ใจหาย! โพสต์ทูเดย์ ประกาศยุติทำสื่อในรูปแบบหนังสือพิมพ์ !

กลุ่มบางกอกโพสต์ ประกาศผลิตหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และ M2F ถึง 31 มี.ค.62 นี้ เพื่อเดินหน้ารุกสื่อดิจิทัลเต็มตัว สนองความต้องการของผู้อ่าน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (28 มี.ค. 2562) เว็บไซต์ posttoday.com ได้มีการประกาศยุติการทำสื่อในรูปแบบหนังสือพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2562 เป็นต้นไป

โดยเรื่องราวการยุติทำสื่อในรูปแบบหนังสือพิมพ์ของโพสต์ทูเดย์ ถูกเปิดเผยผ่าน คอลัมน์นิสต์ออนไลน์ ที่ชื่อว่า คอลัมน์มุมขวา ซึ่งได้เขียนบทความส่งท้ายเพื่อขอบคุณและจากลาแฟนคลับที่ติดตามอ่านคอลัมน์มาอย่างยาวนานกว่า 16 ปี

สำหรับการประกาศยุติผลิตสื่อสิ่งพิม์ของ บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการออกมาประกาศแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา ว่า การปรับเปลี่ยนแนวทางธุรกิจและรูปแบบการนำเสนอสื่อครั้งนี้ ก็เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้อ่านที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับการผลิตสื่อให้มีความกระชับและมุ่งเน้นสื่อดิจิทัลมากขึ้น ภายใต้การปรับเปลี่ยนดังกล่าว บริษัทจะหยุดการพิมพ์ หนังสือพิมพ์ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี และ หยุดพิมพ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจภาษาไทย ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ โดยโพสต์ทูเดย์จะปรับเปลี่ยนเป็นสื่อดิจิทัลอย่างเต็มตัว

กลุ่มบางกอกโพสต์ ขอยืนยันในความเป็นสื่อมวลชนที่มีจริยธรรม มีความน่าเชื่อถือ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ดีที่สุด ถูกต้องเที่ยงตรง ต่อผู้อ่านต่อไป

สุเทพ โพสต์ขอบริจาคเงิน ช่วยพรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้ทำงานการเมืองต่อ

สุเทพ เทือกสุบรรณ โพสต์ชวนคนยื่นภาษี บริจาคคนละ 500 บาทช่วยให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย เดินหน้าทำงานการเมืองต่อ

วันนี้ (28 มี.ค. 2562) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) ชวนแฟนคลับร่วมบริจาคเงินคนละ 500 บาทในระหว่างการยื่นภาษีให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย เพื่อให้พรรคได้ทำหน้าที่ทางการเมืองสานต่อภารกิจมวลมหาประชาชนต่อไป โดยมีข้อความระบุว่า

สวัสดีครับพี่น้องมวลมหาประชาชนทุกท่าน

ขณะนี้เป็นช่วงที่ทุกพรรคการเมืองกำลังรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต. ในวันที่ 9 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ผมเชื่อว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยของเรามีโอกาสส่ง ส.ส.เข้าไปทำงาน รวมทั้งผลักดันการปฏิรูปในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 5-6 คนโดยประมาณ แต่ทั้งนี้พรรคของเราก็ยังมีบุคลากรอีกจำนวนมาก ที่ช่วยกันสนับสนุนการทำงานอยู่ที่ด้านนอกสภา เพราะทุกคนยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

พรรครวมพลังประชาชาติไทย แม้จะเป็นพรรคการเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง ไม่มีนายทุนอยู่เบื้องหลัง ในช่วงเดือนสุดท้ายของการชำระภาษีประจำปีนี้ ผมอยากจะขอเชิญชวนพี่น้องมวลมหาประชาชน ช่วยกันบริจาคให้พรรคของเรา ได้ขับเคลื่อนทุกกิจกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต่อไป
โดยสามารถบริจาค ผ่านการกรอกหมายเลข 181 พร้อมจำนวนเงินไม่เกิน 500 บาท ในใบเสียภาษี โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ผมยังยืนหยัดสู้จริง ไม่ทิ้งอุดมการณ์ ร่วมกันสานต่อภารกิจมวลมหาประชาชนเช่นเดิม
#คนธรรมดาสร้างชาติ

