“ชัชชาติ” บุกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคลียร์ปม #SaveChiangrak

ชัชชาติบุก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เคลียร์ปมวิวาทะนักศึกษากับทีมงานผู้สมัคร ส.ส. คอมเมนต์ชุมชนส่งเสียงดังงานบวชรบกวน ขอโทษและรับเป็นตัวกลางคุยปัญหา ย้ำไม่เกี่ยวหาเสียง แต่ห่วงความรู้สึกและความปลอยภัย

เวลา 21.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายศุภชัย นพขำ ผู้สมัคร ส.ส. ปทุมธานี เขต 2 เดินทางมาที่ประตูเชียงราก 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เพื่อมาขอโทษและพูดคุยกับนักศึกษา

กรณีนายชาญวุฒิ พวงรัตน์ ทีมงานของผู้สมัคร ส.ส. คอมเมนต์ข้อความไม่เหมาะสมในโพสต์ของนักศึกษาเกี่ยวกับงานบวชในชุมชนใกล้มหาวิทยาลัยใช้เสียงดังรบกวนการสอบ จนเกิดเป็น #SaveChiangrak ขึ้นมาและเป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้มีนักศึกษามารอพบจำนวนมาก นายชัชชาติได้รับฟังปัญหาจากตัวแทนสภานักศึกษา มธ. ว่า บริเวณถนนเชียงรากมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทำให้มีทั้งวัยรุ่นมาขับรถมอร์เตอร์ไซค์แข่งกันส่งเสียงดังตอนดึก, รถมอร์เตอร์ไซค์ขับสวนเลนส์เนื่องจากมีการปิดถนนบางส่วนทำให้ต้องกลับรถไกลมาก, เกิดอาชญากรรมบ่อยและไม่มีกล้องวงจรปิด, ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือบางครั้งเมินเฉยไม่ทันต่อเหตุการณ์, และปัญหาใหญ่คือชุมชนหรือมหาวิทยาลัยที่จัดงานแล้วส่งเสียงดังรบกวนกันและกัน

ซึ่งนายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับเรื่องวิวาทะที่เกิดขึ้นกรณีระหว่างนักศึกษาและบุคคลในทีมงานของผู้สมัคร ส.ส. ตนรับทราบ และต้องขอโทษ เสียใจจริงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก และตกใจมาก คนที่ทำให้เกิดปัญหา ทางผู้สมัครได้ให้ยุติการทำงานช่วยแจกบัตรแนะนำตัวแล้ว และถือเป็นบทเรียนสำคัญของพรรคว่าคนที่จะรับเข้ามาร่วมงานต้องดูให้ดี และหลังจากนี้จะลงไปดูรายละเอียดในชุมชนเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัยเพราะต้องอยู่ร่วมกันต่อไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง แต่ห่วงเรื่องความรู้สึกและปลอดภัยของนักศึกษา

ส่วนเรื่องการคมนาคมก็จะรับไปดูแลให้แต่ต้องรอให้ทำงานเชิงนโยบายก่อน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะช่วยแก้ปัญหา ตนมองว่าสาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการไม่มีผู้แทนราษฎรที่รู้ปัญหาและเอามาแก้ได้เหมือนในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้นายชัชชาติได้ให้ตัวแทนนักศึกษารวบรวมปัญหาและเขียนส่งให้ตนในไลน์เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ในเฟซบุ๊คของนายชาญวุฒิจะถือเป็นเรื่องส่วนตัวและโพสต์ส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค นายชัชชาติกล่าวว่ามันง่ายที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ว่าพรรคต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้เพราะภาพในเฟซบุ๊กก็มีรูปกับผู้สมัครและตราพรรคเพื่อไทย และต้องดูต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับมหาวิทยาลัยและชุมชน

แต่ตนไม่กังวลว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบกับคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะคะแนนเสียงไม่สำคัญเท่านักศึกษาปลอดภัยดี และทุกคนอยู่ได้สบาย ไม่เกิดข้อขัดแย้งที่บานปลายในอนาคต พร้อมกล่าวว่าธรรมศาสตร์เปรียบเสมือนบ้านที่สมัยก่อนตนมาสอนที่นี่ทุกปี นักศึกษาก็เปรียบเหมือนรุ่นน้องของตน

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียของคนรุ่นใหม่ อนาคตต้องพึ่งพาทุกคนที่ใส่ใจการเมือง ต้องไปเรื่องตั้งเลือกพรรคใดก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะที่สุด ตนอายุ 53 แล้ว แต่นักศึกษาต่างหากที่จะได้รับผลจากรัฐบาลชุดต่อไปมากที่สุด และหลังจากนั้นทุกวันต้องมีส่วนร่วมกับระบอบประชาธิปไตย แล้วประเทศจะดีขึ้น

