” อย่างชัดเจนเพราะมีความจงใจฟ้องเฉพาะสำนักข่าวทีนิวส์เพียงสำนักเดียวเพื่อไม่ให้สำนักข่าวทีนิวส์รายงานข่าวนายธนาธรต่อประชาชน)​ ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์ถือว่าได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่พึงมีต่อสถาบัน​ ชาติ​ ศาสนา​ พระมหากษัตริย์​อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา​ อันเป็นเรื่องที่ดีที่ข้อเท็จจริงและความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายธนาธร​ นายปิยะบุตร​ และพรรคอนาคตใหม่ที่มีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมดจะได้นำเสนอในการพิจารณาในชั้นศาล​ และจะปรากฎต่อสาธารณะต่อไป​ ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์จะไม่เปลี่ยนแปลงในจุดยืนนี้​ และจะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยจุดยืนนี้ตลอดไป

ส่วนนายธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ และพรรคอนาคตใหม่ เมื่ออาศัยอำนาจทางกฏหมายอาญา​ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเลือกตั้ง​ในลักษณะนี้แล้ว​ ถึงวันนี้ก็ไม่ควรพูดความจริงเพียงด้านเดียวกับประชาชน​ โดยอ้างแค่อุดมการณ์อันสวยหรูของประชาธิปไตย​ อ้างความคิดต่อต้านเผด็จการ​ แต่กลับไม่พูดถึง​ “เจตนาแท้จริง” ของตน​ ว่าตนเองมีความตั้งใจ​ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์​อย่างไร? ว่าตนเองมีความตั้งใจต่อกลุ่มบุคคลที่มีเจตนา​ “ล้มเจ้า” และคนที่เคยมีหมายจับมาตรา​ 112​ ที่เคยร่วมกิจกรรมกันมาก่อนหน้านี้​อย่างไร? ​ ก็แสดงกันให้ชัดเจนต่อสาธารณะ​ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ​ข้อมูลทั้งหมดก่อนวันเลือกตั้งและจะได้ตัดสินใจว่าควรจะเลือกพรรคการเมืองที่มีจุดยืนและอุดมการณ์ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่​

ศาลสั่งคุก ตาต้า หนุ่มกะเหรี่ยงยิงหมีขอ ส่วนปลัดฯ นัด 22 เมย.หลังปฏิเสธ

ศาลพิพากษาจำคุก ตาต้า หนุ่มกะเหรี่ยง จำเลยคดีปลัดหมีขอ 3 ปี 7 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยกลุ่มปลัด ศาลนัดตรวจพยาน 22 เม.ย.นี้ หลังให้การปฏิเสธ

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (6 มี.ค. 2562) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการจังหวัดกาญจนบุรีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือ ปลัดแมน ปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พร้อมพวกรวม 13 คน ในข้อหา ล่าหมีขอที่บริเวณป่าเขาพลู หมู่ 8 ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค

หลังจากพวกเขาถูก นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค, น.ส.เนตรนภา งามเนตร ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานไทรโยค และเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขอตรวจค้นรถก่อนจะพบอาวุธปืน พร้อมเศษซากหมีขอซุกอยู่ในรถ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานแล้ว ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้พิพากษาจำคุกนายตาต้า จำเลยที่ 13 เป็นเวลา 7 ปี 2 เดือน แต่นายตาต้า ชาวกะเหรี่ยง ให้การยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงลดโทษจำคุกเหลือ 3 ปี 7 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา

สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 อันได้แก่ นางสาวศรีวิจิตร ดิษฐ์แช่ม ,นายทัศดนัย ขอกระโชก ,นายจิรชัย ตันติวัฒน, นายประสาน เต็มธนัน และนายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

ส่วนจำเลย ที่ 3.นายฉัตรชัย เกาะลอย, จำเลยที่ 5.ว่าที่ ร.ต. สุนทร มาเจริญรุ่งเรือง, จำเลยที่ 6.นายสกานต์ แก่งหลวง, จำเลยที่ 7.นายอนุสรณ์ เรือนงาม, จำเลยที่ 10.นายถาวร เซี่ยงหลิว และจำเลยที่ 11.นายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือปลัดแมน ศาลได้เลื่อนนัดตรวจพยานออกไปเป็นวันที่ 22 เม.ย.2562 นี้ หลังทั้งหมดให้การปฏิเสธ