ความสำเร็จของ ‘อนาคตใหม่’ และความล้มเหลวของ ‘ประชาธิปัตย์’

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคหน้าใหม่อย่าง ‘พรรคอนาคตใหม่’ นั้น ประสบความสำเร็จชนิดเกินคาด ขณะที่พรรคใหญ่อย่าง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ก็ล้มเหลวจนยากจะยอมรับ ซึ่งอาจพูดได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นโฉมหน้าทางการเมืองในยุคใหม่ของไทย

สำหรับปัจจัย ‘ส่วนหนึ่ง’ ในความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ และความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการด้านการเมืองอย่าง ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้มุมมองต่อทีมข่าว MThai ไว้ดังนี้

– ความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่

“ผมคิดว่า หนึ่ง, การเติบโตของคนรุ่นใหม่ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมองว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว รู้สึกว่าการเมืองมันมีชีวิตสำหรับพวกเขา ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์และใกล้ตัวมากขึ้น ประกอบกับนโยบายและสไตล์การหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ตั้งแต่ป้ายหาเสียง ผู้สมัครใส่เสื้อยืดไปหาเสียง ไปปราศัย มันลดกำแพงลดช่องว่างว่า คนที่อาสามาทำงานแทนพี่น้องประชาชน เป็นคนธรรมดาคนเดินดิน ไม่ใช่คนวิเศษวิโส ทำให้ประชาชนกล้าเข้าหา เลือกที่จะไว้ใจ

“ประเด็นต่อมาคือ การมีทีมงานทำด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือสื่อใหม่ที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จมาก ในการที่จะหาข้อมูลมาหักล้าง หรือการสร้างประเด็นในพื้นที่ทางสังคมได้ตลอดเวลา

ภาพจาก Facebook ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“ประเด็นที่สาม อนาคตใหม่ เจาะเวทีปราศัยหรือเดินไปหาเสียงตามสถานศึกษามากกว่าพรรคการเมืองอื่น อันนี้ประสบความสำเร็จมาก มันสามารถสร้างความตราตรึงคนเจเนอเรชั่นนี้ เพราะพื้นที่การไปลงสถานศึกษา แตกต่างกับการหาเสียงกลุ่มวัยอื่น กลุ่มสถานศึกษา เด็กๆ น้องๆ มาขอเซลฟี่ ภาพกิจกรรมมันดูคึกคักดูใกล้ชิด ดูอบอุ่นกว่า ในขณะที่ไปหาเสียงวัยอื่น นั่งรถกระบะโบกไม้โบกมือบ๊ายบายคนตามป้ายรถเมล์ คนไม่สนใจ ภาพตอบสนองตอบกลับมันดูรู้สึกไม่รุนแรงเท่ากับไปหาสถานศึกษา นักศึกษา หรือวัยทีนเอจ

“ประเด็นต่อมา ในการปราศัยใหญ่วันสุดท้าย วันที่ 22 มี.ค. ที่คุณธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ขึ้นปราศัย รูปแบบเวทีมันไม่เหมือนพรรคการเมืองอื่น การจัดเวทีที่ใกล้ชิด มีลักษณะริงไซด์ คนรอบสเตเดียมมีทุกเพศทุกวัย ซึ่งจะต่างจากพรรคการเมืองอื่น ที่บนเวที ผู้สมัคร หรือแกนนำ หัวหน้าพรรคการเมืองจะอยู่บนเวทีเป็นโฟกัส และข้างหลังเต็มไปด้วยขุนพล แกนนำพรรคที่จะลงสมัคร แต่อนาคตใหม่ไม่มีภาพตรงนั้น มันนำไปสู่ความใกล้ชิด ทำให้คนที่ดูทีวี ติดตามทางสมาร์ทโฟนหรือทางบ้าน รู้สึกเร้าใจว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมวันนั้น ประกอบกับว่าการจับกล้องหรือสไตล์ของเวที มันเหมือนรายการ TED Talks ของสหรัฐอเมริกา