และย้ำว่าชีวิตจริงหลังจบไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยก็อาจจะโหดร้ายกว่านี้แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน สำหรับผู้สมัคร ส.ส. เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ต้องนำมาปรับใช้ประโยชน์ในอนาคต มีนักศึกษาเสนอให้เปิดเวทีพูดคุยและรับฟังปัญหา นายชัชชาติตอบรับและขอให้จัดหลังการเลือกตั้งเพราะไม่อยากให้ดึงมาเกี่ยวกับการเมือง

ระหว่างที่นายชัชชาติพบกับนักศึกษา มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งตะโกนว่า “ฟ้ารักลุง” และ “คุณลุงขาฟ้าไม่ปลอดภัย” และมีนักษามาขอถ่ายรูป ขอให้อวยพรให้ผ่านการสอบมิดเทอมไปด้วยดี ซึ่งนายชัชชาติ อวยพรขอให้สอบได้เอกันทุกคน

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “ขอบคุณมากค่ะ ได้รับทราบเรื่องแล้ว ไม่สบายใจ และเสียใจมาก ถ้าบุคคลที่ทำพฤติกรรมอันน่ารังเกียจนี้เป็นสมาชิกของพรรค เราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดค่ะ แม่หน่อยได้คุยกับน้องที่ประสบเหตุ เพื่อให้กำลังใจแล้วค่ะ ขอให้กำลังใจน้องๆที่จะสอบทุกคนนะคะ #SaveChiangrak”

องค์การเภสัชกรรมยืนยัน สารสกัดต้นแบบน้ำมันกัญชา ระยะที่ 1 เน้นการศึกษาวิจัย

องค์การเภสัชกรรมยืนยัน สารสกัดต้นแบบน้ำมันกัญชา ระยะที่ 1 เน้นการศึกษาวิจัย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงยาคุณภาพมาตรฐาน

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยถึงการดำเนินการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 ว่า องค์การฯ ได้มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย แพทย์ เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์ นักกฎหมาย รวมทั้งผู้ที่มีประสบการณ์ใช้ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการนำกัญชามาให้ประโยชน์ทางการแพทย์

ซึ่งหากจะผลิตเป็นยาก็ต้องพัฒนาให้ได้คุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่ต้องให้เข้าสู่ Medical Grade ให้ได้ เน้นคุณภาพ ให้ได้สารสำคัญ THC และ CBD ที่เหมาะสมในการรักษาโรคที่แตกต่างกัน นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ มีการควบคุมคุณภาพสารสำคัญต่าง ๆ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน จึงทำให้ต้องปลูกในระบบปิด ในอนาคตเมื่อองค์การฯ มั่นใจว่าการผลิตของตัวเองมีคุณภาพ ก็อาจร่วมกับวิสาหกิจชุมชนในการปลูกและผลิตต่อไป

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การปลูกกัญชาที่องค์การฯ ดำเนินการในครั้งนี้ เน้นการศึกษาวิจัย และผลิตยาที่มีความจำเป็นในระบบสาธารณสุขไทย เป็นการสร้างนวัตกรรมยา เวชภัณฑ์ใหม่ ๆ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นมาตรฐานสากล สอดรับกับรูปแบบการใช้ดูแลรักษาสุขภาพ สำหรับการปลูกใช้งบประมาณขององค์การฯ ใช้เทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics)

ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade เพื่อควบคุมมาตรฐานการปลูกให้ปลอดเชื้อ ปลอดเชื้อรา มีการควบคุมแสงควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ได้มาตรฐานสากลที่เรียกว่ามาตรฐานการผลิตเป็นยา ซึ่งจะทำให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชา ที่มีคุณภาพสูง มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือ THC และ CBD เป็นไปตามความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัย

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตามแนวทางของผู้ผลิตกัญชาทางแพทย์ชั้นนำของโลก ประกอบด้วย 7 G ดังนี้ GAP : Good Agricultural Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการเพาะปลูกที่ดี GLP : Good Laboratory Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านห้องปฏิบัติการที่ดี GMP: Good Manufacturing Practice หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาที่ดี GCP : Good Clinical Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการวิจัยทางคลินิกที่ดี GDP : Good Distribution Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการจัดส่งยาที่ดี GSP : Good Security Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานด้านการปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ดี GIP : Good Information Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติข้อมูลสารสนเทศที่ดี

การปลูกด้วยระบบนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของกัญชา และได้ปริมาณสารสำคัญตามสัดส่วนและปริมาณ THC และ CBD ที่เหมาะสมสำหรับมาใช้ทางการแพทย์ และที่สำคัญจะไม่มีการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งหากปลูกกัญชาบนดินทั่ว ๆ ไปแล้วธรรมชาติของกัญชาจะมีคุณสมบัติพิเศษที่ดูดซึมสารพิษเหล่านั้นได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น จึงเชื่อมั่นว่าการปลูกด้วยระบบ(Aeroponics) จะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้บริโภค

โดยจะใช้เวลาในการปลูกประมาณ 3-4 เดือน คาดว่าเดือนกรฎาคม 2562 จะสามารถนำมาสกัดเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมัน หยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ได้ประมาณ 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี โดยสารสกัดน้ำมันกัญชาทั้งหมดจะนำไปใช้ในโครงการวิจัยทางคลินิกต่อไป ซึ่งผู้ป่วยที่สมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยทางคลินิก หรือผู้ที่เข้าร่วมโครงการก็สามารถที่จะได้รับสารสกัดกัญชานี้แน่นอน

ผู้อำนวยการฯ ยังได้กล่าวถึงแผนงานการปลูกกัญชาในโอกาสต่อไปด้วยว่าองค์การฯ ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาเทคโนยีการปลูกเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ แต่มีมาตรฐาน Medical Grade ไว้อีกด้วย รวมถึงมีโครงการการปลูกกัญชาทางการแพทย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Phase) ระยะที่ 2 มีทั้งปลูกในอาคาร indoor และโรงเรือนปลูกพืช (greenhouse) หรือกระโจมใช้แสงแดด แต่หากต้องการแสงมากก็อาจติดหลอดไฟเฉพาะเพิ่มเติม

และยังมีระบบปิดหลังคารอบ ป้องกันแสดงได้ ซึ่งอิสราเอลทำอยู่ เพื่อวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ ที่ให้สารสำคัญสูง และทนต่อโรคต่างๆ และสามารถปลูกในโรงเรือนปลูกพืช ที่ลดต้นทุนลงมาได้ต่อไป การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ระยะที่ 3 การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial Phase) โดยเริ่มการปลูกและผลิตสารสกัดระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรภายในที่พื้นที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

ข้อมูลจาก องค์การเภสัชกรรม

กกต. แจงข่าว ทุ่มงบ 12 ล้านบินดูการเลือกตั้ง ตปท.ไร้ประชุม 1 อาทิตย์

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจง เรื่องการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และแจงข่าว กกต. ทุ่มงบ 12 ล้านบินดูการเลือกตั้ง ตปท.ไร้ประชุม 1 อาทิตย์

ตามที่ได้มีการปรากฏข่าวว่า “กกต. ทุ่มงบ 12 ล้านบินดูการเลือกตั้ง ตปท.ไร้ประชุม 1 อาทิตย์” นั้น ข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกมาชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร สามารถมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 109 กำหนดว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปอันมิใช่เป็นการเลือกตั้งใหม่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักรจะขอลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ ประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ก็ได้

ในการดำเนินการจัดการออกเสียงลงคะแนนนอกราชอาณาจักรนั้น กกต. ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานสนับสนุนในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งได้โอนงบประมาณที่ต้องใช้ในการดำเนินการทั้งหมดให้ และกำหนดให้เอกอัครราชทูตเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินการจัดให้มี

การออกเสียงลงคะแนนในห้วงระหว่างวันที่ 4 – 16 มีนาคม 62 โดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือเชิญกกต. ไปตรวจติดตามภารกิจดังกล่าวในประเทศที่มีชุมชนคนไทยอยู่หนาแน่นและมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิมาก ซึ่ง กกต. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นอำนาจของ กกต. ในการควบคุม ดูแลการดำเนินการของกระบวนการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทั้งหมด

เพื่อให้ความมั่นใจว่า การดำเนินการจัดการเลือกตั้งในต่างประเทศจะเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยหากกกต. แต่ละท่านหากพบเห็นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้อำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้ง หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 อีกทั้งจะได้นำผลการตรวจติดตามภารกิจมาใช้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงปัญหา อุปสรรค ของการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในอนาคตต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561ในระหว่างเวลานับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งใช้บังคับจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งหากมีความจำ เป็นเร่งด่วนต้องมีการประชุมกกต. ให้มีอำนาจประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยกกต. แต่ละคนอาจอยู่ ณ สถานที่แตกต่างกันได้ ซึ่งในห้วงการเดินทางที่ผ่านมายังไม่มีประเด็นเร่งด่วนที่ กกต. จะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะไปออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งในต่างประเทศด้วยว่า กฎหมายได้กำหนดห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนแล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