“ที่สำคัญอนาคตใหม่เอาตัวผู้สมัครหรือกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ที่มีบทบาทตัวแทนภาคสังคมด้านต่างๆ อาชีพต่างๆ เข้ามาเปิดตัวแนะนำตัวเอง ในระยะเวลา 5-10 นาที ซึ่งจะต่างจากพรรคการเมืองอื่น ที่จะเอาแค่ ส.ส. หรือแกนนำ หรือบุคคลที่พอปราศัยตรึงผู้คนได้ อนาคตใหม่ สามชั่วโมงกว่า คนดูเป็นล้านวิว ในช่วงระหว่างที่เขานำเสนอตรงนั้น เขาเอาเทคโนโลยี เอาสไตล์การจัดการปราศัยจากต่างประเทศมาใช้ในการเมืองไทย ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น ไม่สามารถปรับตัวแบบนี้มาใช้ได้เลย”

ภาพจาก Facebook พรรคประชาธิปัตย์

– ความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์

“ผมมองว่าหลักๆ สามปัจจัย ความไม่เป็นเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีตั้งแต่ปัญหารอยปริร้าว ตั้งแต่การแข่งขันสมัครหัวหน้าพรรค ประกอบกับตัวผู้สมัครในพื้นที่ค่อนข้างจะเก่าด้วย แล้วก็วางบทบาทของกลุ่ม ‘นิวเดม’ คนรุ่นใหม่มากเกินไป

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความผิดอะไร โปรไฟล์การศึกษาหน้าตาดี แต่มันจับต้องไม่ได้หากเปรียบเทียบกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่จะดูมีความหลากหลายกว่า ผู้คนหลายสถานะ หลายอาชีพ หลายการศึกษา แต่นิวเดมเป็นคนที่มีภูมิหลัง ต้นทุนทางสังคม ต้นทุนครอบครัวมาดีมาก ฉะนั้นคนจะรู้สึกไม่ใกล้ชิด

“ประกอบกับว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีแนวคิดเป็นเหมือนพรรคอนุรักษ์นิยม แต่เด็กรุ่นใหม่สร้างขึ้นมาเหมือนว่าจะมายอมรับแนวคิดอนุรักษ์นิยม ในขณะที่อนาคตใหม่ ไปทางของเสรีนิยม ซึ่งตรงจริตกับแนวคิดขบถของวัยรุ่นที่มองอะไรแตกต่างกับคนต่างวัย นี่คือจุดแข็งของอนาคตใหม่

“ประเด็นสุดท้ายคือ คุณอภิสิทธิ์ไปล็อกเงื่อนไขตัวเองที่จะไม่ร่วมกับพลังประชารัฐ จากการเมืองที่แข่งกันสองข้าง กลายเป็นแข่งสามข้าง มันบีบให้คนต้องตัดสินใจเลือก เพราะพันธมิตรที่เลือกประชาธิปัตย์มาตลอดคือผู้สูงวัย เป็นเสียงหลักเลย ผู้สูงอายุเลยหันเหตัดสินใจไปเลือกพลังประชารัฐ เพราะพลังประชารัฐ หลายครั้ง หรือแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์ เวลาลงพื้นที่สัญจร จะไปทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มอื่น ฉะนั้นก็เห็นภาพชัดเจนอยู่แล้วว่า ประชาธิปัตย์สูญเสียแนวร่วมตรงนี้ไป เพราะตัวเองไปล็อกเงื่อนไขในการเลือกเล่นเกมการเมืองแบบนี้เอง”

ผศ.วันวิชิต ทิ้งท้ายเกี่ยวกับการจับขั้วทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ไว้ว่า “ผมคิดว่าแนวทางในท้ายที่สุด ประชาธิปัตย์จะต้องถูกกดดันจากสังคมให้ตัดสินใจบางสิ่งบางอย่าง แน่นอนว่าแนวทางไม่น่าจะไปเพื่อไทย น่าจะไปพลังประชารัฐมากกว่า ซึ่งไม่ผูกมัดกับสิ่งที่คุณอภิสิทธ์เคยพูดไว้แล้ว”